ทำไมถึงมีการเกิด

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “เกิด”
  • เกิดมาทำไม และมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
  • ทำไมตาย เพราะมีการเกิด ทำไมเกิด เพราะมีความเป็นสภาวะ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

“เกิด” มาจากศัพท์ภาษาบาลีคำว่า “ชาต หรือ ชาติ” หมายถึง การเกิด การกำเนิด การก้าวลงสู่ครรภ์ การบังเกิด ภาวะแห่งการปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้อายตนะทั้งหลายในสัตว์จำพวกนั้นๆ ของสัตว์เหล่านั้นๆ นี้เราเรียกว่า “ความเกิด” หรือการคิดประดิษฐ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการอุบัติขึ้นของเทวดา หรือความฝันที่มีความคิดกำเนิดขึ้นเรื่องนั้นเรื่องนี้

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

คุณขนิษฐา อีเมล์ (haisok.co)

คำถาม : ผู้ถามถูกถามว่า ตัวเขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ทำไมต้องมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนั้น เหมือนว่าอยู่ไปวันๆ ทำงานเพื่อตนเอง เพื่อสังคมไป จนกว่าชีวิตจะสิ้นไป ซึ่งผู้ถามมีเงินทอง สุขภาพแข็งแรงดีอยู่ มีครอบครัวและไม่ได้สิ้นหวัง ควรตอบคำถามนี้ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไร จึงจะแจ่มแจ้งตรงประเด็น

 

คำตอบ : คำถามในลักษณะนี้ ที่คิดว่าความสุขจะเพิ่มขึ้น ความทุกข์จะลดลง เมื่อผ่านช่วงต่างๆ ของชีวิต ลักษณะนี้มันเป็นเหมือนพยับแดด ที่เราขับรถไปตามถนนหลวงในเวลาเที่ยงวัน แดดร้อนๆ จะเห็นเหมือนเป็นแอ่งน้ำอยู่ข้างหน้า คิดว่าตรงนั้นจะมีน้ำ คิดว่าน่าจะดี ปรุงแต่งไป พอถึงจุดที่เป็นพยับแดดจริงๆ มันหายไป พอได้จริงๆ แล้วไม่มีอะไร หรือเปรียบเหมือนกับเขาวงกต วนไปเวียนมา

..ทำต่อไปด้วยคิดว่า จะได้ความสุข ความทุกข์จะลดลง พอถึงเวลาความสุขมันหายไป ก็ทำต่อไปอีก วนไปวนมาอย่างนั้น จนกระทั่งแก่ ก็ยังหาคำตอบไม่เจอ เหมือนมันยังไม่อิ่ม ยังไม่ตอบโจทย์ ตันอยู่ ชีวิตนี้จะทำอะไรต่อไปดี ซึ่งในทางจิตวิทยาเขาเรียกว่า “Mid life crisis” ที่มีความสับสนกับชีวิตว่า จะทำอย่างไรต่อไป มันจะงงๆ เหมือนอยู่ในเขาวงกต หาทางออกไม่เจอ จึงเกิดมีความเครียด สับสนในชีวิต

 

พระพุทธเจ้าเปรียบอุปมาอุปมัยว่า เป็นการอยู่ในเขาวงกต เราวนเวียนอยู่ ถูกหลอก ถูกล็อคอยู่ในสังสารวัฏ อยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากคำถามดังกล่าว คือ เริ่มเห็นแล้วว่า “มันวนอยู่ในสุขทุกข์ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ”

 

การจะไปต่อได้ เราต้องนึกย้อนมาก่อน จริงๆ คำถามที่ว่า “เกิดมาทำไม” เป็นคำถามที่ยังไม่ควรจะต้องถามเป็นคำถามแรก ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านคิดใคร่ครวญตอนเป็นพระโพธิสัตว์ว่า คำถามแรกควรจะเป็นคำถามที่ว่า “ทำไมคนถึงต้องตาย” หมายรวมถึงการตาย “มรณะ” และสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เสื่อมไปดับไป สถานะใดสถานะหนึ่งหายไป เช่น การโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือ สภาวะเด็กตายไปหายไป นั่นเป็นเพราะว่า “มีการเกิด” ส่วนคำถามที่สอง ควรจะเป็น “ทำไมถึงมีการเกิด หรือ เกิดมาทำไม” ซึ่งมีการเกิดได้ เพราะมีภพ คือ ความเป็นสภาวะที่เรายึดอยู่

..ทำไมตาย เพราะมีการเกิด ทำไมเกิด เพราะมีความเป็นสภาวะ ทำไมมีความเป็นสภาวะ เพราะมีความยึด ทำไมมีความยึด เพราะมีความอยาก ทำไมมีความอยาก เพราะมีเวทนา อันนี้เป็นหมวดธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” เพราะมีความไม่รู้ คือ อวิชชา มันจึงงง มันจึงมึน อวิชชาเปรียบเสมือนเครื่องหุ้มห่อ บังเอาไว้ ทำให้เราไม่เห็นทางออก ทำให้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เราถูกขังอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำให้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตอนนี้เราอยู่ในเขาวงกต..

 

 

ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด

 

ถ้าปฏิบัติตามมรรคแปด จะมีความเข้าใจว่า ชีวิตเป็นแบบนี้ จะมีความเข้าใจทั้งกระบวนการ ไม่ใช่แค่ชีวิตภพที่อยู่ในปัจจุบัน ยังเข้าใจเหตุของภพ คือ ความอยากคือความยึด ยังเข้าใจถึงผลของภพ คือ ความเกิดและความตาย อารมณ์ที่งงๆ มึนๆ จะทำอย่างไร จะเห็นแจ่มแจ้งทั้งเหตุต้นและผลปลาย จะไม่งงไม่มึน ทางที่จะทำให้เราเข้าใจความเป็นภพได้ เข้าใจว่าชีวิตมีอยู่ในสภาวะนี้ เพราะอะไร เหตุเกิดมาอย่างไร ผลจะเป็นอย่างไร จะให้มีความเข้าใจว่า เกิดมาทำไม จะให้เกิดความเข้าใจว่า ตายแล้วจะไปไหน คุณปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด

เมื่อปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดแล้วจะเกิดความเข้าใจได้ และถ้ามีเรื่องของมรรคแปดอยู่เป็นเบื้องต้นแล้ว ต่อไปคือทำให้เต็ม ทางกายคือรักษาศีลได้ ทางวาจามีสัมมาวาจา รักษาทวารทั้งสองทางกาย ทางวาจา ในช่องทางใจ ต้องรักษาด้วย รักษาความคิดให้ดี การที่เรารู้ว่า อะไรเป็นสิ่งไม่ดี เราไม่ทำ อะไรเป็นสิ่งดี เราทำ มีทั้งสัมมาทิฐิเบื้องต้น มีทั้งสัมมาวายามะ สัมมาสติแล้ว ที่นี้สัมมาทิฐิเบื้องต้นที่รู้ว่าอะไรไม่ดีไม่ทำ อะไรดีแล้วทำ จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรามีสัมมาทิฐิในทางเบื้องสูงที่จะทำให้เราหลุดออกจากเขาวงกตนี้ นั่นคือเรื่องของ “อริยสัจ 4” ปฏิบัติตามมรรคแปดไล่มาจากสัมมาทิฐิ จนถึงสัมมาสมาธิ เข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวในชีวิต

“น้ำผึ้ง เนยข้น เนยใส น้ำมัน น้ำอ้อย เกลือ” เป็นยา พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับสมาธิที่ต้องมีเป็นเสบียงสำหรับเดินทางตามมรรคแปด ในเส้นทางนี้คุณต้องมีเสบียง จะเป็นข้าวก็ได้ เป็นยาเป็นอาหาร เก็บเสบียงไว้ ทำจิตให้เป็นสมาธิมีความแจ่มแจ้งแล้ว มันจะแจ่มใส มันจะเห็นโล่งทางโปร่ง ชีวิตของเราจะมีความแจ่มใสชัดเจนขึ้นมาว่า ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ แน่นอนว่า ชั้นทำตามมรรคแปดแล้ว งานเราก็ทำไป มีเงินน้อยมีเงินมากไม่ใช่ปัญหา พอมีความแจ่มแจ้ง จิตก็เป็นสุข อยู่ที่เล็กๆ คับแคบ จิตเป็นสุขยังดีกว่าอยู่บ้านหลังละหลายร้อยล้าน แต่ว่าไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม มันสุขทุกข์ต่างกัน อยู่ที่ใจของเรา จะทำใจของเราให้มีความสุข พ้นจากความทุกข์ได้ เดินตามทางมรรคแปด

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "สากัจฉาธรรม – อริยมรรคมีองค์แปดโดยละเอียด ตอนที่ ๑" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

ฟัง "สากัจฉาธรรม – มรรคมีองค์แปด ตอนที่๒" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559