นักรบผู้ชนะ

นักรบผู้ชนะ
S07E04
  • ความจริงเป็นสิ่งที่ควรรู้ควรเข้าใจ แม้จะยากยอมรับได้ยาก คิดให้ถูกว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา มีเหตุมีปัจจัย คิดให้ถูกได้ด้วยความเพียรและปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝึกได้ทำได้ เช่นกับนักรบหรือนายขมังธนู
  • ศีลสมาธิปัญญาเป็นสิ่งที่ควรฝึกให้เกิดมีอยู่เสมอ เพื่อที่ว่าเมื่อความจริงมาเผชิญหน้าจะได้มีพละกำลังสติปัญญาในการต่อสู้ ไม่ถอยหนีเช่นนักรบทั้งสามแบบ
  • กำลังใจที่ใช้เป็นที่พึ่งได้คือศรัทธาใน “พุทโธ ธัมโม สังโฆ”
  • เวลาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ด้วยอาวุธที่คมคือปัญญา ความกล้าคือความเพียร และเลือกชนิดอาวุธให้ถูกด้วยสติและสมาธิ เลิกเล่มเกมส์ของกิเลส
  • เราจะเหนือเกมส์ของกิเลส เราต้องเหนือสุข เราต้องเหนือทุกข์ เราจะมาเหนือสุขเหนือทุกข์ได้ เหนือสุขเหนือดีเหนือเลวได้ ต้องมาตามทางกุศลธรรม นั่นคือศีลสมาธิปัญญา มาตามทางมรรคแปดนี้ มันจะมีช่องให้เราเอาชนะอยู่
  • อวิชชาอยู่ที่หัวใจ แทงลงให้ถูกจุด จะทำให้ถึง “สันติวรบท”

“ ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความชนะเด็ดขาด (ส่วน) ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว ไม่กลับแพ้นั้นต่างหาก จึงชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด ”

กุททาลชาดก ว่าด้วยความชนะที่ดี

...ถ้าเราพิจารณาดูดี ๆ นะ นี่คือเกมส์ของมัน ให้เราแพ้ ให้เราชนะ ให้เราสุข ให้เราทุกข์ ให้เราได้ตามที่หวัง ให้เราผิดหวัง ให้เราดีบ้าง ให้เราเลวบ้าง ให้เราประณีตบ้าง ให้เราหยาบบ้าง ให้เราสูงบ้าง ให้เราต่ำบ้าง นี่คือเกมส์ของมัน เล่นไปอย่างไงก็อยู่ในกรอบของมัน เราจะเอาชนะมันได้ ต้องเล่นเหนือเกมส์ของมัน

เราจะเหนือเกมส์ของมัน เราต้องเหนือสุข เราต้องเหนือทุกข์ เราจะมาเหนือสุขเหนือทุกข์เหนือดีเหนือเลวได้ เราต้องมาตามทางดีก่อน ต้องมาตามทางกุศลธรรมก่อน ต้องมาตามทางศีลสมาธิปัญญาก่อน มาตามทางนี้ มันจะมีช่องให้เราเอาชนะอยู่…

ความจริงบางอย่างมันก็ฟังไม่รื่นหู แต่บางคนอยู่ในโลก เห็นความจริงบ้างเห็นความเท็จบ้าง คำเท็จบางอย่างเนี่ยนะ ฟังแล้วสบายใจ ฟังแล้วแบบว่า เออ เรื่องมันยังไม่มีปัญหาอะไรเน๊าะ สบายดีนะ ยังไม่เป็นไข้ ยังไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร หมอตรวจมาแล้วไม่มีอะไร โอวสบายใจจัง แต่ไม่รู้ว่าเขาหลอกหรือเปล่า คือเพราะว่าเขาอาจจะหลอกหรือเขาอาจจะไม่หลอกก็ตามนะ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เราฟังแล้วรู้สึกว่า เออสบายใจดี เขาอาจจะหลอกก็ได้ท่านผู้ฟัง เพราะว่าคำหลอกกัน ยังดีอยู่ ยังไม่ไปไหน ยังสามารถใช้งานได้ ยังแข็งแรงอยู่ ข่าวคราวอะไรที่เราว่าเป็นข่าวดี ๆเนี่ย มันอาจจะเป็นข่าวดีที่แบบว่า หลอกก็ได้ หลอกกันไม่จริง ทำให้แค่รู้สึกสบายใจเฉย ๆ

ความสบายใจที่เกิดขึ้นจากความเท็จแบบนี้เนี่ย ถามใจของตัวเราเองดู เราต้องการหรือเปล่า ต้องการจริงเหรอ เขาบอกว่าสถานกราณ์มันยังดีอยู่ ยังไม่เป็นไรครับท่าน หรือโรคภัยไข้เจ็บก็ยังดีอยู่ เขายังตรวจมาไม่เจออะไร แต่พอทำไมมันมีอาการแบบนี้ ฟังข่าวที่เขาว่ามา อ้าวแล้วรู้สึกดีสักหน่อยหนึ่ง ถามใจตัวเราเองดูว่า ถ้าเราตกอยู่ในสถานกราณ์แบบนี้ท่านผู้ฟัง แบบที่ว่าฟังข่าวเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเพื่อให้เกิดความสบายใจ แต่ไม่รู้ว่าข่าวนั้นมันจริงหรือว่ามันเท็จ เราจะเอาเหรอ ถามตัวเองดูท่านผู้ฟัง

คือสำหรับตัวข้าพเจ้าเองหรือว่าท่านผู้ฟังหลายๆคนเนี่ยนะ ก็ตอบได้อยู่แล้วว่า โอ๊ยไม่เอาหรอก ถ้าความเท็จมาพูดกันแล้วให้เกิดความสบายใจเนี่ย ไม่เอา เอาความจริงดีกว่า ความจริงแล้วถึงแม้ว่ามันจะโอโหยากที่จะกล้ำกลืน ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะยอมรับได้ แต่ถ้ามันเป็นความจริงจริงจริงอ่ะเอ้า ความจริงจริงจริ๊งเลยเนี่ย เราก็ต้องยอมรับให้ได้นะ คือบางคนไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พอมีความจริงปรากฏขึ้น โอยทุกข์มากยอมรับไม่ไหวรับไม่ไหว เขาบอกว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็ง เขาบอกว่าคนที่คุณรักเนี่ยตายแล้วนะ โอวถ้าเราเจอข่าวจริงๆอย่างนั้นอ่ะ จะไหวมั้ยล่ะ ไหวในการที่จะยอมรับความจริงนั่นมั้ย

คนที่ยอมรับความจริงไม่ได้นะท่านผู้ฟัง เขาพูดข่าวจริงๆออกมา ตึ๊ม เลยเนี่ย มีอยู่สองอย่างคือไม่ร่ำไห้คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง คลั่งเพ้อ ก็กระฟัดกระเฟียดกระด้างกระเดื่อง แสดงความโกรธความขัดเคืองความไม่พอใจให้ปรากฏ บางทีก็น๊อคไปเลย ด่ากราดทุกคนยกเว้นตัวเอง คนบางคนพอเจอกับความจริงเข้า ก็รับไม่ได้แบบนี้ ทำให้ก็จึงว่างั้นอย่าเพิ่งให้รู้ความจริง เอาแบบของปลอมให้ก่อน เอาคำแบบป๊อหลอ คำแบบไม่จริง คำเท็จ ให้สบายใจๆกันซะก่อน

แต่ท่านผู้ฟังข้าพเจ้าคิดว่ามันไม่ดีหรอก ถ้าเราจะมาไม่จริงใจกัน พูดแต่คำที่ให้มันฟังแล้วรื่นหู คือคำฟังแล้วรื่นหู ก็ดีอยู่นะ แต่ถ้ามันไม่จริง แล้วไม่เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยเนี่ย ฟังแล้วเขาสบายใจ มันเป็นคำที่ไม่ควรกล่าวนะ ไม่ควรกล่าว แต่ถ้าคำใดที่เขาฟังแล้วรื่นหูใช่มั้ย แล้วก็จริงด้วยใช่ป่ะ แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วยนี่ เออ อันนี้ควรกล่าวดีจริง แล้วเขาก็จะสบายใจ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นในทุกครั้ง

คำพูดของเราทุกครั้งที่กล่าวออกไป หรือคำพูดคนอื่นทุกครั้งที่เขากล่าวออกมาเนี่ย บางคำจริงอยู่ ถ้าเขาเข้าใจความจริงนั้นจะเป็นประโยชน์ด้วย แต่ฟังแล้วจะไม่รื่นหูแน่นอน ฟังแล้วบางทีมัน อือฮือ ยากที่จะกล้ำกลืน พอรู้ความจริงยากที่จะกล้ำกลืนแล้ว เราจะมีความกล้ามั้ย กล้าที่จะพูดมั้ย สำหรับคนที่ต้องพูด กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันมั้ย สำหรับคนที่ต้องรู้จะต้องฟัง

ความกล้าเนี่ยคือวิริยะ คือความเพียร คือความกล้า ถ้าเราไม่กล้าพอ แบบขี้ขลาด เจอความจริงปุ๊บ ตึง น๊อคไปเลย แล้วก็โทษคนอื่น ไม่ใช่เก็บรักษาความรับผิดชอบเอาไว้ คนที่ไม่รับผิดชอบกับชีวิตของตัวเองนะ แล้วก็เอาความรับผิดชอบของตัวเองไปให้คนอื่นเนี่ย เป็นคนขี้ขลาด เป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง เป็นคนที่ไม่รับผิดชอบ คิดว่าชีวิตตัวเองมันจะดีขึ้นได้นี่ก็ด้วยต้องเพราะคนอื่นมาทำให้ เศรษฐกิจทำให้ พ่อแม่ทำให้ ลูกทำให้ คู่ครองทำให้ พอคนนั้นเป็นอย่างงั้น พอคนนี้ไม่เป็นอย่างงี้

สิ่งใดสิ่งหนึ่งท่านผู้ฟัง มันมีเหตุปัจจัยมา มันต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นทั้งนั้นล่ะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยมาอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นอยู่แล้ว มันไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวของมันเองได้อยู่แล้ว คือมันเป็นอนัตตาอยู่แล้ว สิ่งใดที่มีความเป็นอนัตตาไม่ใช่เป็นตัวของมันเอง เราจะไปหวังว่าสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนั้นอย่าเป็นอย่างนี้ คุณหวังอย่างนี้ก็หวังไม่ถูก คิดไม่ถูก ไม่ฉลาด นอกจากขี้ขลาดแล้วยังโง่ด้วย เราจะไม่เป็นคนโง่แต่ให้เป็นคนฉลาด ไม่เป็นคนขี้ขลาดแต่ให้เป็นคนกล้า ก็ต้องมีปัญญานะ คุณต้องมีความเพียรนะ

...ความเพียรและปัญญาเป็นทักษะ ไม่ใช่อยู่ๆมันก็เกิดขึ้นเอง มันเป็นสิ่งที่ฝึกได้เหมือนกัน...

เวลาที่นายขมังธนู พลยิงธนูเนี่ยนะสมัยก่อน ถ้าในสมัยปัจจุบันก็คือนักแม่นปืน เขาจะยิงปืนให้แม่น เขาต้องฝึกยิงนะ ฝึกยิงธนู สมัยปัจจุบันก็ฝึกยิงปืน เวลายิงปืน ปืนแต่ละแบบก็ต้องมีทักษะที่ต่างกัน ปืนสั้นต้องเกร็งแขนตรงนี้ ปืนยาวต้องเกร็งแขนอีกจุดหนึ่ง ใส่คนละจุด เวลาจะกดลั่นไกจะต้องเว้นการหายใจกี่วินาที ตาต้องมองไปทางไหน เรื่องกระแสลม เรื่องทิศทางความร้อนอากาศ โอวคุณต้องรู้หมด ทำความเข้าใจหมด ปรับทีละนิดละหน่อย แก้ไขไปทีละนิด มีการฝึก ฝึกทำขึ้นมา ยิงอยู่บ่อยๆ เกร็งอยู่บ่อยๆ ชำนาญในการใช้อาวุธ เชี่ยวชาญในการใช้ศรปึ๊บเนี่ย เขาก็จะมีความชำนาญในการเล็งในการยิง

นักรบเนี่ยท่านผู้ฟัง เขาต้องมีความมั่นใจในอาวุธของตัวเอง คนที่จะออกรบเนี่ยนะ มีความมั่นใจในอาวุธของตนเอง ผู้หญิงเขาก็มีความมั่นใจในความสวยของตัวเขาเอง โจรก็มีความมั่นใจในความโหดร้ายในอาวุธของตัวเอง พวกพราหมณ์เขาก็มีความมั่นใจในมนต์ของเขาเอง พระราชาก็มีความมั่นใจในอิสรยยศของตนเอง คนที่จะประพฤติพรหมจรรย์จะปฏิบัติอะไรก็ตามท่านผู้ฟัง ต้องมีความมั่นใจในศีลของเราเอง เป็นพื้นฐาน ศีลนี่เป็นหัวข้อนะท่านผู้ฟัง หัวข้อของมรรคแปด

 

ศีล สมาธิ ปัญญา

สมาธิในที่นี้คือความเพียรนั่นเอง คือการตั้งใจมั่นนั่นเอง คือสตินั่นเอง รวมอยู่ในหัวข้อของสมาธิเนี่ย เจาะลึกลงไป ต้องเป็นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาวายามะ ต้องอยู่ในนี้ นักรบจะออกรบ เรากำลังรบเรากำลังสู้อยู่กับอะไรเนี่ย เรารบอยู่กับกิเลสนะท่านผู้ฟัง เราสู้อยู่กับกิเลส เราต้องกล้า ถ้าเราไม่กล้า เราไม่มั่นใจ ศัตรูยกมาเนี่ย โอวหงายหลังตึง คือยังไม่ทันต้องปะทะกันเนี่ย แพ้เขาแล้วหนีก่อนแล้ว

ท่านเปรียบเทียบไว้กับเวลาที่กองทัพเขายกมาเนี่ย นักรบบางคนเห็นแค่ฝุ่นควันของกองทัพที่เขายกมา เดินมาเนี่ย ควันมันจะฝุ่นมันจะฟุ้งขึ้นเนี่ย โอวเห็นฝุ่นมาเป็นป่านนี้เลยหรือเนี่ย หนีก่อนแล้ว นี่คือความขี้ขลาด ยังไม่ทันจะปะทะเลยด้วยซ้ำ เห็นแค่ฝุ่นนี่ก็หนีแล้ว จะรู้ได้ไงว่ามันไม่ได้เป็นกลโกงของข้าศึก ที่เอาใบไม้อะไรมาขูดมาขีดมาไล่ทำให้พื้นดินมันฝุ่นฟุ้งขึ้น โอยแค่นี้ก็หนีแล้ว ก็แพ้เท่านั้นล่ะ คือยังไม่ได้สู้เลยแพ้ก่อนแล้ว เพราะว่าเห็นแค่ฝุ่น

แต่นักรบบางคนท่านผู้ฟัง เห็นฝุ่นแล้วก็ยังสามารถที่่จะทรงจิตสู้ ไม่ถอย ยังกล้าอยู่ได้ อูยแต่พอเห็นพวกนักรบฝ่ายโน้นจริงๆเนี่ย โอโหตัวใหญ่ทั้งอาวุธเยอะ โอ๊ยไม่ไหวๆหนีก่อน เห็นตัวมันแล้วจึงหนี คือเขากล้าระดับนึงนะ ไม่หนีไปตั้งแต่เหมือนกับพวกแรก แต่เห็นตัวนี่ไม่ไหวเลย ระย้อห่อหด ระทมระทด จนกระทั่งอดใจไว้ไม่อยู่ หนีไปซะแล้ว

แต่เราจะรู้ได้ไงว่าไอ้ที่เราเห็นๆเนี่ย มันแข็งแรงจริงหรือเปล่า บางคนก็กล้ามเนื้อลม ไม่ได้แข็งแรงจริง ดูแต่ภายนอกอาจจะดูหรูดูดี แต่ข้างในกลวง เราจะรู้ได้ไง บางพวกเขาคิดอย่างนี้ เขาก็จึงไม่เกรงกลัวล่ะ มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูพวกนี้ ทีนี้พอปะทะกัน เออใช่บางตัวมันอ่อนแอ โอวเห็นแต่ร่างใหญ่ๆคิดว่าจะแข็งแรง พอฟาดลงไปนี่ อ้าวเละแพ้ ฝีมือไม่มี มีแต่อาวุธดีๆเฉยๆ ห่วย ฟันมัน สู้มัน แต่เจอบางตัวทีนี้ ศัตรูบางพวก บางคนในหมู่พลนั้นในกองทัพนั้นเนี่ย โอวแข็งแรงมาก ไม่ใช่ดูแข็งแรงอย่างเดียว แข็งแรงจริงๆ ด้วย

พอปะทะกันเข้า บางทีโอวแพ้มัน เพราะอะไร เพราะเราไม่แข็งแรงพอ มีความกล้าอยู่ แต่ไม่แข็งแรงพอ อาวุธเราคมมั้ย ใช้งานได้ดีมั้ย ใช้งานถูกต้องมั้ย มีความชำนาญในอาวุธมั้ย พอเข้าปะทะกันแล้ว มันต้องใช้หลายกระบวนท่าเลย บางทีแพ้ แพ้แล้วทำไง แพ้แล้วก็ถอย ถอยกลับมารักษาแผลใหม่ เอ้าสู้ใหม่อีก บางทีเรากลับมารักษาแผลยังไม่ทันหาย มันยกมาอีก ยกกันไปยกกันมา สู้กันอยู่อย่างงี้ล่ะ

สู้กันมากี่ชาติแล้วท่านผู้ฟังลองพิจารณาดู ที่เรารบกับกิเลสเนี่ย คำว่ารบกับกิเลสเนี่ยนะ หมายถึงบางคนก็ไม่ยอมรบกับกิเลสนะ ยอมเป็นทาสของกิเลส ก็ให้มันลากมาเนี่ยแหละ จนนี่มันนานเท่าไหร่แล้ว กี่อสงไขยแล้ว กี่ชาติแล้ว เราทำตามอำนาจกิเลส เป็นทาสของมัน หรือรบกับมัน รบแล้วก็แพ้ มานานเท่าไหร่แล้ว

เรากำลังรบกับกิเลสท่านผู้ฟัง บางทีเห็นแค่ฝุ่นมันเนี่ย ยกทัพมา เอาของสวยๆงามๆมาล่อ ได้ยินชื่อแค่เนี๊ยะ โอวสิ่งนั้นดี จิตใจไปแระ คล้อยตามเคลิ้มเคลือบไป ตามสิ่งที่ว่ามา นั่นคือเป็นพวกของกิเลสเลย หนีก่อนแล้ว ตามเป็นพวกมันแล้ว เผลอเพลินลุ่มหลงไป เป็นฝักฝ่ายเดียวกับมาร ตัวเองเป็นมารยังไปตัดล้างความดีของคนอื่น คนอื่นเขาจะทำความดี มีศรัทธามีความมั่นใจ ก็ทำให้เขาเสียความมั่นใจ พูดอย่างงั้นอย่างงี้ อันนี้คือเป็นเครื่องมือมาร เป็นพวกเดียวกับมาร

แต่ถ้าเราตั้งจิตเอาไว้ให้ดี ไม่คล้อยเคลิ้มเคลือบไปตามราคะโทสะโมหะ แต่พยายามที่จะสู้กับมัน บางทีบางอย่างมันยากเหลือเกิน ผัสสะนี้จะแก้อย่างไง เรื่องราวแบบนี้ ก็เกิดเครียดขึ้น ก็เกิดโกรธขึ้น ความเครียดนี่ก็เป็นโมหะ ความโกรธก็เป็นโทสะ อ้าวหนีไปแล้ว เห็นตัวมันใหญ่ๆ ยังไม่ทันเผชิญหน้าอะไรเลย แค่รู้เรื่องราว แค่รู้เรื่องราวเห็นปัญหาอยู่ต่อหน้า โอวปัญหาการเมืองบ้าง ปัญหาเรื่องบ้านบ้าง ปัญหาเรื่องการงานบ้าง ปัญหาเรื่องครอบครัวบ้าง ก็โกรธขึ้น เกลียดขึ้น เครียดขึ้น นั่นคือแพ้นะ นั่นคือเป็นพวกเดียวกับมารนะ นั่นคือหนีทัพแล้วนะ คือเห็นกองทัพมันแล้ว ตัวใหญ่ หนีก่อนแล้ว

แต่ถ้าเราตั้งไว้ให้มีความมั่นใจ เวลานักรบเขาออกรบเนี่ย เขาดูธงชัยเฉลิมพล เขาจะมีธงที่นำไป พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟัง เวลาพวกเทวดาเขารบกับพวกอสูร เขาจะคอยดูยอดธงของท้าวสักกะเทวราช พวกอสูรเนี่ยท่านผู้ฟัง โอยมั้นทั้งตัวใหญ่ ทั้งรูปร่างน่าเกลียด เทวดานี่แบบว่าบางทีออนซอน บางทีแบบว่านุ่มนวลสุขามาลชาติอย่างเงี๊ยะ จะไปออกรบ โอยอ้อนแอ้น เห็นพวกตัวใหญ่ๆ ร่างแบบกำยำก็กลัว แต่ด้วยความกลัวนั้น ก็พยายามที่จะสู้ พยามที่จะรวบรวมความกล้า ทำอย่างไง เอ้าหัวหน้ายังอยู่ ก็อยู่ อยู่ก็อยู่เอ้า นั่นก็คือท้าวสักกะเทวราชก็ดูตามนี้

พวกภิกษุก็เหมือนกันท่านผู้ฟังไปอยู่ตามป่าเนี่ย บางทีถูกกิเลสเบียดเบียน ไปบิณฑบาตรเขาว่าให้บ้าง ไปอยู่ที่นี่เทวดาเบียดเบียนบ้าง แต่พยายามที่จะไม่ตกเป็นทาสของโทสะ รวบรวมกำลัง คิดนึกอยู่ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ ให้เอาพุทโธธัมโมสังโฆเนี่ยท่านผู้ฟัง เป็นธงชัยของเรา เป็นยอดธงของเรา เราลั่นกลองรบกับกิเลสเนี่ยนะ มันไม่ใช่งานง่ายๆ ไม่ใช่งานง่ายๆ เป็นคู่ต่อสู้ที่มีกำลังพล มีความสามารถ เราจะรบชนะกับมันได้เนี่ย เราต้องมีเครื่องมือ มีกำลังใจ

กำลังใจอันแรกที่จะทำให้เราตั้งอยู่ได้นั้นคือ “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” เห็นตัวมันแล้วเนี่ย เราจะไม่กลัว นั่นคือ “ศรัทธา” ท่านผู้ฟัง ศรัทธาคือความมั่นใจ ยังไม่ได้เข้ารบนะ ศรัทธาคือความมั่นใจในอาวุธของตัวเราเอง ความมั่นใจในเหล่าหมู่พวกที่บอยู่ด้วยกัน ความมั่นใจในผู้นำที่พาเราออกรบนี่ มีความมั่นใจในผู้นำคือพุทโธ มีความมั่นใจในอาวุธคือธัมโม มีความมั่นใจในหมู่พวกของเราคือสังโฆ เห็นศัตรูเนีี่ย มันจะไม่ระย้อห่อหดระทมระทุกข์แต่ยังฮึกเหิมอยู่ได้ ยังมีความมั่นใจอยู่ได้

ได้ยินข่าวบางเรื่องบางราว อย่างเพิ่งตกใจ รับรู้เหตุกราณ์บางอย่าง อย่าเพิ่งขวัญหนีดีฝ่อ อย่าเพิ่งโกรธ อย่าเพิ่งเครียด แต่ให้ตั้งสติเอาไว้อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ รวบรวมสติสัมปชัญญะมา รวบรวมความกล้ามา หายใจลึกๆสักสองสามครั้ง หายใจลึกๆสองสามครั้ง รวบรวมสติสัมปชัญญะแล้ว เอามาพิจารณาดู

คนจะเข้ารบเนี่ยนะท่านผู้ฟัง นักรบเข้ารบนี่ ประหารกันแล้วนี่ สู้กันแล้วนี่ ดาบโดนกันแล้วนี่ ยิงกันแล้วเนี่ย ทุกอย่างนะงัดมาใช้หมด นักรบเข้ารบต้องมีความมั่นใจในอาวุธ อาวุธนี่มันคมจริงมั้ยล่ะ ที่มั่นใจมั่นใจเนี่ย คมจริงมั้ย ในเพลงดาบของตน ในทักษะในการใช้สอน ในทักษะในการใช้อาวุธเหล่านั้น

เวลาเราเข้าพิจารณา เวลารับรู้เรื่องราวใดๆมาแล้วให้เห็นตามความเป็นจริง เราจะเห็นมั้ย เราจะเห็นมั้ย จะเห็นมั้ยนั้นต้องด้วยปัญญา จะเห็นตามความจริงปัญญาเราต้องคม

ศีลนี่เป็นหัวข้อนะ หัวข้อของมรรคแปด หัวข้อของมรรคแปดในศีลสมาธิปัญญา ในสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิ เวลาเข้าตะลุมบอนกันแล้วเนี่ย พิจารณาในผัสสะต่างๆ ความเจ็บในกายนั่นเป็นข้าศึกยกมา หมอบอกคุณเป็นมะเร็ง ขั้นที่ เอาขั้นที่หนึ่งก็แล้วกันนะ เฮ้ย ตกใจหรือเปล่า อย่าเพิ่งเครียด ได้ข่าวนี้แล้วทำอย่างไง รวบรวมสติสัมปชัญญะไว้ รวบรวมความกล้าไว้ พิจารณาตามความเป็นจริง คุณเป็นโรคตา คุณเป็นโรคมะเร็ง คุณเป็นโรคตับ หรือว่าญาติคนนี้ คู่ครองคนนี้ ลูกคนนี้เสียไป สอบไม่ติดเป็นไปอย่างอื่น นี่คือข่าวมาแล้วนะ เห็นตัวข้าศึกแล้ว เบ้งๆอยู่ตรงหน้าแล้ว

พอเข้าประหารกัน ลองพิจารณาเลย เข้าชนกันนั่นคือความจริงมันปรากฏ เข้าชนกันแล้ว ความจริงนั้นบางทีฟังไม่รื่นหู เป็นเหมือนกับความโหดร้ายของโลก โลกทำไมโหดร้ายกับฉันอย่างนี้ สิ่งนี้ทำไมเกิดกับฉันมันอย่างกับละครน้ำเน่า แต่มันเกิดจริงๆ ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมมันโหดร้ายกันขนาดนี้ ความจริงไม่เคยปราณีใคร อันนี้คือพูดตรงๆ ในสนามรบเนี่ย เขาไม่มาปราณีกันหรอก เขาห่ำหั่นประหัตประหารกันเนี่ย เขาเอากันจริงๆ เขาฟาดกันจริงๆ เขาฟันกันจริงๆ เขาตายกันจริงๆ

ความจริงไม่เคยปราณีใครอยู่แล้ว แต่เราจะรอดมั้ยล่ะจากความจริงนี้ เราจะรับความจริงนี้ได้มั้ย เราจะสู้ความจริงนี้ได้มั้ย สู้ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีอาวุธ สู้ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีความมั่นใจ สู้ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีกำลัง

อาวุธนั้นคือสุตตะคือธรรมะต่างๆ ธรรมะที่เราฟังมานี่แหละ เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา เรื่องโพชฌงค์ 7 เรื่องอิทธิบาท 4 เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องโทษของกาม เรื่องทุกเรื่องนั่นคืออาวุธ อาวุธของคุณอ่ะนะ ที่เราได้ฟังมาได้ยินมา รับมา มันคมมั้ย

ความคมของอาวุธนั้นคือปัญญา ถ้าเรามีปัญญาในการที่จะเลือกใช้ธรรมะในการที่จะมาพิจารณา นั่นคือความคม คุณมีทักษะในการใช้อย่างดีมั้ย กำลังที่จะมีนั่นคือสมาธิ ทักษะในการที่จะหยิบอาวุธนั้นมาใช้งาน อาวุธนั้นต้องคมด้วย ปัญญาทักษะในการหยิบมาใช้นั่นคือสมาธิ ต้องรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสม เข้ากันอย่างดี จังหวะนี้ใช้มีดน้อย จังหวะนี้ใช้เครื่องยิงระยะไกล จังหวะนี้ใช้ธรรมะนี้พิจารณา จังหวะนี้พิจารณาเรื่องอนัตตา จังหวะนี้พิจารณาเรื่องอสุภะ สมาธิสติจะบอกได้ ความกล้านั้นคือความเพียร ความเพียรในการที่จะไม่ถอย ความเพียรในการที่จะเข้าสู้ ความเพียรในการที่จะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงนั้น นี่คือกำลัง นี่คือความกล้า นี่คือความเพียร

ใช่อยู่บางทีเราเผชิญหน้าพิจารณามัน มันวางไม่ได้ คราวนี้แพ้ กลับมากลุ้มใจ บางเรื่องนี่กลุ้มใจม๊ากมาก จนกระทั่งว่านอนนี่นะ นอนไม่หลับ เอาเท้าก่ายหน้าผาก แล้วก็นอนไม่หลับเนี่ย โอวแพ้กลับมา บางคนนอนร้องไห้จนหมอนเปียก ก็แพ้กลับมา แต่ให้มีความมั่นใจเถอะท่านผู้ฟังเอ๊ย ให้มีความมั่นใจ บางทีก็แพ้บางทีก็ชนะ เพราะว่าถ้าชีวิตเรายังมีอยู่เพราะยังไม่ตายเนี่ย ก็ยังไม่แพ้หรอก คราวนี้อาจจะแพ้ แต่ถ้าเรายังไม่ตาย เกมส์ยังไม่จบ ยังต้องสู้กันต่อไป เอ้าต่อให้เราตายนะท่านผู้ฟัง เกมส์ก็ยังไม่จบ

เพราะว่าเกมส์ของกิเลส เกมส์ของตัณหา เกมส์ของอวิชชาเนี่ย มันเล่นต่อไปเรื่อยๆไม่มีจบ มันเอาเกมส์แบบนี้ มันให้เราไปอยู่เรื่อยๆ ไปอยู่เรื่อยๆ ให้เราต้องเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ให้เราต้องทนทุกข์อยู่ตลอดเวลา ให้เราต้องมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ให้เราต้องมานอนร้องไห้หมอนเปียกอยู่ตลอดเวลา ให้เราต้องมานอนเท้าก่ายหน้าผากอยู่ตลอดเวลา กี่ชาติแล้ว

ถ้าเราพิจารณาดูดีๆนะ นี่คือเกมส์ของมัน ให้เราแพ้ ให้เราชนะ ให้เราสุข ให้เราทุกข์ ให้เราได้ตามที่หวัง ให้เราผิดหวัง ให้เราดีบ้าง ให้เราเลวบ้าง ให้เราประณีตบ้าง ให้เราหยาบบ้าง ให้เราสูงบ้าง ให้เราต่ำบ้าง นี่คือเกมส์ของมัน เล่นไปอย่างไงก็อยู่ในกรอบของมัน เราจะเอาชนะมันได้ ต้องเล่นเหนือเกมส์ของมัน เกมส์ของมันนั้นคือให้เราสุขบ้างให้เราทุกข์บ้างใช่มั้ย ให้เราดีบ้างให้เราเลวบ้าง

เราจะเหนือเกมส์ของมัน เราต้องเหนือสุข เราต้องเหนือทุกข์ เราจะมาเหนือสุขเหนือทุกข์ได้ ไปตามทางอกุศล ไม่ได้ เราจะเหนือสุขเหนือดีเหนือเลวได้ เราต้องมาตามทางดีก่อน ต้องมาตามทางกุศลธรรมก่อน ต้องมาตามทางศีลสมาธิปัญญาก่อน มาตามทางนี้ มันจะมีช่องให้เราเอาชนะอยู่

เรามีความกล้า เรามีความเพียร เรามีความมั่นใจ เรามีความหวัง เรามีความไม่ย่อท้อ เรามีความอดทน มาตามทางนี้ มาตามทางนี้แล้ว พยายามเล็งให้ดีท่านผู้ฟัง มันจะมีช่องอยู่ ช่องนั้นที่เราเล็งอยู่นั้น ต้องใช้ปัญญา นั่นคือปัญญา ฝึกเอา ทำเอา

...จุดตายของมันคือที่หัวใจ อวิชชาเกาะอยู่ที่จิตใจของเรา ทิ่มมันไปตรงนี้ ปาดตรงนี้ออก...

ถ้าเราเอามีดคมๆ ไม่ต้องใหญ่มาก เอาแค่แบบยาวแค่สี่นิ้ว ทิ่มไปที่หัวใจของศัตรูนี่นะ ในจุดที่มันเป็นจุดอ่อนของมันเนี่ย มันตายแน่นอน

อวิชชาเกาะอยู่ที่ไหน เราหาให้เจอ สแกนดู สแกนดูหาดูนั่นคือใช้สติ เครื่องตรวจหาหัวลูกศร ตรวจหาลงไปมันทิ่มอยู่ตรงไหน มันเกาะอยู่ตรงไหนเชื้อโรคเนี่ย รากมันอยู่ที่ไหน หาลงไป แซะออกดู ขุดเข้าไป การขุดเข้าไปนั้นคือความเพียร ของมีคมที่เราขุดเข้าไปๆนั่นคือปัญญา ความเพียร ปัญญา ศีล สมาธิ ใส่เข้าไป เห็นอยู่ จังหวะนี้ล่ะ ที่เราจะเห็นว่าโอวนี่ มันเกาะอยู่ที่จิตของเรา มีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ มีความเป็นอนัตตา

สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เราไม่ควรจะยึดถือว่า นั่นเป็นตัวเราของเรา ใครหนอมายึดถือ ใครน๊อมายึดถือ มายึดถือซึ่งรูปนี้ มายึดถือซึ่งเวทนานี้ ว่าเป็นตัวเราของเรา สุขบ้างทุกข์บ้าง รูปหยาบบ้างละเอียดบ้าง ไกลบ้างใกล้บ้าง มายึดถือซึ่งสัญญาความหมายรู้ไอเดียนี้ ระบบนี้ ว่าเป็นตัวเราของเรา ใครหนอมายึดถือสังขาร ใครหนอมายึดถือวิญญาณการรับรู้ ในทางตาทางหู ว่านี่เป็นตัวเราของเรา ใครหนอมายึดถือ

จิตนี่แหละ จิตนี่แหละที่คดโกงหลอกลวงล่อลวงปลอมเทียมปลิ้นปลอกมาช้านานแล้ว หลอกให้เราต้องมายึดถือขันธ์ห้าโดยความเป็นตัวตน พอหลอกให้เรามายึดขันธ์ห้าโดยความเป็นตัวตน เราก็จึงต้องทุกข์อยู่อย่างเงี๊ยะแหละ มาเล่นอยู่ตามเกมส์ของกิเลส ให้เราสุขบ้างทุกข์บ้าง สุขบ้างทุกข์บ้างมันก็ไม่พ้นจากความทุกข์อยู่ดี เพราะสุขเวทนาก็คือความทุกข์ในรูปแบบหนึ่ง ให้เราสูงบ้างต่ำบ้าง มันก็ไม่หลุดอยู่ดี เพราะว่าสูงหรือต่ำก็อยู่ในกรอบของมัน ให้เราเลวบ้างประณีตบ้าง มันก็ไม่พ้นอยู่ดี เพราะนั่นก็ยังอยู่ในตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ให้เราไกลบ้างให้เราใกล้บ้าง ก็ยังไม่พ้นอยู่ดี เพราะว่านั่นก็ยังอยู่ในสังสารวัฏอยู่

จุดอ่อนของมันมีอยู่ ช่องนี้ พระพุทธเจ้าเปิดไว้ให้แล้ว ให้เรามาตามทางให้ถูก ทางนี้คือ “อริยมรรคมีองค์แปด” เรามาตามทางมรรคแปดแล้ว เราจะบรรลุได้เร็วหรือได้ช้า ถ้าเราอยากนะ มันจะไม่ได้ เพราะถ้าความอยากนั้นก็จะเป็นไปตามเกมส์ของกิเลสอยู่ดี แต่เราจะหวังหรือเราจะไม่หวังก็ตาม ถ้าเราเดินมาถูกตามทาง ด้วยความแยบคาย ไม่ใช่ว่าจะรีบๆเอา แล้วก็จะเออๆปล่อยวางๆด่วนๆ โดยที่ไม่แยบคายพอ เอาอาวุธลับมาใช้เร็วเกินไป ศัตรูมันก็รู้อ่ะดิ มันก็ไม่โง่หรอก มันก็ป้องกันอย่างดี

แต่ถ้าเรารู้จักใช้ให้ถูกจังหวะ จังหวะไหนที่เราจะต้องใช้ จังหวะที่เมื่อจิตของเราเป็นอารมณ์อันเดียว จังหวะที่เรามีความกล้าเต็มที่ กล้าชนิดที่แบบว่ามั่นใจ กล้าชนิดที่แบบว่ามีความไม่ระแวง กล้าชนิดที่แบบว่ามีปัญญาล้อมรอบเอาไว้อย่างดี

ถ้าจิตของเรามีความมั่นใจแล้ว มั่นใจแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ถ้าจิตของเราตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้ว ด้วยความเพียรความกล้า ด้วยอาการอย่างนี้ ถ้าจิตของเรามีการระลึกแล้ว ระลึกแล้ว ด้วยสติ ด้วยอาการอย่างนี้ ถ้าจิตของเรามีความตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ให้เรารู้ชัดลงไปเลยว่า สังสารวัฏเนี่ย เป็นสิ่งที่มีที่สุด อันบุคคลไปตามอยู่ รู้ไม่ได้ ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายย่อมไม่ปรากฏ แก่เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่

แต่ว่าความจางคลาย ความดับไป ความไม่เหลือ แห่งอวิชชามันมีอยู่ นั่นจะเป็นบทที่สงบ คือ “สันติวรบท” นั่นจะเป็นบทที่ประณีต กล่าวคือธรรมะอันเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งความยึดถือทั้งปวง เป็นความจางคลายไปแห่งตัณหา เป็นความดัับ เป็นความเย็น คือ “นิพพาน”

ให้เรารู้ชัดรู้ชัดไปเลย รู้ชัดอย่างนี้ คือวิชชาเกิด วิชชาเกิด อวิชชาคือความไม่รู้ อันเป็นกองแห่งความมืดนั้นจะดับไป ความมืดดับไปความมืดหายไป เราจะมีความมั่นใจมีความเชื่ออย่างยิ่งเลยว่า โอ๊ยธรรมะอะไรก็ตามที่เราได้เคยฟังได้เคยรู้มาแต่ก่อนเนี่ย โอ๊ย อยู่ในใจของเราแล้ว พ้นแล้ว สบายแล้ว นี่แหละย่อมเป็นศรัทธา เป็นกำลังของเรา รู้ถึงขนาดนี้ท่านผู้ฟัง

พระพุทธเจ้าเปรียบว่าเป็นเหมือนกับพระเจ้าจักรพรรดิ์ที่เขาปราบดาภิเษกให้ขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้วด้วยนะ แล้วก็ผ่านชนะสงคามที่ชนะได้ยาก ชนะแล้วด้วย ไปทางไหนในแว่นแคว้นเนี่ย มีแต่ความสบายใจ ถ้าจิตใจของเราเป็นอย่างนี้ ไปไหนทางตา เห็นภาพใดๆ ไปไหนทางหู ได้ยินเสียงใดๆ ไปไหนทางลิ้น ได้ลิ้มรสใดๆ ไปไหนทางใจ ด้วยความคิดที่ไหนๆก็ตาม จะมีความสบายใจ เห็นตามความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ เอาชนะได้แล้ว มารนี่จะหาวิญญาณไม่เจอ จะไม่เป็นเหยื่อของมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้ที่มารอันมีบาปทำอะไรๆไม่ได้

...‘อริยสาวกนี้ชนะสงครามแล้ว เอาชนะได้ขาด จึงครอบครองตำแหน่งความเป็นใหญ่ในสงครามนั้น นั่นแล’...

...“แม้เทวดาเห็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชนะสงครามกิเลส ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่ ปราศจากความสะทกสะท้าน ย่อมนอบน้อมพร้อมกับกล่าวว่า ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ผู้ครอบงำกิเลสที่ชนะได้ยาก เอาชนะเสนาของมัจจุราชอันไม่มีใครกั้นไว้ได้ ด้วยวิโมกข์ เทวดาย่อมนอบน้อมท่านผู้มีจิตบรรลุอรหัตตผลแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล เพราะท่านไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งมัจจุราช เทวดาจึงนอบน้อมต่อท่าน”

เทวสัททสูตร

74
1
นาทีในการอ่าน