บุญหรือบาปขึ้นกับเจตนาในการกระทำ

  • ถ้าไม่ได้เจตนา ก็ไม่ใช่กรรมใช่หรือไม่ ถึงแม้จะมีส่วนร่วมในการกระทำเหตุนั้นๆ
  • ตอนที่พระเจ้าอโศกส่งสมณะทูตมายังสุวรรณภูมิ ตอนนั้นมีพระไตรปิฏกที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือยัง
  • คำว่า บุญ มาจากภาษาบาลีคำว่า “ปุญญะ” หมายถึง เครื่องชำระใจให้บริสุทธิ์ จริงหรือไม่ ถ้าจริงแสดงว่า การกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการกำจัดกิเลสแบบเป็นครั้งคราว เช่น การให้ทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ ตอนทำก็กำจัดได้ แต่หลังจากนั้น ก็มีความตระหนี่อยู่เหมือนเดิม การกระทำนั้นเรียกว่า “บุญ” หรือไม่
  • น้ำหนักของการวางจิตที่เท่าๆ กันในการให้ทาน ทำบุญเพื่อละความตระหนี่ของอริยบุคคลกับปุถุชน ผลบุญจะต่างกันใช่หรือไม่
  • ผู้ถามมีความเข้าใจว่า บุคคลที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คนทั่วๆ ไปก็น่าจะมีศีล 5 กันอยู่แล้ว จึงมีการเวียนตายเวียนเกิดกันมาเรื่อยๆ จึงมีความสงสัยว่า มนุษย์รู้จักศีล 5 กันได้อย่างไร และใครที่เป็นคนบัญญัติศีล 5 ขึ้น

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณนิยายเล่มเก่า (Facebook fanpage)

คำถามที่ 1 : ถ้ารดน้ำต้นไม้ แล้วมดจมน้ำตาย เราจะบาปไหม เพราะมีผลกับผู้อื่นโดยที่เราไม่ได้เจตนา

คำถามที่ 2 : ถ้าเราทำสิ่งไม่ดี แต่ตอนที่ทำคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี จิตใจก็เลยดี เช่น ฉีดยาให้สัตว์ที่ใกล้ตาย มันจะได้ตายอย่างไม่ทรมาน ตอนที่ทำจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ด้วยคิดว่าได้ช่วยมัน อย่างนี้เป็นบุญหรือบาป

คำถามที่ 3 : สมมติคนตั้งท้องได้ 5 เดือน หมอบอกว่าลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเอาออก ถ้าไม่เอาออกจะตายทั้งคู่ จึงต้องทำแท้ง เพื่อรักษาชีวิตแม่ การที่หมอเอาเด็กออกด้วยคิดจะช่วยเหลือแม่ ทำให้คนหนึ่งรอดแทนที่จะตายทั้งคู่ อย่างนี้เป็นบุญหรือบาป

คำถามที่ 4 : การที่ให้เพื่อนยืมเงิน โดยที่ไม่รู้ว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร แล้วถ้าเขาไปทำบุญหรือบาป เราจะมีส่วนแห่งบุญหรือบาปนั้นหรือไม่

คำถามที่ 5 : ถ้าเราขับรถไปทำงาน แล้วเหยียบพวกแมลงตายทุกวันๆ โดยที่เราก็ไม่รู้ ไม่ได้เจตนา เราจะบาปไหม

คำถามที่ 6 : ถ้าไม่ได้เจตนา ก็ไม่ใช่กรรมใช่หรือไม่ ถึงแม้จะมีส่วนร่วมในการกระทำเหตุนั้นๆ

 

คำตอบที่ 1 - 6 : ถ้าไม่ได้เจตนา จะไม่ได้เป็นกรรม กรรม หมายถึง เจตนา กรรมต้องมีผล มีวิบากแน่นอน จะให้เกิดเป็นความหวานความหอมความชุ่มช่ำ เป็นกรรมดี หรือเป็นความขมความเผ็ดร้อนความไม่อร่อย เป็นกรรมชั่ว

เจตนาที่หมายถึงกรรม ไม่ใช่ว่า จะไม่ได้มีการไม่เบียดเบียน เรื่องนี้เป็นระบบของวัฏฏะ เพราะกระทำสิ่งหนึ่งย่อมกระทบสิ่งอื่นแน่นอนและกรรมมีแน่นอน ยิ่งถ้ามีเจตนา อาจจะไม่มีเจตนา อาจจะไม่ได้มีกรรม แต่การเบียดเบียนมีแน่นอนอยู่แล้วในทุกระบบ มีในทุกเรื่องทั้งสิ้นมากก็ตามน้อยก็ตาม

ถ้าเราจะมาคอยระวัง เกรงกลัวอย่างมาก ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร อันนี้เขาเรียกว่า เป็นทิฏฐิที่ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นการกระทำที่ประกอบตนให้อยู่ในความลำบาก แล้วอย่างไรจึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ให้เอาศีลเป็นเบื้องต้นเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา คือ มีความเป็นปกติ คือ ไม่ได้มีเจตนาในการที่จะไม่พรากสัตว์จากชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าหมายเอาถึง สัตว์ที่มีปราณ คือ มีลมหายใจ

การเบียดเบียนอย่างไร ต้องมีการกระทบกันไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง..การกระทำบางอย่างแทนที่จะเป็นบุญ กลับเป็นบาป เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะการกระทำบางอย่างที่คิดว่า มันถูก แต่จริงๆ มันเป็นบาป เพราะมันไม่ได้จะเป็นไปเพื่อความรู้ย่ิงรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ยังวนอยู่ ถ้ายังวนอยู่ คุณยังต้องมาเจอการเบียดเบียนไปอีกเอนกชาติ

การอยู่ในสังสารวัฏ ยิ่งนานเท่าไหร่ ภัยย่ิงมีมาก ภัยจากการเบียดเบียนคนอื่น ภัยจากการเบียดเบียนตัวเราเอง ดังนั้น เกณฑ์ในการทำการปฏิบัติจึงสำคัญ ทุกอย่างก้าวที่เราอยู่ในสังสารวัฏนี้ มันเป็นภัยตลอด พระพุทธเจ้าจึงบอกท้าวสหัมบดีพรหม ตอนที่มาอารธนาให้แสดงธรรมว่า “บุคคลที่เห็นปรโลกโดยความเป็นภัยก็มีอยู่” ปรโลก หมายถึง โลกหน้าโลกนี้ที่เรายังอยู่นี่แหละ มันมีภัยอยู่ การเห็นภัยในโลกนี้ เห็นภัยในโลกหน้า จึงคิดว่าจะต้องหลุดออกจากโลกนี้ให้ได้

เพราะฉะนั้น ทางที่ถูกต้องคือ ทางตามมรรคแปดเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่ทาง ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิ มีเกณฑ์ในการกระทำทางกายที่จะไม่ทำให้ใครลำบาก โดยเริ่มที่ศีล เจตนาในการที่จะไม่ฆ่าทั้งทำเองก็ตาม สั่งผู้อื่นก็ตาม ทางตรงทางอ้อม ไม่เอา เจตนาตรงนี้สำคัญ อย่างน้อยเราจะทำให้อยู่ในมรรคได้ จุดหมายคือ เราไม่ได้จะเอาที่ไม่ได้รับการเบียดเบียนหรือการเบียดเบียนเฉพาะหน้า แต่จุดหมายคือ มรรค เพื่อจะให้ถึงผล คือ นิพพานให้ได้ เพราะฉะนั้น หลักเกณฑ์ง่ายๆ คือ ดูตามมรรคแปด ซึ่งมรรคแปดเป็นหัวข้อที่จะดูเจตนาที่จะไม่ทำชีวิตสัตว์ที่มีปราณให้ตกล่วงลงไป

 

 

คำถามที่ 7 : ตอนที่พระเจ้าอโศกส่งสมณะทูตมายังสุวรรณภูมิ ตอนนั้นมีพระไตรปิฏกที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือยัง

 

คำตอบ : ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การเขียนการลงลักษณ์อักษรมีมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น ซึ่งระบุในพระไตรปิฏก ในพระสูตร เขียนจดหมายลงอักษรส่งให้กัน มีตัวหนังสือใช้ แต่ว่าเทคโนโลยีในการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มันไม่มั่นคง ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน ลบเลือนไปได้ง่าย ดังนั้น ภิกษุในสมัยนั้น จึงไม่ได้ใช้เทคโนโลยีในการเขียนการลงลักษณ์อักษร แต่ใช้วิธีทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยความจำของตนเอง และเพิ่งจะมีการลงลายลักษณ์อักษรตอนสมัยสังคายนาพระไตรปิฏกในครั้งที่ 4 – 5 เพราะมีภัยสงครามบ้าง เรื่องการปกครองบ้าง

 

 

คำถามที่ 8 : คำว่า บุญ มาจากภาษาบาลีคำว่า “ปุญญะ” หมายถึง เครื่องชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ จริงหรือไม่ ถ้าจริงแสดงว่า การกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการกำจัดกิเลสแบบเป็นครั้งคราว เช่น การให้ทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ ตอนทำก็กำจัดได้ แต่หลังจากนั้น ก็มีความตระหนี่อยู่เหมือนเดิม การกระทำนั้นเรียกว่า “บุญ” หรือไม่

 

คำตอบ : เป็นบุญ เพราะมันให้ผลสำเร็จประโยชน์ตอนที่กระทำนั้น ตอนที่ทำสามารถกำจัดกิเลสได้ แต่เพราะกิเลสมันมีกำลัง เพราะความไม่รู้ ทำให้กิเลสมัน กลับโตได้อีก ถ้าอวิชชา คือ ความโง่ ความไม่รู้ มันมีอยู่มาก การเติบโตของกิเลสจะเร็วและไว

 

..บุญแม้เพียงเล็กน้อย อย่าประมาท..ความดีอย่าประมาทว่า เล็กน้อย น้ำหยดทีละหยดๆ ฝนตกทีละเม็ดๆ ยังท่วมได้ ยังทำมหาสมุทรให้เต็มได้ อย่าประมาทว่า บุญแม้เล็กน้อย หรือบาปแม้เล็กน้อย จะไม่มาถึง..

 

 

คำถามที่ 9 : น้ำหนักของการวางจิตที่เท่าๆ กัน ในการให้ทาน ทำบุญเพื่อละความตระหนี่ ของอริยบุคคลกับปุถุชน ผลบุญจะต่างกันใช่หรือไม่

 

คำตอบ : น้ำหนักของจิต ที่หมายถึง ศรัทธาที่เราตั้งเอาไว้ ศรัทธาที่ไม่เท่ากัน ย่อมให้ผลที่ไม่เท่ากัน อยู่ที่เหตุและผล เหตุที่ไม่เท่ากัน ย่อมให้ผลที่ไม่เท่ากัน ศรัทธาของอริยบุคคลไม่เท่ากับศรัทธาของปุถุชน แม้แต่ศรัทธาของโสดาบันกับศรัทธาของพระอรหันต์ก็ต่างกัน

เปรียบเหมือนแปลงนาที่มีน้ำไหลไปกับแปลงนาที่น้ำน้อยเป็นดินไม่ดี ว่านเมล็ดพืชเหมือนกัน ย่อมจะให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน เพราะว่า นามันไม่เหมือนกัน หรือการว่านเมล็ดพันธ์ที่ดีๆ กับเมล็ดพันธ์ที่กลายพันธ์ไปแล้ว ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ย่อมให้ผลในเวลาที่เก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน เพราะเหตุมันไม่เท่ากัน

 

 

คำถามที่ 10 : ผู้ถามมีความเข้าใจว่า บุคคลที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย จึงสงสัยว่า ก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คนทั่วๆ ไปก็น่าจะมีศีล 5 กันอยู่แล้ว จึงมีการเวียนตายเวียนเกิดกันมาเรื่อยๆ จึงมีความสงสัยว่า มนุษย์รู้จักศีล 5 กันได้อย่างไร และใครที่เป็นคนบัญญัติศีล 5 ขึ้น

 

คำตอบ : ศีล หมายถึง ความเป็นปกติ ศีลเป็นสิ่งที่ไม่เคยสูญหายไปจากโลกนี้เลย ต่อให้ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในช่วงนั้นก็ตาม ต่อให้ในสัตถันตรกัปที่เป็นยุคที่มนุษย์มีความเสื่อมโทรมกันมาก ฆ่ากัน กินกัน ทำร้ายกัน เบียดเบียนกัน ก็ยังมีส่วนน้อยๆ ที่ยังมีการรักษาศีล 5 ข้อกันได้บ้าง อาจจะไม่ถึง 5 ข้อ แต่ว่า มีศีลแน่

ส่วนเรื่องการบัญญัติ พระพุทธเจ้าหยิบข้อมูลจากที่ต่างๆ มาบัญญัติ ทำเป็นหัวข้อ ทำเป็นรายละเอียด กำหนดบทพยัญชนะให้มีความรัดกุม รอบคอบมากขึ้น

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง “กรรม” ออกอากาศทาง FM92.5 วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฟัง “พ้นจากกรรม” ออกอากาศทาง FM92.5 วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฟัง “ศีลและการสมาทานศีล” ออกอากาศทาง FM92.5 วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง “อะไรคือสิ่งที่เป็นบุญ” ออกอากาศทาง FM92.5 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฟัง “สากัจฉาธรรม-บาปหรือไม่ ขึ้นกับเจตนา” ออกอากาศทาง FM92.5 วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560