ตัดกรรมตัดเวร

  • คนที่ผูกเวรกัน เพราะต้องการชัยชนะ คิดว่าได้ชัยชนะแต่กลับได้การผูกเวร
  • ราคะโทสะโมหะทำให้มีการผูกเวรสืบต่อเนื่องกันไป มากน้อยตามผัสสะที่มากระทบ
  • ความไม่ดีจะระงับด้วยความไม่ดีมาใส่เพิ่ม ไม่ได้
  • อย่าให้ความดีมาสุดที่เรา ความดีแม้จะน้อยแต่ให้ทำ ให้เป็นธรรมทายาท ไม่เป็นทายาทแห่งมาร ให้ใช้กำลังของการมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ สัมมาสติ และสัมมาวายามะมาช่วยในการให้เห็นตามจริงนี้ได้
  • ให้เรามีการตัดกรรมตัดเวรด้วยปัญญา ที่มีกำลัง มีความคม เราสามารถที่จะมีนิพพาน ทำความงามในที่สุดให้เกิดขึ้นได้

 

...น หิ เวเรน เวเรานิ          สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ

อเวเรน จ สมฺมนฺติ          เอส ธมฺโม สนนฺตโน...

 

“ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร,ธรรมะนี้เป็นของเก่า.”

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

 

...ราคะโทสะโมหะเนี่ยแหละ มันมาให้เราต้องมีการผูกเวร คืออกุศลธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องต่อไป เป็นเวรต่อไปมากน้อยตามผัสสะที่มากระทบ …จิตของเราเนี่ย พิจารณาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เวลาจะตัดจริงๆ ไม่ได้ตัดตรงที่เราพิจารณานะ ตรงที่มันผูกเวร เวรอยู่ตรงไหน ตรงไหนมีราคะโทสะโมหะ ตรงนั้นมีเวร ราคะโทสะโมหะอยู่ตรงไหน มีอะไรเป็นแดนเกิด ราคะโทสะโมหะมีผัสสะเป็นแดนเกิด... มันผูกกันตรงไหน มันแน่นตรงไหน เราจะคลายออก เราจะวางได้ เราต้องวางตรงนั้น ผัสสะตรงนั้นล่ะ ที่เราจะใช้ปัญญาของเราตัดลงไป ตัดให้มันขาด...

 

ในวันนี้ท่านผู้ฟัง ให้เป็นวันที่เราตัดกรรมตัดเวร อย่าให้มีการผูกเวรกับใครๆ คำกล่าวนี้ที่ว่า การระงับเวรจะไม่ระงับด้วยการผูกเวรตอบ เป็นคาถาคำกล่าวที่พระพุทธเจ้าปรารภนางยักษิณีกับกุลธิดาคนหนึ่ง ที่นางยักษิณีนั้นไปกินลูกของกุลธิดานี้ สองคนแล้ว ต้องคนที่สามนี้ก็จะเอาด้วย ที่ในชาตินั้นมาเบียดเบียนกัน เพราะว่าก่อนหน้านี้มีการผูกเวรกันมาก่อน ก่อนที่จะมาเกิดเป็นยักษ์ นางนี้ก็เกิดเป็นนางเนื้อทราย ก่อนที่จะมาเกิดเป็นกุลธิดามีลูกให้ยักษ์กิน นางนี้ก็เกิดเป็นเสือเหลือง เสือเหลืองก็ไปกินลูกของกวางเนื้อทรายตั้งสามครั้ง จึงทำให้มีการผูกเวรต่อไปอีก

ก่อนที่จะมาผูกเวรกันในครั้งนั้นได้ ก่อนหน้านี้ นางเสือเหลืองนี่ก็เกิดเป็นแม่ไก่ ไอ้กวางเนื้อทรายนี่ก่อนหน้านั้นก็เกิดเป็นแมว แมวก็ไปกินลูกของไก่นี่ ตั้งสามครั้ง แล้วก็กินแม่ไก่นั้นด้วย ก็จึงผูกเวรกันมา ก่อนที่จะผูกเวรกันมาในชาตินั้นอีก แม่ไก่นี่เกิดเป็นหญิงหมันในเรือนหนึ่ง แต่งงานออกเรือนออกมาอยู่กับสามีพบว่าตัวเองเป็นหมัน ก็จึงไปหาภริยาคนที่สองที่ไม่เป็นหมันมาให้สามีแทน ภรรยาคนที่สองที่ไม่เป็นหมันนี่แหล่ะ ภายหลังก็มาเกิดเป็นแมวอยู่ในเรือนนั้น ในชาติที่เป็นหญิงหมัน ก็แอบเอายาใส่ให้ลูกของภรรยาน้อยนั้นตายถึงสามคน ตัวเองก็ตายด้วย ก็จึงผูกเวรกันมา

 

ผลัดฆ่ากันคนละชาติ ผลัดกันไปผลัดกันมา เพราะด้วยกำลังเวร เวรนั้นก็หมายถึงความแค้นนั่นเองท่านผู้ฟัง เราไม่พอใจใครสักคนใดคนหนึ่ง นั่นคือผูกเวรกับเขาแล้วนะ ถ้ายิ่งเวรนี้มันยาวนาน หนา เหนียว โอ๊ย เราจะตัดมัน บางทียาก

 

 

คนที่เขาผูกเวรกันเนี่ย เพราะเขามุ่งเอาชนะกัน คนที่จะเอาความชนะ คิดว่าตัวเองได้ชัยชนะ แต่ที่ไหนได้ ได้การผูกเวรต่างหาก คนชนะย่อมก่อเวร พระพุทธเจ้าว่า

 

 

เราคิดว่า เออ จะให้สิ่งนี้มีความดีความงามปรากฏ จะเอาชนะ ทำชัยชนะให้เกิด แต่ชัยชนะนั้นนำมาซึ่งเวร ผูกเวรกับคนอื่นเขา คิดว่าจะทำดีให้ดีกว่าเขา แต่กลับได้เวร เขาผูกเวรแก้แค้นมา ชัยชนะนั้นก็กลับแพ้ได้อีก

 

ไม่ใช่แค่นางยักษ์ผูกเวรกันกับกุลธิดา ผูกกันไปผูกกันมา ยังมีภิกษุชาวเมืองโกสัมพีท่านผู้ฟัง ที่ฝ่ายหนึ่งเชี่ยวชายในเรื่องของธรรมะ หรือเป็นธรรมกถึก ฝ่ายธรรมธรกล่าวศึกษาเรื่องของธรรมะต่างๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายวินัยธร เชี่ยวชาญศึกษาในเรื่องวินัยต่างๆ คนหนึ่งเห็นอีกคนหนึ่งผิด ทำตรงนี้ไม่ถูก คิดว่าจะเอาชนะ พอเอาชนะแต่แทนที่จะได้ความชนะ กลับได้เวรแทน ผูกเวรจะเอาชนะก็คือผูกเวรอีก ได้โอกาสก็จึงทำการขับออกโดยไม่เป็นธรรม พอไม่เป็นธรรมก็ไม่ได้มีการปฏิบัติตาม ธรรมก็ไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย ก็จึงมีการผูกเวรกัน คิดว่าจะเอาชนะกัน ประหัตประหารทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก คิดว่าจะทำความดี เอ๊ะ แต่ทำไมความชั่วมันถึงปรากฏขึ้น มันจึงไม่มีความงดงามในท่ามกลาง

ใช่อยู่เบื้องต้น ฉันมีเจตนาดีที่จะทำความดี ที่จะทำกุศล แต่ในกระบวนการที่จะสร้างกุศล ก็ขอด่ามันซะก่อน นี่ เป็นผู้ที่ชอบอ้างสันติภาพ อ้างความสงบสุขของสังคมส่วนรวมบ้านเมือง แต่ว่าก่อนสงครามเสียก่อน แต่ว่าขอเบียดเบียนประหัตประหารไอ้พวกที่ไม่ลงกะฉันเสียก่อน กำจัดมันก่อน ฆ่ามันก่อน ทำสิ่งที่เป็นอกุศลก่อน แต่ด้วยเจตนาดีนะ เนี่ย มันจึงไม่งดงามในท่ามกลาง ตัวอย่างก็มีพระเจ้าพรหมฑัตในแคว้นกาสี คิดว่าฉันจะครอบครองให้หมดเลย มีชัยชนะทั่วไปหมด คิดว่าจะรักษาบ้านเมืองให้สงบสุขให้เป็นหนึ่งให้มีความสามัคคีกัน เอ ทำไง ตีเพื่อนบ้านก่อน สร้างสงคราม ก็เบียดเบียนเพื่อนบ้านแคว้นโกศล พระเจ้าทีฆีติมีกำลังน้อยมีกองพลมีอาหารมีไพร่พลน้อย เอ้าตีมันก่อน จะยกทัพไปเบียดเบียนเขา คิดว่าจะเอาชัยชนะ แต่กลับฆ่าคนทำพืชพันธุ์บุคคลให้ต้องมีความลำบากพลัดพราก

ฝ่ายพระเจ้าทีฆีติทราบความที่เขาจะยกทัพมายึดเมือง ตัวเองก็ไม่มีกองกำลังอะไรมากมาย สู้ก็ต้องแพ้แน่ ได้แค่ชนะแค่ครั้งเดียว แต่ครั้งสองครั้งสามนี่ต้องแพ้ เอางี้ละกัน เราหนีก่อน ถ้าเราไม่สามารถต้านทานได้ก็หนีไป ชาวเมืองพอไม่มีหัวหน้าก็พ่ายแพ้ถูกเขายึดเมืองไป ตัวพระเจ้าทีฆีติเองก็แอบหลบซ่อนอยู่กับพวกช่างปั้นหม้อ ทั้งครอบครัวนี่ยกกันหนีไป พ่อแม่ลูก พอในภายหลังถูกจับตัวได้ท่านผู้ฟัง พระเจ้าพรหมฑัตคิดว่า อ้าวนี่ที่หนีไปหลายปีเนี่ย ได้แระ แหมฉันจะทำชัยชนะนี้เนี่ยให้มันเบ็ดเสร็จเสร็จสิ้นไปเลย ด้วยการจะสั่งฆ่าพระเจ้าทีฆีติกับมเหสี เพื่อให้ชัยชนะนีี้มันสุดจบ คิดว่าจะสร้างความดีในแว่นแคว้น สร้างความสามัคคีกัน แต่ก็ฆ่าคนที่เราไม่ชอบ คิดว่าจะเอาชัยชนะแบบนี้ ก็ได้รับการผูกเวรตอบจากลูกของพระเจ้าทีฆีตินั่นคือทีฆาวุกุมาร ทีฆาวุกุมารนี่ก็เก็บความแค้นนี้ไว้หลายปี หลายปีรอช่องรอโอกาสที่จะชำระแค้นนี้ ผูกเวรเอาไว้แล้ว

วิธีการที่เราจะตัดกรรมตัดเวร ที่มันผูกกันเอาไว้แล้วเนี่ย ไม่ว่าเขาจะมาผูกกับเรา ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้ามีพระเทวฑัตผูกเวรมาเนี่ย ตัวพระองค์เป็นถึงพระพุทธเจ้าไม่ได้ผูกเวรกับใครแล้ว เอ๊ะเขามาผูกเวรกับเรา แหมจะแก้ตรงเนี๊ยะจะทำอย่างไง เอ้างั้นเราก็ผูกเวรตอบกับมัน ไม่ได้แน่นอนท่านผู้ฟัง เหมือนกับว่าเราจะทำความสะอาดบ้านเรือนของเรา ตรงนี้มันมีฝุ่นมันมีผง เอ้างั้นก็ปัสสาวะใส่อุจจาระใส่ เอาฝุ่นเอาผงเอาหยากเยื่อเศษอะไรมาเทเข้าไปอีก ยิ่งสกปรกกันมากขึ้น ตรงนี้มีคราบ นี่ก็เอาของเหม็นๆ มารดใส่ เอาขยะมาเทใส่ โหยแทนที่จะสะอาดขึ้นกลับยิ่งสกปรกแน่นอน

 

...เหมือนกับความไม่ดีมันมีอยู่ คนอื่นเขาก่อเอาไว้สร้างเอาไว้ มีธรรมอันเป็นมลทิน มีธรรมะอันไม่บริสุทธิ์ อยู่มาแต่ก่อนแล้ว ถ้าเราจะใส่ความไม่ดีลงไปอีก มีการผูกเวรเป็นต้น มีความเพ่งเล็ง มีความหวังว่าจะเอาชนะกันเป็นต้น ไม่มีทางที่จะดีขึ้นมาได้ ยิ่งถ้าผูกเวรกลับกัน ก็จะมีการทิ่มแทงกันประหัตประหารกันด้วยหอกคือปาก คิดว่าจะมาทำความดี ทำความสิ้นเวรให้มันเกิดขึ้น แต่กลับทำไม่ดี มีความไม่งามในท่ามกลาง...

 

บางคนมาวัดจะมาทำความดี เอ๊ะทำไมเจอของวัดอันนี้มันสวยงามดี เอาไปเฉยเลย ตบติดมือกลับบ้านไป หรือว่ามาวัดฉันจะได้มาสงบเย็น แต่ก็เอากิเลสมาอวดกันที่วัด เอามิจฉาวาจามาทิ่มแทงคนที่อยู่ในวัด นินทาคนนั้น พูดไม่ดีกับคนนี้ มาวัดคิดว่าจะได้ความดีแต่ก็กลับทำความไม่ดี นี่คือการผูกเวรนะ นี่คือความที่มันไม่งามในท่ามกลาง

ความไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มันจะปรากฏอุบัติขึ้นมาได้เนี่ย เป็นเศษสิ่งหยาบคายทำให้จิตของเรามีความรุ่มร้อนเร่าร้อนมีโทสะ ทำให้จิตของเรามีความหิว มีความกระหาย มันไม่อิ่มไม่พอ นั่นก็เป็นราคะ ทำให้จิตของเรามีความมืด ไม่เห็นช่องทาง มึนๆ นั่นก็เป็นโมหะ

 

...ราคะโทสะโมหะเนี่ยแหละ มันมาให้เราต้องมีการผูกเวร คืออกุศลธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องต่อไป เป็นเวรต่อไปมากน้อยตามผัสสะที่มากระทบ กิเลสทั้งหลายมีผัสสะเป็นแดนเกิด...

 

เราจะตัดเวรได้ พระเจ้าทีฆีติบอกเอาไว้กับทีฆาวุกุมาร บอกว่า “อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว” ถ้าพูดภาษาไทยเราก็คือว่า รักยาวให้ปั่น รักสั้นให้ต่อ

คำว่ารักยาวให้ปั่น รักสั้นให้ต่อนี้ หมายความว่า ถ้าเรามีความรักตัวเอง นี่คือคำว่ารักในคำแรก สิ่งอะไรที่มันไม่ดีถ้ามันยาวเนี่ย เราให้ตัดออกเสีย ปั่นออกเสีย ละออกเสีย เรื่องอะไรที่เราทำไม่ดีมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ การที่พูดวาจาที่ไม่เหมาะสม ก็ฉันนิสัยเป็นอย่างนี้ ฉันจริตเป็นอย่างนี้ ฉันปากมันไวอย่างนี้ นี่ อะไรไม่ดีที่เราเคยทำมาอยู่เป็นอาจิณ ทำมานานแล้ว มันยาวแล้วใช่มั้ยล่ะ รักตัวเองให้ตัดออกเสีย รักยาวให้ปั่น อย่าเห็นแก่ว่ามันยาว มันจะมีกำลัง ตัดออกเลย ได้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบ้างก็ดี ถ้ามันจะยาวมาก ตัดออกแล้วยังยาวอยู่ ก็อย่าเห็นแก่ว่ามันยาว ให้ปั่นออกตัดออกอีก

แต่ความดีอะไรที่ถึงแม้มันจะน้อยมันจะสั้น ถ้าเรารักตัวเองนะ ความดีที่น้อยๆสั้นๆ อย่าเห็นว่ามันไม่มีค่า อย่าเห็นแก่ว่ามันสั้นนิดเดียว โอวฉันตั้งสติไว้ไปวัดเนี่ย ทำมาปีละครั้งเท่านั้นเอง ปีละครั่งนี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ได้ผลอยู่ ฉันฟังธรรมวันละครึ่งชั่วโมงเอง ฟังบางทีก็ไม่ได้ฟังต่อเนื่องด้วยซ้ำ เอ้านิดหน่อยก็ยังได้ผลอยู่ อย่าเห็นแก่ว่ามันสั้น แต่ถ้าเรารักตัวเอง ความสั้นแบบนี้ที่มันดีเนี่ย ให้ต่อออก ให้มันยาว ทำให้มันดี

 

เวรจะระงับด้วยการจองเวรไม่ได้ ความไม่ดีจะระงับด้วยความไม่ดีมาใส่เพิ่ม มันไม่มีทางได้ ความไม่ดียิ่งจะสืบต่อสืบทอดความไม่ดี เขาเรียกว่าเป็นทายาทของมาร สืบต่อความไม่ดี ความดีที่ถูกตัดออกไปเนี่ยนะ เหลือความไม่ดี คือมารนะ ถ้าเราสืบต่อความไม่ดี คุณก็เป็นทายาทมารเท่านั้นเอง คุณก็ทำความไม่ดีต่อไป และต่อไป มันก็ยิ่งยาวออกๆ แต่ถ้ารักตัวเอง ยาวนี่อย่าให้มันยาวมาก อย่าเห็นแก่ว่ามันยาว ตัดออกเสีย ความดีอันไหนก็ตามเล็กน้อยให้ต่อ อย่าให้ความดีมาสุดจบที่เรา ด้วยการทำไม่ดี

 

ถ้าความดีสิ่งที่เป็นกุศลธรรมต่างๆ คนบางคนจะคิดว่าสุขเวทนานี่เป็นความดี ทำอันนี้มันดีในการแบบนี้ แต่ว่าไอ้ที่ทำอันนี้มันดีเนี่ย เป็นความชั่ว เป็นอกุศลธรรม ในสถากราณ์แบบนี้คิดว่ามันดี จะเอาตัวรอด ต้องเบียดเบียนก่อน มันจะไม่ดีขึ้นมาได้ คือไม่บริสุทธิ์ไม่บริบรูณ์ ไม่ในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด

 

แต่เรารักษาความดี ที่ถึงแม้จะน้อย อย่าให้มันสุดจบที่เรา อย่าให้เราเป็นคนสุดท้าย อย่าให้เราเป็นอันติมบุรุษ แต่ให้เราสืบต่อความดีถึงแม้จะน้อย ต่อออก ยืดออก ทำให้มันดีมีมากขึ้น เราจะเป็นธรรมทายาท จะไม่ได้เป็นทายาทของมาร แต่จะเป็นทายาทโดยธรรม เป็นผู้ที่รับมรดกของพระพุทธเจ้า

 

ทีฆาวุกุมารได้โอกาสในการที่จะล้างแค้น รอมาอยู่หลายปีผูกเวรกันมาเนี่ย ดู๊ถูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ต่อหน้าต่อตา บีบคั้นมาก ทำอะไรไม่ได้ ผูกเวรมาหลายปี คิดว่าจะต้องล้างแค้น ถึงเวลาจะล้างแค้นได้ ชักดาบออกจากฝักจะตัดไปที่คอของพระเจ้าพรหมฑัต สั่งฆ่าพ่อฉัน แต่ว่าระลึกถึงคำที่พ่อสั่งไว้ก่อนตายได้ การระลึกนั่นนะ คือ สติ

 

เรามีความไม่ดีอันใดอันหนึ่งอยู่ เรารู้ว่าอันนี้มันไม่ดี เราระลึกถึงความดีอย่างใดอย่างหนึ่งได้ การระลึกนั่นเป็นสัมมาสติทันที ระลึกได้คือสัมมาสติ ความรู้ว่าอะไรมันดีอะไรมันไม่ดีคือสัมมาทิฏฐิ

 

เรารู้ว่าการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มันไม่ดี การไม่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มันดี ความรู้นั่นเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วนะ คุณระลึกได้ว่า สิ่งไม่ดีน๊าฉันไม่ควรทำ อันนี้เป็นสิ่งดีน๊าฉันควรทำ การระลึกได้นั้นเป้นสัมมาสตินะ เรามีกำลังที่จะทำมันมั้ย มีกำลังในการที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้มั้ย

เวลาที่เราพยายามจะปั่นสิ่งที่มันยาวความไม่ดีนั้น เวลาที่เราพยายามจะต่อสิ่งที่มันดีๆนั้น ไม่เห็นแก่ว่ามันสั้น สิ่งที่ดี ไม่เห็นแก่ว่ามันยาว สิ่งที่ไม่ดีเนี่ย การกระทำที่ทำให้กุศลธรรมเพิ่มให้อกุศลธรรมลดลง นั่นคือสัมมาวายามะ

 

...สัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า สัมมาสติเป็นตัวที่ทำให้มันไปตามแนวได้ สัมมาวายามะเป็นกำลังขับเคลื่อนที่ให้เรามุ่งหน้าไป...

 

ผูกเวรไม่พอใจนั่นนี่ มันมีกันมานานแล้ว ในสังสารวัฏตลอดกาลยืดยาวเพียงนี้ มีที่ไหนล่ะที่เราไม่เคยไป ไม่มีแบบไหนหรอกที่เราไม่เคยเป็น ยาจกคนยากขอทานคนลำบากกำพร้า เราเป็นมาหมดแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิ์มีรัตนมีทรัพย์แก้วเจ็ดอย่าง เราก็เป็นมาแล้ว ในตลอดกาลที่ยืดยาวนานถึงเพียงนี้นะเนี่ย สังสารวัฏเนี่ย มันยาวนานมาก เราเป็นมาหมดแล้ว สุขก็เจอมาแล้ว ทุกข์ก็เจอมาแล้ว ความไม่ดีมีตรงไหนบางทีมันก็เกิดขึ้นสืบต่อเนื่องมา ดีก็ทำมาแล้ว ไม่ดีก็ทำมาแล้ว อันนี้มันมีเวรผูกกันต่อมา

 

...เราจะตัดเวรนี้ได้ เราอย่าไปผูกอาฆาตโกรธเกลียดกับใคร เราจะตัดได้ อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว...

 

เครื่องผูกคือเวร เครื่องผูกคือกิเลส เครื่องผูกคือตัณหา เครื่องผูกคืออวิชชา มันเหนียวนะ มันแน่นนะ มันรัดไปหมดเลยนะ มันไม่ได้เป็นเส้น มันเป็นพรืดเลยเนี่ย จะตัดได้ ใช้มีดเล่มใหญ่มาก มีดนี่ต้องคมมาก อย่างกำลังถ้าเราเปรียบเทียบมีดนี่ มีดปลอกผลไม้ ก็เล่มเล็กๆใช่มั้ย โอ๊ยจะเอามีดปลอกผลไม้ไปหั่นเนื้อหั่นหมูหั่นกระดูกนี่คงไม่ได้ ต้องใช้มีดอีโต้ มีดอีโต้มีกำลังมากขึ้น จะสับจะเฉาะ ได้หลายอย่าง เอแต่ถ้าจะเอามีดอีโต้ไปตัดกิ่งไม้ มันไม่ได้ กำลังมันไม่พอก็ต้องใช้พร้า เล่มใหญ่ขึ้นไปอีก แต่พร้าจะไปตัดแก่นไม้ โอวไม่ได้กำลังมันไม่พอ เขาก็ใช้ขวาน

 

...กำลังของของมีคมแต่ละอย่าง ไม่เท่ากันนะ ทีนี้กำลังนี้ก็ส่วนหนึ่ง ความคมนี้ก็ด้วยอีกส่วนหนึ่ง...

 

มีดปลอกผลไม้ แหมใช้เล็กๆคล่องดี แต่ถ้ามันไม่คมมันก็ปาดอะไรไม่ได้ เหมือนกันเราจะตัดเจ้าการผูกเวร เราต้องใช้มีดเล่มใหญ่ แล้วก็ต้องเป็นมีดที่คมด้วย อะไรคือมีดของเรา อะไรคือกำลังในจิตของเราที่จะตัดได้ เวลาที่เราตั้งสติเอาไว้ ไม่ว่าจะตั้งด้วยลมหายใจ ด้วยนึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นอานาปานสติหรือพุทธานุสติอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เราระลึกถึงความดีได้ท่านผู้ฟัง นั่นเป็นสติแล้วนะ เป็นสติแล้ว ไม่เห็นแก่ยาวไม่เห็นแก่สั้นละความไม่ดี ตั้งไว้ซึ่งความดีนี่เป็นสัมมาวายามะแล้ว มีสติมีสัมมาวายามะ สััมมาสมาธิจะเกิดขึ้นได้

 

สมาธินั่นแหละคือกำลังของจิต สตินี่ล่ะคือกำลังของจิต ความเพียรนั่นล่ะคือกำลังของจิต จิตเรามีกำลังขึ้นๆ นั่นคือมีดที่เล่มใหญ่ขึ้นๆ มันคมมั้ย ความคมนั้นคือปัญญา ความคมที่จะตัดลงไป ให้พิจารณาเห็นถึงปัญญาว่า เราจะสร้างสิ่งที่เป็นกุศลด้วยอกุศลเนี่ยมันไม่ได้

 

นี่เป็นปัญญานะ เราต้องเห็นเป็นความคมในจิตของเรา เหมือนมีดเล่มใหญ่แล้วมันทื่อ มีดเล่มใหญ่มีกำลังแล้วต้องลับให้คมด้วย จะลับให้คมได้ เวลาเขาลับมีดเนี่ย เขาต้องทำมุมสามหรือห้าองศากับหินลับมีดนะ เวลาที่ลับมีดที่มันคมๆเนี่ย แล้วก็ไม่ได้ลับครั้งเดียว ก็ต้องฝนแล้วฝนอีก ถูเข้าไป ถูเข้าไป ท่าทางวิธีการมุมองศาก็ต้องให้มันถูกต้อง ถ้าเผื่อลับมีดด้วยการเอาด้านที่คมใส่เข้ากับหินลับมีดเลย ทำมุมเก้าสิบองศา มีแต่มีดนี่มันจะทื่อลงๆ นั่นคือทำไม่ถูก

เราจะทำความแยบคายทำปัญญาให้เกิดขึ้น ต้องพิจารณาให้ถูก อย่าพิจารณาให้มันผิดเพี้ยนไป มันจะเป็นงูพิษได้ มีหินลับมีด มีมีด แทนที่จะทำให้มันคมขึ้น กลับทำให้มันทื่อลง มีคำสอนพระพุทธเจ้า มีจิตของเรา เอแทนที่จิตของเรามันจะฉลาดขึ้น เอ๊ะทำไมโง่ลงเพราะว่าวิธีการพิจารณา วิธีการลับมีดทำถูกมั้ย ให้มีความแยบคาย อย่าให้สิ่งนั้น เป็นงูพิษ อย่าให้เราได้รับพิษจากงูเป็นอันตรายในชีวิตของเรา แต่มีวิธีการพิจารณาให้มีความแยบคาย พิจารณาให้มันถูกต้อง เห็นแง่มุมความแตกต่างของกิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ แยกแยะแจกแจงว่าตัณหาควรละนะ

เหมือนอย่างภิกษุกลุ่มหนึ่งที่เขาพิจารณากาย พระพุทธเจ้าให้พิจารณาอสุภสัญญา พูดก็พูดคือเหมือนเป็นหินลับมีด จิตของเราเป็นเหมือนมีดจะเอาไปลับ แต่ลับไม่ถูก เอาด้านคมไปลับเข้าให้ พิจารณากายไปเนี่ย โอ๊ยเบื่อหน่ายเต็มที่เลย ก็เลยจ้างคนมาฆ่าตัวเอง จ้างให้คนอื่นฆ่าบ้างฆ่สตัวเองบ้าง ด้วยบริขารของตนๆ จึงเป็นต้นบัญญัติแห่งภิกษุห้ามฆ่ามนุษย์ เพราะพิจารณาโดยไม่แยบคาย ทำไม่ถูกต้อง ที่ควรทำผิดพลาดไป อย่างเวลาเราเบื่อหน่ายในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ย ไม่ใช่ว่าละสิ่งนั้น ละทุกข์มันละไม่ได้ ทุกข์นี่เราต้องรอบรู้ แต่พอคุณเข้าใจไม่ถูกทำไม่เป็น ไม่มีความรอบคอบในการทำ ดันพอเบื่อหน่ายปุ๊บ จะไปละทุกข์

 

ทุกข์ไม่ใช่ของควรละ ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้ แต่สิ่งที่เราควรละคือละตัณหา ละความยึดถือ ละกิเลส ละอวิชชา ที่มันไปเกาะอยู่กับรูปกายนี่แหล่ะ ที่มันไปเกาะอยู่กับกายที่เราพิจารณามันเน่าเปื่อยมันเหม็นเนี่ย เออคุณพิจารณามาถูกทางแล้ว พิจารณามาถูกทางแล้วว่าไอ้นี่มันไม่ดี แต่เวลาทำ เวลาละ ไม่ใช่ละจุดนี้ ละนี่ต้องละความยึดถือในสิ่งที่เราพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยงนั่นล่ะ ทุกข์มันเที่ยงที่ไหน ไม่เที่ยง เราจะละ เราไม่ได้ละทุกข์ เราละความยึดถือในทุกข์นั้น ต้องมีความแยบคาย

 

มีหินมีมีด ไม่ใช่ใส่กันเลย ต้องทำมุมให้ดี สามองศา ได้อย่าให้เกินห้า แต่อย่าฟาดไปเป็นเจ็ดสิบแปดสิบ โอว ยิ่งเก้าสิบแย่เลย ปรับมุมองศาให้มีความแยบคาย อันนี้คือปัญญานะท่านผู้ฟัง ปัญญา

เราจะทำความดีไม่ใช่แค่ว่า เจตนาดีแล้วความดีมันจะเกิดเลย ก็ใช่อยู่ แต่ว่าการกระทำมันมีสามระดับ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ใจเราดี แต่แหมวาจาทิ่มเขา กายนี่จกของล้วงใส่กระเป๋า มันจะดีขึ้นมาไม่ได้ มันก็มีความเศร้าหมองมีความแปดเปื้อน แ่ถ้าเราพยายามฝืนทำ สิ่งใดสั้นๆ เอามาต่อกันความดีนี้ สิ่งใดยาวๆความไม่ดีตัดมันทิ้งซะ นั่นคือสติเพิ่มขึ้นแล้วนะ เรามีการตั้งใจจดจ่อระลึกถึง วายามะความเพียรเราเพิ่มขึ้นแล้วนะ สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมลดลง สิ่งที่เป็นกุศลธรรมเพิ่มขึ้น จิตมีกำลัง มีกำลัง มีกำลัง คมมั้ย ปัญญาคือความคมเกิดขึ้นจากอะไรก็ได้ เราพิจารณาไปในกาย พิจารณาความไม่เที่ยง พิจารราความเป็นอนัตตา พิจารณาความเป็นของไม่สวยงาม ความเป็นปฏิกูลในอาหาร จิตเรามีความคมขึ้นๆ เอามีดที่คมๆ ไปหั่นผักก็ได้ หั่นไม้ก็ได้ ตัดกิ่งตัดใบก็ได้ ถ้ามันคม มีกำลังพอ

 

แต่ว่าเวลาเขาทำความคม เขาไปทำกับมีด เหมือนกันจิตของเราเนี่ย พิจารณาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เวลาจะตัดจริงๆ ไม่ได้ตัดตรงที่เราพิจารณานะ ตรงที่มันผูกเวร เวรอยู่ตรงไหน ตรงไหนมีราคะโทสะโมหะ ตรงนั้นมีเวร ราคะโทสะโมหะอยู่ตรงไหน มีอะไรเป็นแดนเกิด ราคะโทสะโมหะมีผัสสะเป็นแดนเกิด

 

คนนี้พูดอย่างงี้ขึ้นมา คำนี้ คนนี้เราไม่ชอบใช่มั้ย ไอ้คนไหนที่เราไม่ชอบ เราผูกเวรเขาแล้วนะ พอเขาพูดคำใดคำหนึ่งขึ้นมา มันเคืองทีเดียว นั่นแน่ะ อยู่ตรงนั้นแล้วนะ แต่แหมคำเดียวกันนี่ ถ้าคนอื่นพูดที่เราแบบ เออ เราก็ไม่ได้ไม่ชอบคนนั้นเราก็ชอบเขาอยู่ แต่เขาพูดคำเดียวกันนี่แต่เราไม่โกรธ อ้าว แสดงว่ามันไม่ได้ผูกเวรกันตรงนั้น

 

ผัสสะเดียวกันเลยนะเสียงเดียวกัน แต่ว่ากิเลสไม่เกิด แต่อีกผัสสะหนึ่งจากคนนี้ที่เราผูกเวรก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นปุ๊บ เกิดตรงไหน มันรัดกันตรงไหน เราต้องตัดมันตรงนั้น มันเงื่อนมันอยู่ตรงไหน เราต้องแก้ตรงนั้น มันผูกกันตรงไหน มันแน่นตรงไหน เราจะคลายออก เราจะวางได้ เราต้องวางตรงนั้น ผัสสะตรงนั้นล่ะ ที่เราจะใช้ปัญญาของเราตัดลงไป ตัดให้มันขาด

 

 

วันนี้เป็นวันตัดกรรมตัดเวร อย่าให้เวรมันผูกกันเลยเกินไปจากวันนี้ ไม่งั้นเราจะเป็นทายาทของมาร แต่เราตัดความไม่ดี สืบต่อความดี ให้เราเป็นธรรมทายาท ระลึกถึงคำที่พ่อสั่งไว้ก่อนตาย บิดาของเราคือพระพุทธเจ้า

 

เราอาจจะเกิดมาต่างมีพ่อแม่คนละคนละคนละคน ชาตินี้ก็คนหนึ่ง ชาติก่อนก็อีกคนหนึ่ง อีกคู่หนึ่ง เอาดินมาปั้นเป็นก้อน สมมุติว่านี่คือพ่อ เอากิ่งไม้มาเหน็บกันขึ้น มัดเป็นมัดไม่เกินสามนิ้ว สมมุติว่าเป็นแม่ นี่พ่อนี่แม่ นี่พ่อของพ่อ นี่แม่ของแม่ นั่นพ่อของพ่อและก็ของพ่อ นี่ของแม่และก็ของแม่ เป็นก้อนเป็นกำๆ เรียงเอาไว้เนี่ย จนผืนปฐพีนี้หมด จนต้นหญ้าใบไม้ในโลกนี้หมด พ่อของพ่อ แม่ของแม่นี่ก็ยังไม่หมด มันยาวนานมาก แต่ละคนมีพ่อมีแม่มานับไม่ถ้วน นั่นคือพ่อแม่ในทางวัฏฏะ หมุนวนกันไปต่อไป วนไปอยู่เรื่อยๆ

แต่บิดาในวิวัฏฏะ นั่นคือพระพุทธเจ้า จะออกจากวงเวียนกำเกวียนเวียนวนที่ต้องผูกกันไผูกกันมานี้ได้ เราตัดเวรตรงนี้ จะตัดได้ ตรงที่พ่อของเราสั่งไว้ก่อนตาย

 

...สังขารทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ...

 

 

ความไม่ประมาทนี่คือสตินะ ความไม่ประมาทคือสติ สั่งไว้ก่อนที่จะปรินิพพาน เราระลึกถึงคำที่พ่อของเราสั่งไว้นั่นคือสัมมาสติ

 

คิดดูเหล่าภิกษุชาวเมืองโกสัมพี เขายังตัดเวรกันได้ ด้วยการที่เห็นแก่พระพุทธเจ้า อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ระงับอธิกรณ์นี้ เออ ตัดเวรนี้ได้ นางยักษิณียังตัดเวรกับกุลธิดาด้วยการไม่สืบต่อเวร จะกินลูกเขาก็ไม่กิน ได้ฟังธรรมอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า นั่นก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ เป็นพุทธานุสติ ทีฆาวุกุมาร หือ แค้นจริงๆ ฆ่าทั้งพ่อฆ่าทั้งแม่ จังหวะที่จะฆ่าได้แล้วเนี่ย ล้างแค้นได้ ระลึกถึงคำที่พ่อสั่งไว้ก่อนตาย ก็ไม่ทำ ไม่สืบต่อความชั่ว ไม่เป็นทายาทของมาร แต่สืบต่อความดี เป็นทายาทโดยธรรม เราจะมีความงดามในเบื้องต้นด้วยทำเจตนามาดีเนี่ย มีความงดงามในท่ามกลางคือในระว่างที่ทำ แล้วนะท่านผู้ฟัง ศาสตร์บางอย่างเรื่องราวบางสิ่งที่เรียนมาเนี่ย บางทีมันไม่จบลงง่ายๆ ไม่มีที่จบ อย่างคุณเรียนสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง เป็นแพทย์ เป็นหมอ เป็นวิศวะ เรียนภาษานั่นนี่ เรียนแล้วมันไม่จบ แต่ก็ยังเรียนต่อไป เฉพาะทางแล้วก็ยังมีเฉพาะทางแยกออกไปอีก เฉพาะทางด้านโน้นด้านนี้ ไม่จบ หาที่ลงไม่เจอ มีเจตนาดีอยู่ ศึกษาความรู้ก็ดีอยู่ นี่คือเบื้องต้น ท่ามกลาง แต่จะจบอย่างไงลงอย่างไง จะต่อให้คนอื่นอย่างไง มันไม่ได้ แต่ในธรรมวินัยนี้ มีความงดงามในที่สุดจบ มีนิพพานเป็นที่สุดจบ ใครสักคนใดคนหนึ่งถ้าฝึกทำปฏิบัติมาแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิชชาชีพ ภาษา หรือ่าวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วถ้ามันไม่จบดี ยังต้องมีต่อไปอีก อันนั้นคือยังไม่สุดนะ ยังสามารถที่จะฝึกต่อไปได้ ยังต้องมีอะไรต่อ

แต่ถ้าใครก็ตามที่มีศรัทธา มีความเพียร มีสติ มาฝึกกับพระพุทธเจ้า จะออกมาเป็นคนที่ได้ชนิดที่ได้ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า คือมันจบได้ มีนิพพานนี่ล่ะเป็นที่สุดจบ ตลอดกาลที่ยืดยาวนานถึงเพียงนี้ สถานที่ที่เราไม่เคยไปเลย นั่นคือนิพพาน เราไปมาหมดแล้วนะนรกสวรรค์ สัตว์เดรัจฉานทุกที่ไปมาหมดแล้ว พรหมนั่นก็ไปมาแล้ว มีแค่ที่เดียวคือนิพพาน มีแค่ที่เดียวคืออกนิฏฐภพที่เรายังไม่เคยไปตลอดกาลที่ยืดยาวนานถึงเพียงนี้ ไปเลย ไป มันจะจบตรงนั้นได้

 

...ให้เรามีการตัดกรรมตัดเวรด้วยปัญญา ที่มีกำลัง มีความคม เราสามารถที่จะมีนิพพาน ทำความงามในที่สุดให้เกิดขึ้นได้...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี" อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

อ่าน "เรื่องทีฆาวุกุมาร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒

อ่าน "เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี" อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

ฟัง "ธรรมบท-เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

ฟัง "ช้างปาลิเลยยกะและยักษิณีชื่อกาลี" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฟัง "ธรรมบท-เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี"

ฟัง "ทีฆาวุ-ผู้ไม่เห็นแก่ยาวไม่เห็นแก่สั้น" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อ่าน "ไม่ต้องการผูกเวร ต้องมีตัวช่วย"