การกล่าวพยากรณ์อรหัตของพระโสณะ

HIGHLIGHTS:

  • เรื่องราวของ พระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้เกิดในตระกูลโกฬิวิสะ เป็นสุขุมาลชาติ มีความเยี่ยมยอดกว่าเหล่าภิกษุอื่น ๆ ที่ปรารภความเพียรทั้งหลาย
  • พระพุทธเจ้าทรงเลื่อมใสในการกล่าวพยากรณ์อรหัตผลที่กล่าวแต่เนื้อความและไม่น้อมเข้าไปหาตนของพระโสณะ
  • ต้นบัญญัติ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตรองเท้าแก่ภิกษุสงฆ์

บทคัดย่อ

 

พระเถระที่ชื่อ “โสณะ” นี้ ในพระบาลีปรากฏอยู่ 5 ท่านด้วยกันคือ

  1. พระโสณกุฎิกัณณเถระ บุตรอุบาสิกาชื่อว่า กาฬี แห่งกุรรฆรนคร อวันตีรัฐ ต่อมาพระพุทธเจ้าสถาปนาท่านเป็นเอตทัคคะผู้มีวาจาไพเราะ มารดาของท่านนั้นต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เป็นผู้เลิศแห่ง อุบาสิกาทั้งหลายที่เลื่อมใสในการฟัง
  2. พระโสณโปฏิริยปุตตเถระ ผู้ซึ่งเดิมเป็นเสนาบดีของพระเจ้านันทะ สากิยะ ต่อมาเมื่อพระเจ้าภัททิยะทรงผนวชแล้วท่านก็บวชตาม ต่อมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์
  3. พระโสณเถระ เป็นพระธรรมกถึกรูปหนึ่งอยู่ในเขตวิหาร ใกล้เชิงเขาโสณคีรี บิดาของท่านชื่อว่า สุนขราชิก ท่านไม่สามรถจะทำให้บิดาอยู่ในความสังวรได้ เกรงว่าเมื่อบิดาสิ้นชีวิตก็จะไปสู่ทุกขคติ จึงให้ท่านบิดาบวชในตอนแก่ทั้งที่ไม่อยากบวช และได้ทำให้บิดาที่กำลังจะสิ้นชีวิตเกิดจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จนเทวโลกปรากฏแก่ท่านบิดา
  4. พระโสณณกิงกณิยเถระ ผู้ที่ในอดีตได้ถวายดอกกะดึงทองบูชาพระสถูปของพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ในชาติปัจจุบันได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง และ
  5. พระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในเรื่องการปรารภความเพียร

ในที่นี้จะได้กล่าวถึง พระโสณโกฬิวิสเถระ ตามประวัติที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้ (ประวัติพระโสณโกฬิวิสเถระ เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร) (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

ประเด็นในที่นี้คือ การกล่าวพยากรณ์อรหัตผลที่กล่าวแต่เนื้อความและไม่น้อมเข้าไปหาตนของพระโสณะ

“ดูก่อนโสณะ ! ข้อนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล กล่าวคือ ความเพียรที่บุคคล ปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน, ที่ย่อหย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน. โสณะ ! เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอดี, จงเข้าใจความที่อินทรีย์ทั้งหลายต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน, จงกำหนดหมายใน ความพอดีนั้นไว้เถิด.

หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ให้โอวาทแก่พระโสณะดังเนื้อความข้างต้นแล้ว ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ ทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และได้ถือนิมิตในความสม่ำเสมอ ได้หลีกออกอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไป ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งคุณพิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุด พรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องประสงค์ ด้วยปัญญา อันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่แล้ว ได้รู้ชัดแล้วว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ เราได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

ครั้นท่านพระโสณะบรรลุอรหัตแล้ว ได้คิดอย่างนี้ว่า “เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วพึงพยากรณ์อรหัตผล ในสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด”

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว บรรลุประโยชน์ ของตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเครื่องประกอบในภพ หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้น้อมไปยังเหตุ 6 ประการ คือเป็นผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ, เป็นผู้น้อมไปยังความสงัด, เป็นผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน, เป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นตัณหา, เป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน,เป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุรูปนี้ อาศัยคุณเพียงศรัทธาอย่างเดียวเป็นแน่ เป็นผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ได้ทำกิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ตนจะต้องทำ หรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ เพราะสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุรูปนี้ มุ่งหวังลาภ สักการะและการสรรเสริญเป็นแน่ จึงน้อมไปยังความสงัด แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุขีณาสพ อยู่พรหมจรรย์ ได้ทำกิจที่ควรเสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ตนจะต้องทำ หรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความสงัด เพราะสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความคิด เห็นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุรูปนี้ ละสีลัพพัตตปรามาส กลับให้เป็นแก่นสารเป็นแน่จึงเป็นผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่า ภิกษุขีณาสพ ฯลฯ เป็นผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นตัณหา เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในธรรมวินัยนี้พึงมีความคิดเห็น อย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุรูปนี้ ละสีลัพพัตตปรามาสกลับให้เป็นแก่นสารเป็นแน่จึง เป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหล แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็นในกิจที่ตนจะ ต้องทำ หรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหล เพราะสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ารูปที่พึงเห็นแจ้งด้วยจักษุแม้ดีเยี่ยมมาสู่คลองจักษุของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ไซร้ รูปนั้นไม่ครอบงำจิตของท่านได้ จิตของท่านย่อมเป็นจิตไม่เจือด้วยกิเลส เป็นจิตตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหวและท่านย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งจิตนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ แม้ดีเยี่ยม มาสู่คลองจักษุแห่งภิกษุ ผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ไซร้ ธรรมารมณ์นั้นย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านได้ จิตของท่านย่อมเป็นจิตไม่เจือด้วยกิเลส เป็นจิตตั้งมั่นถึงความไม่หวั่นไหว และท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปแห่งจิตนั้น เปรียบเหมือนภูเขาศิลาที่ไม่มีช่อง ไม่มีโพรงเป็นแท่งทึบ ถึงแม้ลมฝนอันแรงกล้าพึงพัดมาจากทิศบูรพาไซร้ ก็ไม่พึงยังภูเขาศิลานั้นให้หวั่นไหว ให้สะเทือนสะท้านได้ ถึงแม้ลมฝนอันแรงกล้าพึงพัดมาจากทิศประจิม ฯลฯ พึงพัดมาจากทิศอุดร ฯลฯ พึงพัดมาจากทิศทักษิณไซร้ ก็ไม่พึงยังภูเขาศิลานั้นให้หวั่นไหว ให้สะเทือนสะท้านได้ ฉะนั้น ฯ

ท่านพระโสณะได้กล่าวเป็นคาถาดังต่อไปอีกว่า

“จิตของภิกษุผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ ผู้น้อมไปยังความสงัดแห่งใจ ผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน ผู้น้อมไปยังความสิ้นตัณหา ผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน และผู้น้อมไปยังความ ไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะเห็นความเกิดขึ้น เพราะความเสื่อมไปแห่งอายตนะทั้งหลาย กิจที่ควรทำและการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้ว ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้นผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบ ภูเขาศิลาเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลม ฉันใด รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ทั้งสิ้น ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ย่อมยังจิตอันตั้งมั่นหลุดพ้นวิเศษแล้ว ของภิกษุผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉันนั้น และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งจิตนั้น ดังนี้ ฯ”

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องบทแห่งธรรมนี้ว่า เป็นการพยากรณ์อรหัตที่กล่าวแต่เนื้อความ และไม่น้อมเข้าไปหาตน และได้เปรียบเทียบส่วนต่างไว้ถึงคนที่ถ้าพยากรณ์อรหัต ทำทีเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังอาจจะต้องเดือดร้อนได้ (ดังในกรณีของท่าน พระปิณโฑลภารทวาชะ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ที่แสดงฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อที่จะเอาบาตรไม้จันทน์แดง แสดงให้คนเขาเห็นว่า ความที่พระอรหันต์ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับหญิงโสเภณีที่โชว์ของลับของตนเอง เพื่อที่จะหวังลาภปัจจัยสี่อันเล็กน้อย)

ด้วยความเสื่อมใสในการกล่าวการพยากรณ์อรหัตของพระโสณะ พระพุทธเจ้าจึงให้พรท่านพระโสณะ โดยการที่ ทรงอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวให้(อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ด้วยความที่ท่านเป็นสุขุมาลชาติ ควรที่จะมีเครื่องป้องกัน

แต่ท่านพระโสณะมีความคิดว่า ตนอุตสาห์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว สละทรัพย์ 80 เล่มเกวียน ทั้งทรัพย์สินที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณครองต่าง ๆ ถ้าเผื่อว่าเป็นคนเดียวใส่รองเท้า โดยที่ภิกษุรูปอื่น ๆ ไม่ได้ใส่ ก็จะมีผู้โจทก์ได้ว่า ยังข้องอยู่ในแค่เรื่องรองเท้า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตแก่หมู่ภิกษุทั้งหมด ก็จะไม่ขอรับ แต่ถ้าทรงอนุญาตให้แก่หมู่ภิกษุทั้งหมด ก็จะขอรับไว้ จะขอใช้สอยได้ ด้วยเอาเหตุเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวให้กับหมู่ภิกษุทั้งหลาย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • อ่าน "โสณสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    เนื้อหานี้เป็นสำนวนการแปลของท่านพุทธทาส

    ก่อนโสณะ ! เมื่อเธอเข้าไปสู่ที่ลับหลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียว ความคิดได้ เกิดขึ้นแก่เธอว่า “สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใด ซึ่งปรารภความเพียร อยู่เราก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาสาวกเหล่านั้น ถึงอย่างนั้น จิต ของเราก็ยังหาพ้น จากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้ไม่. อันที่จริง โภคะในสกุลของเรา ก็ยังมีอยู่ มากเราอาจจะใช้สอยโภคะและบำเพ็ญบุญได้อยู่, ถ้ากระนั้น เราควรสึกไปใช้ สอยโภคะ และบำเพ็ญบุญเอาจะดีกว่า” ดังนี้ มิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนั้นจริง พระเจ้าข้า.” พระโสณะทูลตอบ.

    ดูก่อนโสณะ ! เธอมีความคิดในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร : เมื่อก่อนแต่ครั้ง เธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอเชี่ยวชาญในเรื่องเสียงแห่งสายพิณ มิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า”

    ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนี้เป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอขึง ตึงเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การได้หรือ ?

    “ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.”

    ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนี้เป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอ ขึงหย่อนเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การ ได้หรือ ?

    “ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

    ดูก่อนโสณะ ! แต่ว่า เมื่อใด สายพิณของเธอ ไม่ตึงนักหรือไม่หย่อน นักขึงได้ระเบียบเสมอ ๆ กันแต่พอดี เมื่อนั้น พิณของเธอ ย่อมมีเสียง ไพเราะ น่าฟังหรือ ใช้การได้ดีมิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.”

    ดูก่อนโสณะ ! ข้อนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล กล่าวคือ ความเพียรที่บุคคล ปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน, ที่ย่อหย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน. โสณะ ! เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอดี, จงเข้า ใจความที่อินทรีย์ทั้งหลาย๑ ต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน, จงกำหนดหมายใน ความพอดีนั้นไว้เถิด.

    “พระเจ้าข้า ! ข้าพระองค์จักปฏิบัติอย่างนั้น”.

    กาลต่อมา ท่านพระโสณะได้เริ่มตั้งความเพียรแต่พอเสมอ ๆ กัน ไม่ยิ่งไม่หย่อน, ได้ทราบความที่อินทรีย์ ทั้งหลายต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน กำหนดหมายในข้อนั้นไว้แล้ว, ก็ปลีกตัวออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท ทำความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในแนวนั้น, ไม่นานนักก็ได้ทำให้รู้แจ้งถึงที่สุดของพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่ง เป็นที่ต้องประสงค์ของเหล่ากุลบุตรผู้ออกบวชจากบ้านเรือน เป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่. ท่านได้รู้ว่า “ชาติของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี” ดังนี้. ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้วในโลก.

    1. อ่าน "ประวัติพระโสณโกฬิวิสเถระ เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร"
    2. อ่าน "ทรงอนุญาตรองเท้า" พระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2
    3. ฟัง "สัมปสาทนิยสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2560
    4. ฟัง "ผู้เลิศด้านการทำความเพียร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557
    5. ฟัง "พระปิณโฑลภารทวาชะต้นบัญญัติห้ามแสดงอิทธิปาฎิหาริย์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560
    6. ฟัง "พระจิตตหัตถเถระ" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558