อนัตตาโดยรายละเอียด

อนัตตาโดยรายละเอียด
S07E32
  • ความหมายของอนัตตา
  • ความแตกต่างระหว่างสิ่งสมมุติกับความจริง สิ่งสมมุติคืออุปาทานในขันธ์ทั้ง5 ความจริงคืออริยสัจ 4
  • เมื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่างของจริงของปลอมได้แล้ว จะผ่านจากภาวะสังขตธรรมไปสู่ภาวะอสังขตธรรม จะผ่านจะเห็นความจริงนี้ได้ต้องมีเครื่องมือคืออริยมรรคมีองค์8 ให้เจริญมรรคเพื่อไม่ให้เกิดการกลับกำเริบ เมื่อปฏิบัติไปๆจะเข้าสู่วิมุตและนิพพานได้

“นั่น ไม่ใช่ของเรา (เนตํ มม), นั่น ไม่ใช่เรา (เนโสหมสฺมิ), นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (น เมโส อตฺตา”

ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒/๔๔.

...จะไปหาสาระในของที่ไม่มีสาระ มันไม่ได้ จะหาความเที่ยงในของที่มันไม่เที่ยง ไม่ได้ จะหาความสุขในของที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ มันไม่ได้ ความจริงเป็นอย่างนี้

สิ่งใดที่มีความเป็นอนัตตาคือขันธ์5ทั้งหมด มันจะมีความไม่เที่ยง สิ่งใดมีความไม่เที่ยง มันทนอยู่ได้ยาก เรียกว่าเป็นทุกข์ นี่คือสิ่งสมมุติ...

ความหมายของอนัตตา

  1. คือความที่ไม่ใช่ตัวของมันเอง เป็นคุณสมบัติจึงมีความหมายว่ามันมีความไม่เที่ยง
  2. หมายความว่า ไม่ควรจะเห็นว่านั่นเป็นของเรา นั่นเป็นตัวเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

สิ่งใดมีการปรุงแต่ง สิ่งนั้นเป็นสิ่งสมมุติ ไม่ใช่ความจริง

สังขารแปลว่าการปรุงแต่ง เพราะกิริยามีการปรุงแต่งให้สำเร็จรูปมีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้นเรียกว่าสังขาร ...ปรุงแต่งรูปให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูป ..ปรุงแต่งเวทนา,สัญญา,วิญญาณ,สังขาร ก็เช่นเดียวกัน

สังขารแทรกซึมในทุกอย่าง เกิดจากสิ่งเดียวกันแต่พอปัจจัยปรุงแต่งออกมาต่างกันก็เรียกชื่อต่างกันไปตามลักษณะที่สมมุติขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เช่นจากด้ายกลายเป็นเสื้อหรือหมวก/ผ้า...หรือความเร็วความช้าของแต่ละคน หรือความอร่อยไม่อร่อย ความคิด กลิ่นหอมเหม็น อุณหภูมิร้อนเย็น เรื่องเสียงเทศน์หรือร้องเพลง เป็นต้น

มีการปรุงแต่งคือสังขารแทรกซึมไปอยู่ที่ไหนๆ ก็จะต้องมีการสมมุติกำกับบอกลงไปให้เข้าใจตรงกันว่านี่คืออะไรๆ เป็นการบัญญัติขึ้นในเรื่องของสมมุตินั้นๆตามการปรุงแต่งนั้นๆ

 

…อะไรที่มีความสมมุติขึ้นตามการปรุงแต่งที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นไม่ใช่ของจริง มันเป็นของหลอกไว้เฉยๆ….ความจริงได้บ่งบอกเอาไว้อยู่ในตัวของปลอมนั่นแหละ แต่มันซ่อนความจริงเอาไว้…

 

เหมือนเช่นเหยื่อเบ็ด เป็นกับดักเป็นเหยื่อล่อเป็นของหลอกลวง ไม่ใช่ของจริง ของหลอกล่อที่ให้มาติดนี้คือ “อุปาทาน” คือมันมายึดถือได้ ความยึดถือจะไม่เกิดที่ไหนได้นอกจากในขันธ์ทั้ง5เท่านั้น

ขันธ์5 ทั้งหมดจึงเป็นเหมือนกับเหยื่อล่อให้เรามาติดตึ๊ก ติดตึ๊กนั่นล่ะคือยึดถือแล้ว เป็นอุปาทานแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงความจริงว่า “นี่แหล่ะคืออุปาทานขันธ์5 เป็นตัวที่ทำให้เราเกิดความทุกข์”

 

รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ใช้คำว่าอุปาทาน ทำไมไปยึดถือได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของสมมุติเอาขึ้นมาตามการปรุงแต่งของเงื่อนไขของมัน เราสมมุติเรียกแล้ว การสมมุตินั้นไม่ใช่ของจริง ...อะไรที่ไม่เที่ยงทั้งหมด เชื่อไม่ได้ มันมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยปกติ เป็นของหลอกลวง มาหลอกลวงเราให้เกิดความยึดถือ

…อุปาทานขันธ์ทั้ง5เป็นเหยื่อล่อให้เราไปติดกับมัน เหมือนเหล็กเสียบคางปลา มันไม่มีความสุขเลย จะเอาชีวิตไม่รอด…

สังขตธรรมและอสังขตธรรม

 

สิ่งที่มีการปรุงแต่งเรียกว่าสังขตธรรม มีลักษณะคือ 1.เกิดปรากฎ ชื่อใหม่มีมาอยู่เรื่อยตามแต่สมัยตามแต่สิ่งแวดล้อมบริบท ตามแต่เหตุปัจจัย 2.มีความเสื่อมปรากฏ ตามแต่เหตุปัุของมัน และ3. เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอย่างอื่นปรากฎ นี่คือลักษณะของสังขตธรรมที่มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปธรรมดา

แล้วความจริงคืออะไร: ขันธ์5เป็นทุกข์ เปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา เปรียยด้วยพยับแดด/ก้อนฟองน้ำ/ต่อมน้ำ/แกนในต้นกล้วย/นักแสดงมายากล มันจริงที่ไหน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จะไปหาสาระในของที่ไม่มีสาระ มันไม่ได้ จะหาความเที่ยงในของที่มันไม่เที่ยง ไม่ได้ จะหาความสุขในของที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ มันไม่ได้ ความจริงเป็นอย่างนี้

 

สิ่งใดที่มีความเป็นอนัตตาคือขันธ์5ทั้งหมด มันจะมีความไม่เที่ยง สิ่งใดมีความไม่เที่ยง มันทนอยู่ได้ยาก เรียกว่าเป็นทุกข์ นี่คือสิ่งสมมุติ

 

 

เปรียบเทียบของปลอมของจริง

 

เปรียบเทียบระหว่างของปลอมคือขันธ์ทั้ง5 เปรียบเทียบกับของจริงคืออริยสัจสี่ ของจริงคืออริยสัจสี่ ยอกนี่คือทุกข์ เป็นอุปาทานเป็นความยึดถือ เป็นกับดัก เป็นเหยื่อล่อ ไม่ควรไปยึดถือเอาไว้ อย่าไปเอามัน

แล้วต้องทำอย่างไง ของปลอมเราต้องแสวงหา แต่ของจริงนั้นต้องปล่อย ใช้มรรค8 เป็นเครื่องมือให้เราสามารถที่จะปล่อยเจ้าขันธ์5 ที่มันเหนียวเหมือนกับเบ็ดที่มันติดคางปลาแล้วมันเกี่ยวเอาไว้ มันเอาออกยากต้องใช้เครื่องมือ

 

ตัณหาที่ติดอยู่กับจิตของเรา มันยากเพราะมันเห็นไม่ชัด มันครอบคลุมด้วยอวิชชาอีกด้วย ใช้เครื่องมือคือมรรค8

 

หาได้โดยการสแกนหาโดยสติ สติเป็นเครื่องตรวจหาว่าถูกแทงตรงไหน ถูกเกี่ยวยึดอยู่ตรงไหน แล้วเอามีดคมๆคือปัญญาปาดลงไปให้เห็นความเป็นจริงว่ามันไม่เที่ยงตรงนี้ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เราไม่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวเรา ของเราเราจะปล่อย เราจะละ เราจะวาง เราจะปล่อยจะละจะวางได้ถ้าเราเห็นตามความเป็นจริง จะเห็นตามความเป็นจริงได้ จิตต้องมีสมาธิ

 

พอเราละสิ่งที่เป็นสมมุต เราจะเข้าสู่วิมุตได้ คือเราจะผ่านสมมุติได้คุณต้องผ่านสัจจะความจริง พอคุณผ่านสัจจะความจริง แล้วคุณละสิ่งที่เป็นสมมุติได้ คุณจะมีสภาวะที่เรียกว่าวิมุต นั่นคือความพ้น วิมุตจะมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ นิพพานเป็นที่ไม่มีการปรุงแต่ง อะไรก็ตามที่มีการไม่ปรุงแต่ง เป็นลักษณะของอสังขตธรรม

 

อสังขตธรรมจะมีลักษณะ 3 อย่างคือ ไม่ปรากฏมีการเกิด ไม่ปรากฎมีการเสื่อม เมื่อตั้งอยู่ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฎ

 

…สมมุติอยู่ตรงไหน ของปลอมอยู่ตรงไหน ความจริงอยู่ตรงนั้น เราจะเห็นได้ต้องใช้มรรค8เป็นเครื่องมือ เราเจริญมรรค8 เห็นความจริงในของสมมุตินัานแหละ ถ้าเราเห็นสัจจะความจริงแล้ว เราจะไปเข้าสู่วิมุตคือความพ้นจากมันได้ จะไม่กลับกำเริบด้วยการทำซ้ำทำย้ำทำให้มากๆ ทำให้มากเจริญให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์8….

 

 

…ภิกษุทั้งหลาย ! อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่.
๓ อย่างอย่างไรเล่า ? ๓ อย่างคือ :-

  • ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท ปญฺญายติ);
  • ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย ปญฺญายติ);
  • เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ).

ภิกษุทั้งหลาย ! สามอย่างเหล่านี้แล คือ อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม.

ติก. อํ. ๒๐/๑๔๔/๔๘๗.

46
1
นาทีในการอ่าน