ปลดแอก “กิเลสในใจคือความยึดถือ”

S09E01

หากเราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ดี มีอุปนิสัยโกง โลภมาก ดูถูกบุคคลอื่น ซึ่งผู้ถามก็ถูกกระทำจากบุคคลนี้ กลั่นแกล้ง ถูกด่าว่าจิปาถะ แต่ก็มีความจำเป็นต้องพบและร่วมงานกันอยู่เป็นประจำ และไม่ได้จะไปทำได้ดีร่วมกับเขาอยู่แล้ว แต่มีความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ ควรทำอย่างไรกับจิตของเรา

คำถามคุณพุทธธิดา (เว๊บไซต์ haisok.co)

คำถาม : ควรทำอย่างไรกับจิตของเรา หากเราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ดี มีอุปนิสัยโกง โลภมาก ดูถูกบุคคลอื่น ซึ่งผู้ถามก็ถูกกระทำจากบุคคลนี้ กลั่นแกล้ง ถูกด่าว่าจิปาถะ แต่ก็มีความจำเป็นต้องพบและร่วมงานกันอยู่เป็นประจำ และไม่ได้จะไปทำได้ดีร่วมกับเขาอยู่แล้ว แต่มีความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ จะจัดการกับตรงนี้อย่างไร

คำตอบ : หลักการที่ให้พิจารณาไปตามลำดับ คือ

1) เราอย่าอนุญาตให้ตัวเราไปทำตามความชั่วนั้น เราไม่ทำชั่วตามที่เขาทำ คนที่เป็นปาปมิตร คือ เพื่อนชั่วหรือคนที่มาในรูปแบบของมิตร แต่มีความบาปอยู่ในตัว.. นำความชั่วมาให้ นี่มันไม่ใช่เพื่อนแท้ เป็นเพื่อนเทียม เป็นอมิตร เป็นศัตรู เป็นมารในทางความดี จะทำความดีของเราให้ตกล่วงลงไป มีมารเกิดขึ้น ผู้ล้างผลาญความดี

2) เราอย่าให้มีจิตที่คิดไม่ดีกับคนที่ไม่ดีเหล่านั้น..อย่าให้มีความคิดที่เป็นอกุศล ความคิดในทางพยาบาท เกิดขึ้นในจิตของเรา เพราะบาปกรรมนั้นเราก็ไม่ได้ทำ..แล้วทำไมเราจะต้องไปกังวลอะไรในสิ่งที่คนนั้นเขาเป็น..ความบาปเป็นความชั่วอย่างหนึ่ง มีหมดทุกที่ แต่ทำไมต้องมาเฉพาะคนนี้ที่เราเคืองมัน ที่เรามีอกุศลให้กับเขา ที่เรามีความคิดเพ่งเล็งปองร้าย ความคิดอาฆาต ความคิดให้เขาได้ไม่ดี เฉพาะกับคนนี้

..เราไม่ควรจะพยาบาทเขา หนำซ้ำเรายังควรจะมีเมตตา มีอุเบกขาให้เขาด้วย ตรงนี้แหละที่มันทำยาก จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของโทสะ เรื่องของความคิดพยาบาท ที่เกิดขึ้นในตัวเขาหรอก..เพราะความชั่วยิ่งกว่า..คนชั่วยิ่งกว่าที่มันทำกับเราเนี่ย มันก็ยังมี ทำไมเราไม่ไปโกรธคนนั้น ทำไมเราไม่ได้ไปเคืองคนนั้น หรือมีพยาบาทหรือมีความคิดไม่ดีกับคนนั้น

3) ประเด็นปัญหามันอยู่ที่..เรามีความรักตัวเราเองอยู่ รักในตัวของฉัน รักในความความดีของฉัน รักในชื่อเสียงของฉัน รักในซักอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งในตัวของฉันนี่แหละ พอไอ้สิ่งนี้มันถูกทำให้เคลื่อนไป ถูกทำให้มันหายไป นี่คืออวิชชาปรากฏตัวแล้วนะ ความจริงที่ว่า มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงได้ ความจริงคือวิชชา ความจริงปรากฏตัวขึ้น อวิชชาก็โผล่ขึ้นตรงนั้นเลย ให้เราเห็นว่านี่แหละคือความไม่รู้ที่เรามีอยู่..มันจึงรู้สึกอึ๊กๆ ขึ้น

..เพราะมีอวิชชาจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีความทุกข์ เรามีความทุกข์ เพราะมีอุปาทาน..

ความยึดถือในอะไร ในอะไรไม่รู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้นั่นแหละคืออวิชชา มันโผล่มาได้ไง อวิชชามันอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่ความจริงปรากฏขึ้น ตรงที่มันเริ่มไม่เที่ยง ทีนี้พอมีใครมาใส่ร้ายเรา ซึ่งมันไม่จริ๊งไม่จริง ชื่อเสียงชั้นจะเสีย ความดีชั้นจะลดลงไป คนนั้นเขาจะคิดกับชั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น นี่มันคือตัวตนนะเนี่ย

มันคืออัตตา มันคือมานะ มันคืออวิชชา มันโผล่ออกมาแล้ว..พวกนี้แหละ เป็นสิ่งที่เรามีอยู่ เรายึดอยู่..ด้วยอวิชชาที่เรามี ความจริงในความที่มันเป็นของไม่เที่ยงปรากฏขึ้น ความทุกข์จึงมีขึ้นมา มาก! ความทุกข์นั้นก็ออกมาในรูปของความโกรธ ความไม่พอใจ เราก็ถูกกิเลสเบียดเบียนเพราะเหตุนี้แหละ กิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมาที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ก็เป็นอย่างนี้แหละ มันมาตามผัสสะ แต่มันไม่ได้มาจากข้างนอก มีผัสสะนั่นแหละเป็นแดนเกิด แต่มันอยู่ข้างใน กิเลสมันอยู่ข้างใน

ผัสสะอย่างเดียวกัน มันไปกระทบกับคนอื่น ทำไมบางคนเขาไม่โกรธไม่เกลียดขึ้นมา..เขาทำดีกันบ้าง เราไม่โกรธ ที่เราไม่โกรธ เพราะเราไม่ได้มีความยึดถือในสิ่งนั้นไง..เห็นอวิชชาเป้งๆๆ แต่ละไม่ได้ ตัดไม่ได้ พอละไม่ได้ตัดไม่ได้ แบกมันเอาไว้ มันก็หนักหล่ะสิ มันก็ทุกข์น่ะสิ เหมือนภูเขาหินทั้งแท่ง มันตกหล่นทับเรา หนักอึ้งๆ มีความทุกข์มาก ความทุกข์นี่ก็โผล่ออกมาในรูปของความเครียด..เครียดเพราะว่ามีความยึดถือ มีความยึดถือเพราะว่ามีตัณหา มีความอยากในความเป็นความมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีตัณหาความอยากในความมีความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่าเจ้าอวิชชา คือความไม่รู้

ความไม่รู้นั้นมีอยู่ในจิตใจของเรา.. มีความไม่รู้คืออวิชชาอยู่..มันเหมือนพิษวิ่งแล่นดิ่งเข้าหัวใจ ตรงไหนที่เราถูกแทงยังไม่รู้เลย เราลืมไปแล้ว ถูกแทงด้วยลูกศรคือตัณหา พิษนั้นคืออวิชชา จะแก้ยังไงๆ?..

..ชีวิตของเรา..มีชีวิตอยู่น้อยนิดเดียว น้อยกว่าแสงเหนือน้อยกว่าพยับแดดน้อยกว่าน้ำค้างอีกด้วย ชีวิตนี้มันน้อยนัก..เอาแค่ว่าลมหายใจของเรา หายใจเข้าหายใจออก ไม่หายใจแค่สักประมาณ 7-8 ครั้ง 4-5 นาที เดี๋ยวต้องเรียกรถหวอมาแล้ว ชีวิตเราสั้นแค่นี้นะ..พิจารณาความที่ชีวิตเป็นของน้อย ความที่เป็นมรณสติ เราระลึกถึงความตายตรงนี้ ไอ้ความยึดถือในตัวตนมันจะลดไป พอความยึดถือในตัวตนมันลดไป ความทุกข์เราก็จะเบาบางลง ความทุกข์เราเบาบางลง ใครจะมีปัญหาอะไรยังไง เราไม่มีปัญหาหรอก สมมติเราตายไปวันนี้เลย ที่เขาด่าเราจะเป็นยังไงไหม? ที่เขาว่าเรามันจะเป็นยังไงไหม?

เรามันจะดีหรือเรามันจะเลวเนี่ย มันไม่ได้เป็นตามความเชื่อของใคร ความเชื่อก็ส่วนหนึ่ง ความจริงก็ส่วนหนึ่ง เราจะเอาชนะความโกหกได้ ด้วยคำจริงเท่านั้นเอง “กฎของกรรมมันไม่ตามความเชื่อท่านผู้ฟัง มันตามความจริง”

ถ้าเราจะไปปรารถนาให้เขาได้ไม่ดี นั่นเป็นบาปของเรา เราอย่าเอาบาปมาใส่หัวเรา เราอย่าอนุญาตให้ตัวเราทำชั่วได้ด้วยบาปของเขา มันไม่ถูก

เราพิจารณาความเป็นอนัตตาในตัวของเรา เริ่มด้วยการเห็นชีวิตเป็นของน้อย แต่สามารถทำให้เกิดมีค่ามากขึ้นได้ คนมีชีวิตอยู่ร้อยปีพันปี ถ้าเผื่อว่าใส่ความเขา เอาดีเข้าตัวเองเอาความชั่วเข้าคนอื่น ทำไม่ดีอยู่เรื่อย ตราบใดที่บาปยังไม่ให้ผล เขาก็เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นความดี คิดว่าความดีเกิดขึ้นที่ปาก ไม่ได้เกิดขึ้นที่การกระทำ แต่มันจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อ จะดีหรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำทางกาย ทางวาจาและทางใจ

..ถ้ามีความเชื่อมีความมั่นใจมีความลงใจที่ถูกต้องในพระพุทธเจ้า ที่เราโดนเนี่ย มันยังเล็กน้อย น้อยกว่าที่พระพุทธเจ้าโดนด่าจนกระทั่งเหมือนน้ำทะเลในมหาสมุทรทับท่วมถมเราทั้งหมด คนจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องอดทนถึงปานนั้น แล้วเราเป็น ‘บุตร’ เป็น’ธิดา’ ของพระพุทธเจ้า เรื่องแค่นี้ทำไมเราจะทนไม่ได้

เมตตาของท่านดั่งห้วงมหรรณพ มีให้เราเอาได้ไม่หมดไม่จบไม่สิ้น แค่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราต้องมีกำลังใจขึ้นมาแล้ว เพราะนั่นคือศรัทธา เพราะนั่นคือความมั่นใจของเราว่า เรามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เรามีพระพุทธเจ้าเป็นที่ต้านทาน เราไม่ได้ไปต่อสู้กับคนนั้น..นี่เรากำลังต่อสู้กับกิเลสที่อยู่ในจิตใจของเราเอง มันคือความยึดถือ มันเบียดเบียนเรามานานแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่เราจะปลดแอกตัวเราเอง จากการที่ถูกห่อหุ้ม รึงรัด ครอบเอาไว้ด้วยอวิชชา มันทับเราอยู่เนี่ย มันทับเราอยู่ จะมีแรงมีกำลังยกมันขึ้นไหม เอา “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” นี่แหละเป็นที่พึ่งท่านผู้ฟัง

เราระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นกำลังของเรา กำลังของเราในการที่จะตั้งอยู่ในศีลให้ได้ อย่างน้อยถ้ากระทำอะไรไปในทางกาย ทางวาจา เราก็จะไม่ผิดศีล ไม่ไปทำชั่วทำบาปตามเขา ให้มีกำลังในการที่จะตั้งอยู่ในมรรคให้ได้

ความคิดนึกคือสังกัปปะ ให้เป็นสัมมาสังกัปปะคือระลึกชอบ อย่างน้อยให้มีอุเบกขา มีเมตตา อุเบกขาไม่ใช่ว่า ไม่สนใจเขาก็แล้วกันหรือยอมๆ เขาไป ไม่ใช่!! แต่หมายถึงความที่จะไม่ให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา

..เราเอาความดีของเรานั่นแหละชนะความชั่ว เราจะทำความดีของเราให้ไม่ได้เลย ถ้าเผื่อว่าจิตใจของเราไม่สามารถตั้งอยู่ในความดีได้ เราจะตั้งอยู่ในความดีได้ เราระลึกถึงพ่อของเราท่านผู้ฟัง คือพระพุทธเจ้า ระลึกถึงสิ่งที่ท่านสอนไว้ท่านผู้ฟัง คือพระธรรม ระลึกถึงหมู่พี่น้อง ญาติธรรม นั่นคือสงฆ์หมู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราสามารถที่จะทำความดีในใจของเราให้เกิดขึ้นได้แน่นอน

34
1
นาทีในการอ่าน