ภาวิตา พหุลีกตา

  • การพัฒนา คือภาวิตา คือการทำให้เจริญ คือการพัฒนาจิตของเรา สามารถเริ่มจากจุดเล็กๆที่สามารถทำได้เข้าใจได้
  • พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนการเล่นของเด็กในแต่ละวัย มีการเปลี่ยนแปลงไป มีการพัฒนาขึ้น ไม่กลับไปเล่นของเก่า เหมือนการปฏิบัติที่มีความละเอียดเป็นขั้นตอนลงไป เริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา ตามลำดับ

 

“ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ เป็นผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณห้า บำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวนชวนให้กำหนัด ด้วยเสียงทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยหู ... ด้วยกลิ่นทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยจมูก ... ด้วยรสทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยลิ้น ... ด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวนชวนให้กำหนัด ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้ เป็นการเล่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ”

 

อุปาลีสูตร

 

...สมาธิในธรรมวินัยนี้ เป็นของเล่นของดี มีชันดีหลายอย่าง ให้เราเลือกเฟ้นได้ ให้เราเลือกอยู่ได้มากมายกว่าเรื่องของกาม….

 

 

การพัฒนาเริ่มได้จากจุดเล็กๆ

 

การฟังธรรมฟังแล้วให้เกิดความเย็นใจ ให้เกิดการพัฒนา ความเย็นใจที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาในธรรมะข้อต่างๆของเรา แน่นอนตอนแรกฟังอาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จุดนั้นจุดนี้ ฟังดูพิจารณาดู จุดที่เข้าใจมันน้อยนิดเดียวตอนแรกๆ

 

...การพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้ แม้จากจุดที่เราคิดว่ามันไม่ได้มากเท่าไหร่ นิดเดียว จากจุดเล็กๆนี่แหละ สามารถมีการพัฒนาทำให้มันดีขึ้นได้ ...

 

“ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตรและคูถของตน ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นของเด็กอ่อนอย่างเต็มที่สิ้นเชิงมิใช่หรือ ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ย่อมเล่นเครื่องเล่นทั้งหลายที่เป็นของเล่นของพวกเด็กๆ คือ เล่นไถน้อยๆ เล่นตีไม้หึ่ง เล่นกังหันไม้ เล่นกังหันใบไม้ เล่นตวงทราย เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้ เป็นการเล่นดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ…”

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้กับเด็กแบเบาะ ยังนอนจมมูตรจมคูถของตัวเอง จังหวะที่ไม่มีใครดูแลก็จะเล่นมูตรหรือคูถนั้น แต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะเล่นของเล่นแทน พอโตขึ้นมาอีกก็จะไม่เล่นเครื่องเล่นนี้แล้ว มาเล่นอะไรที่จะมีความสุขทางตาหูจมูกลิ้นหรือกาย เป็นกามสุขที่ละเอียดประณีตขึ้นไป

 

เราดูตัวเราเองให้ดี ชีวิตที่ผ่านมาของเราเป็นอย่างนั้นมั้ย จริง พอโตขึ้นก็เปลี่ยนแปลงไป ของเล่นที่เราเคยชอบเคยมีมา เราไม่ได้กลับไปเล่นอีกแล้ว เราไม่ได้ไปเอาสิ่นั้นแล้ว เพราะว่ามันมีการพัฒนามาแล้ว คนเราโตขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงไป

 

อันนี้พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้กับในธรรมะวินัยนี้ การพัฒนาสามารถทำให้มีได้ คนเราพัฒนากันได้ พัฒนาจากเรื่องเล็กๆน้อย ถ้าเราได้เคยได้ยินได้ฟังธรรมะ แล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เอาตรงส่วนที่เข้าใจแม้บ้างเล็กน้อย เอาตรงที่ได้ก็พอ ตรงที่ไม่่ได้ยกไว้ก่อน เอาตรงที่ได้ ลองทำดู ลองพัฒนาดู

 

 

พัฒนา ภาวิตา ภาวนา

 

พัฒนามาจากคำว่า ภาวิตา แปลว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ ก็คือการพัฒนานั่นเอง ทำให้จากที่มันไม่มีมามีบ้างน้อยๆก็ตาม เอาให้มันมีสักหน่อยนึง ทำจากที่มีน้อยแต่มัยนังไม่ดี ก็ค่อยพัฒนาทำให้มันดีมีมากขึ้น จากที่มันมีอยู่แล้วพอประมาณ พัฒนาต่อไปอีกให้มันได้เต็มเปี่ยมขึ้นมา จากที่เต็มเปี่ยมมีเต็มอยู่แล้ว พัฒนาขึ้นไป รักษามันให้ดี พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ว่า เวลาที่คนฟังธรรม ส่วนที่เราเข้าใจมีนะ ส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี ส่วนที่เราเข้าใจ เราก็เอามาประพติปฏิบัติลองทำดู มันอาจจะทำได้นิดหน่อย ก็เอาตรงนิดหน่อยนั้นแหละ แล้วค่อยพัฒนาเอา

พัฒนาจนกระทั่งว่ารักษาศีลได้ดี เราดูอานิสงส์ของการรักษาศีล พิจารณาดูตรงนี้ก็พอ ว่าเวลาที่เราทำธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้นได้ ยังไม่ต้องพูดเรื่องทางจิต เอาทางกายทางวาจา เช่นมีศีล รักษาไว้ได้เป็นปกติ ดูอานิสงส์ของคนที่มีศีลกับการที่ไม่มีศีล จะเห็นอานิสงส์คือศีลนั้นจะรักษาเรา

เราค่อยๆ พัฒนาจากเรื่องง่ายๆ ศีลทำให้เป็นเรื่องปกติขึ้นมา ทำดีแล้วเห็นอานิสงส์แล้ว จะไม่อยากไปทำผิดศีลแบบเดิมอีก ไม่อยากกลับไปทางเดิมอีก เหมือนเด็กที่เขาเล่นของเล่นน้อยๆ ก็ไม่อยากไปเล่นอุจจาระแบบเด็กทารกเขาทำกัน เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

พอเราพัฒนาขึ้นไปอีก จากศีลจะมีอานิสงส์ทำให้เกิดความไม่ร้อนใจ จิตจะเริ่มมีความระงับลง เพราะว่ากายมันระงับลงจากสิ่งที่เป็นอกุศล เหลือแต่การปรุงแต่งทางกายทางวาจาชนิดที่เป็นกุศล จิตนั้นก็มีความระงับลงจากความเร่าร้อนต่างๆ มีความไม่ร้อนใจเป็นอานิสงส์ นั่นคืออานิสงส์ของศีล เวลาที่เราจะไปทำสามธิหรือพยายามทำจิตให้สงบบ้าง มันจะทำได้ นี่จะเป็นอานิสงส์ขึ้นมา

พอคนที่ทำสมาธิได้ แค่สำรวมอินทรีย์ได้ พอที่จะเห็นความสงบบ้าง แม้เล็กน้อยสั้นๆก็ตาม ไม่ต้องเอามาก เอามาที่เดียวพอ คนที่รักษาศีลเขาจะทำได้นะ แต่ถ้าคนที่รักษาศีลไม่ได้แบบพระเจ้าอชาตศัตรู จะทำจิตให้สงบแม้นาทีเดียวก็ไม่ได้ จะมีความร้อนใจสะดุ้งใจอยู่ตลอด

ถ้าเราไม่ได้ทำอนันตริยกรรมมา อาจจะผิดศีลตรงนั้นตรงนี้ ตั้งใจใหม่เอา สมาทานใหม่ แล้วทำให้เป็นปกติ มาสักระยะหนึ่ง มันจะมีความไม่ร้อนใจเป็นอานิสงส์ เราสามารถที่จะสำรวมอินทรีย์ได้ ทำจิตให้สงบได้บ้าง มาพิจารณาดูแค่ตรงนี้ ทำจิตได้บ้าง 1 นาที 5 นาที พอทำได้ ลองดู แค่เอาส่วนนี้เปรียบเทียบกับความสุขทางกาม

บางครั้งรักษาศีลยังถูกเคี้ยวกินด้วยกามอยู่ ยังมีกามอยู่ ความสุขทางกามถ้าเปรียบเทียบจากความสุขจากในภายใน คนที่ถ้าได้ความสุขจากความสงบบ้าง ไม่ต้องเอามาก เปรียบเทียบระหว่างไปพักผ่อนวันหยุด จากการไปเที่ยวผับ พอโตขึ้นก็เปลี่ยนไปทะเลสงบๆ มีความสุขที่ละเอียดลงไป

ถ้าเราทำสมาธิได้อย่างเต็มที่ ชนิดที่เรียกว่าเป็นกอบเป็นกำ ยังไม่ต้องเอาสมาธิอะไรมาก เอาแค่ขั้นที่ 1 พอ เป็นสมาธิชนิดที่ยังมีความคิดอยู่ อาจจะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าได้ปิติมีสุขเกิดขึ้น เป็นความอิ่มเอิบใจสบายใจอยู่ในภายใน มันว๊าปขึ้นมาทั่วทั้งกาย ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายที่ไม่ได้มีปิติไม่มีสุขถูกต้องไม่มีเลย มันเป็นอยู่ในภายใน เหมือนกับดอกบัวที่ชุ่มแช่อยู่ในน้ำตั้งแต่รากจนถึงผลดอกมันเลย ส่วนใดส่วนหนึ่งของดอกบัวที่น้ำไม่ถูกต้องไม่มี

เหมือนกับคนที่มีปิติเกิดขึ้นในกาย ทำสมาธิได้เป็นเรื่องเป็นราวแล้วนะ ยังมีความนึกคิดอยู่บ้างก็ธรรมดา แหมสมาธิมันดีมากๆเลย หวนคิดถึงทีไร บางทีก็น้ำตาไหล ดีใจที่เรามีความสุขแบบนี้ ถ้าจะไปเอาความสุขแบบเก่า ก็สุขไม่เท่าปิติ ไม่เท่าความสุขในภายใน นี่ยังมีความละเอียดลงมาแล้วนะ มีการพัฒนาขึ้นมาแล้วนะ มาเล่นของเล่นของพระอริยเจ้า สมาธิเป็นเครื่องอยู่ ขั้นแรกที่มีปิติสุข สมาธิแบบมีความคิดมันก็ดีมากๆแล้ว อิ่มทิพย์อิ่มใจ เหมือนกับเด็กโตขึ้นมาแล้ว ไม่ได้มาเล่นของเล่นของเด็กน้อยแล้ว

ที่นี้สมาธิก็มีที่ละเอียดลงไปอีก เพราะว่าสมาธิที่มีความคิดบางทียังมีอาพาธคือความไม่ดี เหมือนคนสุขภาพดีๆอยู่ ก็จะมีปวดหลังไหล่ มีอาพาธในสุขภาพที่ดีนั้น ก็จะพัฒนาไปสู่สมาธิแบบไม่มีความคิด ละเอียดขึ้น เป็นการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับที่ 2 อยู่แบบนิ่งๆเย็นๆ อยู่กับปิติสุข ทำวิตกวิจารณ์ให้ระงับไป พอทำได้ก็จะพยายามเข้ามาสู่ตรงนี้เสมอ มันดีกว่าละเอียดลงไป มีการพัฒนาขึ้น

ตรงนี้เราจะเริ่มสังเกตุได้ว่า แม้เจ้าปิติสุขเองก็ตาม มันก็ยังเป็นความหวั่นไหว เป็นความกระเพื่อม ที่ทำให้เราต้องอยากได้บ้าง มันเป็นการปะทุขึ้นมา เราจะเริ่มเห็นว่า ตรงนี้ก็เป็นอาพาธของมัน เราจะทำอย่างไง ที่มันจะต้องกระเพื่อมขึ้น อยากจะให้มันแบบนิ่งๆ ระงับลงไปอีกเย็นๆไป เย็นลึกลงไปอีก ต้อง อุเบกขา คือความวางเฉย ให้มีอุเบกขาแม้ในปิตินั้นแม้ในสุขนั้น

ถ้าเราพยายามที่จะวางอุเบกขาในปิติสุขนั้นได้ เราจะเหลือแต่ความวางเฉยคืออุเบกขาไว้ มันละเอียดลงมา ระงับกว่า ระงับเย็นลง ไม่ได้เป็นการปะทุขึ้นเหมือนปิติหรือความคิดนึกใดๆ ไม่ต้องการปิติสุขแล้ว ละเอียดลง เลื่อนขึ้นไป

สังเกตุดีๆ คนที่ได้อุเบกขาจะมีสุขอยู่ในภายใน เพราะอุเบกขาก็จะมีสุขมาด้วย ถ้าสังเกตุให้ดีสุขนั้นเขาปาดออกเหลือแต่อุเบกขาล้วนๆ ยิ่งละเอียดลงไป มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับๆ นี่คือบุคคลที่มีอุเบกขาล้วนๆคือฌานที่ 4 แล้วนะ ไม่ใช่ระดับที่ 4 ที่มันยังเกี่ยวเนื่องด้วยรูปด้วยกายอยู่ เอาระงับลงไปอีก ให้กว้าล่วงปฏิฆะสัญญา การทำในใจไว้ซึ่งรูปต่างๆ เหลือความที่ไม่มีรูปแล้ว มีอะไร ก็เป็นการรับรู้วิญญาณ เป็นอากาศต่างๆ

 

...สมาธิในธรรมวินัยนี้ ของเล่นของดี มันดีหลายอย่าง ให้เราเลือกเล่นได้ เราเลือกอยู่ได้ มากมายกว่าเรื่องของกาม…

 

ในทางใจ ถ้าเราได้สมาธิชนิดที่ละเอียดลึกลงไป เป็นขั้นๆ มันจะดีกว่ามาก มันจะมีความหลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องของศีลหรือสมาธิ ยังรวมถึงเรื่องของปัญญา ปัญญาในการที่จะเห็นตามความเป็นจริง แหลมคม เฉียบคม สามารถพิจารณาผัสสะอะไรต่างๆ มีกามอาจจะเลิศหรู แจกแจงไปมากเท่าไหร่ ปัญญาแจกแจงตามประกบติดกามได้หมดทุกอย่าง

เพราะว่าถ้ามีสมาธิจากการที่เรามีศีลไว้อย่างดี พยายามตั้งสติขึ้น มีสมาธิเกิดขึ้นแล้ว เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นกามด้วยปัญญา ปาดมันลงไป พิจารณาดูดีๆ คนที่มีปัญญาจะเห็นข้อเสียของมันด้วย และยังเห็นอุบายในการนำออก คนที่มีปัญญาเห็นแล้ว จะสามารถเห็นด้วยว่า ฉันเพลินไปแล้ว มีสติรู้แล้ว ยังรู้ถึงโทษของมันที่ทีอีกหลายอย่าง ยังรู้อุบายในการที่จะออกจากความลุ่มหลงนั้นด้วย

 

…..กามมีเท่าไหร่ ปัญญามีมากขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณ…

 

จากอะไรปัญญานี้ ก็จากสมาธิที่เกิดขึ้น สมาธิขั้นไหนก็ได้ ทำให้มีความละเอียดลง มีการพัฒนายิ่งๆขึ้นไป สามรรถเอาตรงนี้เป้นเครื่องอยู่ สมาธิปัญญามรรคแปด ก็คู่กันไปหมด อยู่ในนนี้หมด มันเข้าผสมกัน กวนแล้วกวนอีก พัฒนาปรับปรุงให้มันดี จนเป็นบริกรรม จะพัฒนาจิตของเราให้ค่อยๆ ดีขึ้น

 

“ภาวิตา พหุลีกตา”

 

พุทธพจน์

 

...การพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้ แม้จากจุดเล็กๆ สามารถทำให้ดีขึ้นได้ เราจะพัฒนาจิตของเราให้ค่อยๆดีขึ้น จากการฟังธรรมแม้น้อยเล็กนิดเดียวนี่แหละ เข้าใจจุดไหนเอาจุดนั้น น้อยนิดเดียวค่อยๆทำเอา มันจะค่อยมีการพัฒนามากขึ้น มีความดีขึ้น เป็นภาวิตา เป็นการภาวนา เป็นการทำให้เจริญ...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง