ซีซั่น 4 ตอนที่ 3 "พาลวรรค" คือ วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "คนพาล"

S04E03

Time index

[1:39] เกริ่น

[4:43] 22  คนพาล / บัณฑิต

[10:13] บัณฑิต คือ ฉลาด

[13:08] 23 กล่าวตู่

[20:22] 24 กล่าวตู่ และ ไม่กล่าวตู่

[26:01] 25/26 กล่าวตู่ ไม่กล่าวตู่

[31:10] 27 คติ/ ฐานะ ปิดปิด ไม่ปกปิด

[34:38] 28 คติ / ฐานะ มิจฉา สัมมา

[37:37] 30 ทุศีล มีศีล

[47:01] 31 เสนาสนะสงัด

[51:43] 32 สมถ วิปัสสนา ให้เกิด วิชชา

"สมถะ ที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
           
"คือ ย่อมให้จิตเจริญ" 
            
จิต ที่เจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมละราคะได้"
             
วิปัสสนา ที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ" 
             
ปัญญา ที่เจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมละอวิชชาได้" 

[๓๒] ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา 
            

๓. พาลวรรค 

หมวดว่าด้วย "คนพาล" 

เราอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต คือ หมวดที่เป็นธรรมะ ๒ ข้อ [๓. ตติยปัณณาสก์] 

หมวดที่เป็นธรรมะ ๒ ข้อ เราเรียกว่า "ทุกนิบาต"

คราวที่แล้วเราพูดถึง ๑. กัมมกรณวรรค คือ วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "โทษ" 

และ ๒. อธิกรณวรรค คือ วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "อธิกรณ์"

วันนี้เราจะพูดถึง ๓. พาลวรรค วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "คนพาล" 

พาลวรรค จะพูดถึงเรื่องของ"คนพาล" 

พระพุทธเจ้าบอกว่า "คนพาลมี ๒ จำพวก"

คนพาล ย่อมคิด พูด และทำชั่ว นี่คือ ลักษณะนิสัยของคนพาล 

พอมีลักษณะ ๓ ประการนี้ แล้ว ผลเขาก็จะมีได้ ๒ จำพวก คือ

ในข้อที่ ๒๒ บอกว่า คนพาลมี ๒ จำพวก และบัณฑิตมี ๒ จำพวก 

โดยคนพาล จะมีลักษณะ ๑) ไม่เห็นโทษ โดยความเป็นโทษ

๒) คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 

[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ 
             
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
                          
๑. คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ 
                          
๒. คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 
            
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล 
             
"บัณฑิต ๒ จำพวกนี้" 
             
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
                          
๑. คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ 
                          
๒. คนที่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 
             
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑) 
         
[๒๓] คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 
             
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

๑. คนเจ้าโทสะที่มีความโหดร้ายอยู่ภายใน 

๒. คนที่เชื่อโดยยึดถือผิด 
             
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๒) 
             
[๒๔] คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 
             
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
             
๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต 

ได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” 
             
๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต 

ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” 
             
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต 
              
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต 
             
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
             
๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” 
             
๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” 
             
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๓) 
              
[๒๕] คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 
             
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
             
๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะมีการขยายความแล้ว” 
             
๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่ควรขยายความ” 
             
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๔) 
 
[๒๖] คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต 
             
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 
             
๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะควรขยายความ” 
             
๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่มี 

การขยายความแล้ว” 
             
คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๕) 
 
คติ และฐานะ ๒ อย่างเป็นต้น 

[๒๗] ผู้มีการงานปกปิดไว้ พึงหวังได้ ๒

- คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  

ผู้มีการงานไม่ปกปิดไว้พึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๖) 

[๒๘] ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน (๗) 

[๒๙] ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๘) 

[๓๐] สถานที่รองรับคนทุศีล ๒ แห่ง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน 

สถานที่รองรับคนมีศีล ๒ แห่ง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๙) 

 
[๓๑] เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๓

- ๒ ประการจึงอาศัยเสนาสนะอัน 

เงียบสงัด คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบ๔- 

อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง? "คือ 
                          
๑. เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน
                          
๒. อนุเคราะห์คนรุ่นหลัง 
             
เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล จึงอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด 

คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบ (๑๐) 

[๓๒] ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา 

ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ 

๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)
 
๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) 
            
"สมถะที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
           
"คือ ย่อมให้จิตเจริญ" 
            
จิตที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมละราคะได้"
             
วิปัสสนาที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ" 
             
ปัญญาที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 
             
"คือ ย่อมละอวิชชาได้" 
            
จิตที่เศร้าหมองเพราะราคะย่อมไม่หลุดพ้น ปัญญา(มรรคปัญญา คือ ปัญญาในขณะแห่งมรรค) ที่เศร้าหมอง เพราะอวิชชา 

ย่อมไม่เจริญ เพราะสำรอกราคะจึงมีเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา จึงมีปัญญาวิมุตติ (๑๑) 

- พาลวรรคที่ ๓ จบ 

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า :8

2020-6t0403
79
1
นาทีในการอ่าน