จงเป็นผู้เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร

  • ความยึดถือที่มีในสิ่งใด ถ้าเรามีความยึดถือในสิ่งนั้นน้อย ต่อให้เรื่องใหญ่ ก็แก้ได้ ปรับปรุงได้ เป็นผู้ที่เรียกว่า “รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น” แต่ถ้ามีความยึดถือมาก ในเรื่องแม้เล็กน้อยนิดเดียว ความยึดถือที่มากนั้น จะทำให้กำลังจิตน้อย ความยึดถือจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตของเรา ทำให้มีความหยาบ มีความกระด้างโผล่ออกมาทางกายทางวาจา
  • ข้อสังเกตของบุคคลที่มีความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง
  • เราจะต้องมีการเตือนตนด้วยตนอยู่เสมอ คนที่จะเตือนตนด้วยตนได้จะต้องมีหิริโอตัปปะ
  • บุคคลใดก็ตามที่เอื้อเฟื้อรับฟังด้วยความเคารพหนักแน่น แก้ไข ปรับปรุงตัวเอง มีหิริโอตัปปะ พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็น “ผู้ที่เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร”
  • ลักษณะสาวกแห่งพระศาสดา

 

“...สิ่งนี้เป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลาย และสิ่งนี้เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลาย. ดังนี้เป็นต้น; สาวกแห่งศาสดานั้น ย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตกำหนดเพื่อรู้ทั่วถึง และไม่แกล้งทำให้ผิดจากคำสั่งสอนของศาสดาไปเสีย.

อานนท์ ! อย่างนี้แล สาวกชื่อว่า ผู้เรียกร้องกะศาสดาในฐานะแห่งความเป็นมิตร ไม่เรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรู

อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงเรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นมิตรเถิด อย่าเรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรูเลย. ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลายตลอดกาลนาน.

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่.

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่มีหยุด.

อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด.

ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้เอง แล.”

จาก มหาสุญญตสูตร [355]

 

...เปรียบเทียบระหว่าง 2 กรณี คนที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น กับ คนที่ไม่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น ถ้าเรื่องที่เตือนมันยิ่งใหญ่มาก สำคัญมาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เตือนแล้ว เรารับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น อันนี้แก้ได้ ต่อให้มันยิ่งใหญ่ปานไหน คอขาดบาดตายเท่าไหร่ แก้ได้ เพราะว่าเราเป็นรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น เครื่องผูกรัดความผิดพลาดนั้น จะเป็นของที่หย่อน ไม่มีกำลัง

 

แต่ถ้าตักเตือนอะไรด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม...ก็ไม่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น กลับมีความคิดว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำไมจะต้องมาบอกมากล่าว มีความเครียดแค้น มีความไม่พอใจ เรื่องเล็กน้อยนิดเดียวทำให้ความยึดถือ ความรึงรัดกลายเป็นเครื่องผูกที่มั่นคงขึ้นมา…

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเล็กน้อยก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เรามีความยึดถือในสิ่งนั้นมากหรือน้อย ถ้าเรามีความยึดถือในสิ่งนั้นน้อย ต่อให้เรื่องใหญ่ แก้ได้ ปรับปรุงได้ เป็นผู้ที่เรียกว่า “รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น” สิ่งนั้นจะไม่ได้เป็นแก่นแข็ง เป็นก้อนขึ้นมา จะไม่มีกำลัง...แต่ถ้ามีความยึดถือมาก ในเรื่องแม้เล็กน้อยนิดเดียว ความยึดถือที่มาก ทำให้จิตใจของเรามีกำลังอ่อน มีพลังน้อย ใจไม่ได้เป็นเอก มีใจเล็ก ไม่ได้มีใจใหญ่เหมือนกับช้างพันธุ์อุโบสถ แต่ด้วยความที่มียึดถือมาก พลังใจอะไรต่าง ๆ มันก็น้อย กลายเป็นมีกำลังน้อยเหมือนนางนกมูลไถ ลฑุกิโกปมสูตร เรื่องพระอุทายี [177] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

“พอจิตที่มีความยึดถือมาก ทำให้จิตนั้นมีความกระด้าง พอจิตมีความกระด้างมีแก่นแข็ง เพราะความยึดถือมันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตของเรา เราจะมีความหยาบ มีความกระด้างขึ้นมาทันที ความหยาบความกระด้างที่เกิดขึ้นในจิตทำให้มันโผล่ออกมาทางกายทางวาจา เราจะสังเกตได้จากคำพูดของบุคคลที่มีความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะมีวาจาที่กระด้าง จะมีการพูดพล่าม มีการยกตัว ลบหลุู่คุณของคนอื่น มีความจองหอง มีความฟุ้งเฟ้อ แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นผู้มีความปรารถนามาก เป็นผู้มักมากแน่นอน

...พระพุทธเจ้าได้เคยบอกไว้ว่า คนแบบนี้ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้แล้ว จะไม่ได้มีความเจริญงอกงามขึ้นได้ วันคืนที่ผ่านไปก็จะมีแต่เสื่อมลง ๆ เปรียบเทียบเหมือนพระจันทร์ในข้างแรม ก็จะมีแต่เล็กลง ๆ ความสว่างก็ลดลง ๆ ความดีอะไรต่าง ๆ ก็น้อยลง ๆ ความยึดถือที่มีมากแม้ในสิ่งเล็กน้อย

พระพุทธเจ้าเคยเตือนเอาไว้ว่า ถ้าบอกอะไรสอนอะไรแล้ว แกล้งทำเป็นอย่างอื่น ไม่ได้จะใส่ใจทำตาม แต่ทำตรงข้าม ไม่ฟังให้ดี แกล้งทำให้ผิดไปจากที่สอน สิ่งนี้คือ เรียกร้องกันด้วยความเป็นศัตรู ไม่ได้ว่าจะเอื้อเฟื้อเชื่อฟัง ไม่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น นี้จะเป็นศัตรูกัน นี้เป็นเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน คนที่เป็นศัตรูกันก็จะมุ่งร้่าย เครียดแค้นไม่พอใจให้กัน ไม่มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่มีความรักใคร่กันเป็นอยู่ จิตเขาก็ยิ่งหยาบลงไปอีก หนาขึ้นอีก เครื่องผูกรัดก็ยิ่งเหนียวแน่นขึ้นไปอีก ความกระด้างความหยาบก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก คุณธรรมต่าง ๆ ก็เสื่อมลง ๆ”

 

“เธอจงตักเตือนตนด้วยตน จงพิจารณาดูตนนั้น ด้วยตน, ภิกษุ เธอนั้นมีสติ ปกครองตนได้แล้ว จักอยู่สบาย. ตนแหละ เป็นนาถะของตน, ตนแหละ เป็นคติของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตนให้เหมือนอย่างพ่อค้าม้า สงวนม้าตัวเจริญฉะนั้น.”

 

จาก เรื่องพระนังคลกูฏเถระ[261] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) เป็นตัวอย่างของภิกษุในสมัยพุทธกาล ที่พอบวชมาแล้วมีลาภสักการะ มีอาหารการกินดี ใจก็เห่อเหิม พองโตขึ้นมา ใครเตือนใครว่าอะไรก็ไม่ฟัง ไม่เชื่อ พอในสมัยต่อมาคุณความดีของตนก็ลดลง ๆ จึงมีความอยากที่จะสึกไปเป็นฆราวาส แต่ว่าภิกษุรูปนี้เขาไป “เตือนตนด้วยตน” ก็คือ โจทก์ตัวเอง โจทก์ว่าเรามีความดีอะไร เรามีความชั่วอะไร โจทก์ดู พิจารณาดู มีหิริโอตัปปะรึไม่ พิจารณาใคร่ครวญอยู่หลายวัน หลายเที่ยวในการที่พิจารณาเตือนตัวเองในความดีหรือความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้ามีหิริโอตัปปะ เตือนตนด้วยตน ก็จึงสามารถแก้ไข ทำจิตที่มันไม่ดี มีความลบหลู่คุณท่าน มีความมักมาก ยกตน มีมารยา มีความคิดที่กระสันอยากจะสึก ก็แก้ไข ปรับปรุงตัวเอง ให้มีความดีความงามขึ้นมาได้

 

“เราจะต้องมีการเตือนตนด้วยตนอยู่เสมอ คนที่จะเตือนตนด้วยตนได้ แล้วจะแก้ไขตัวเองให้ดีได้ เขาจะต้องมีหิริโอตัปปะ คือ ความกลัวและความละอายต่อบาป เช่น บุคคลที่พระพุทธเจ้าเตือนนิดเดียว ขนลุกซู่ หลังร้อนเลยว่า ทำไมต้องให้พระพุทธเจ้าเตือนด้วยเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ด้วย เราให้รีบแก้ไข ๆ เพราะว่าด้วยความกลัวของเขากลัวต่อบาป...หิริโอตัปปะที่มีมาก ความผิดแม้เล็กน้อย รีบแก้ไขเลย...เวลาที่มีนักปราญช์มาเตือน เราต้องรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น ให้มีการน้อมเขาสู่ตัวเอง ให้มีหิริโอตัปปะ จะทำให้เรานั้นสามารถที่จะเป็น “ผู้เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร” ได้

บุคคลใดก็ตามที่เอื้อเฟื้อรับฟังด้วยความเคารพหนักแน่น แก้ไข ปรับปรุงตัวเอง มีหิริโอตัปปะ พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นผู้ที่เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร เงี่ยหูฟังอย่างดี ตั้งจิตเพื่อที่จะรู้ถึงรายละเอียดต่าง ๆ ไม่แกล้งปฏิบัติให้ผิดไปจากคำสอน เป็นมิตรกัน

 

ตัวเราเองก็เหมือนกัน...ให้เป็นคนที่นุ่มนวล มีความมักน้อย สันโดษ มีการไม่ยกตน ไม่ลบหลู่คุณท่าน มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่มีความรักใคร่กันเป็นอยู่ ให้มีเมตตา ให้เป็นคนตรง มีใครว่าอะไรเราก็อดทนเอา ฟังดูว่ามันมีเหตุมีผลมั๊ย รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น โจทก์ตนด้วยตนดู โจทก์แล้วตักเตือนตัวเอง พิจารณาดู...ให้มีสติ มีหิริโอตัปปะ ความกลัวความละอายต่อบาปนี่แหละ เป็นที่พึ่งของเรา เราพึ่งตนพึ่งทำอยู่ด้วยสติแบบนี้ ปฏิบัติตามมรรค 8 ทำจิตของเราให้มีความเป็นมิตรกับพระศาสดา รับฟังด้วยความเคารพหนักแน่น ไม่มีความเครียดแค้นในผู้ที่บอกกล่าวตักเตือนสั่งสอนหรือโจทก์หรือทิ่มแทงทำร้ายอย่างใดก็ตาม แต่ให้เป็นคนที่มีปัญญา เป็นคนที่ไม่กระด้าง มีใจคอมั่นคงดี คนแบบนี้ได้ชื่อว่า ไม่ออกไปนอกธรรมวินัย อยู่ในธรรมวินัยนี้ คืนและวันของเราก็จะผ่านไป ๆ ด้วยการที่มีธรรมะเจริญขึ้น ๆ เหมือนดวงจันทร์ในคืนข้างขึ้น ผ่านไปแต่ละคืนแต่ละวันก็สว่างขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความแจ่มจรัสมากขึ้น”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "มหาสุญญตสูตร (122)" พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

อ่าน "ลฑุกิโกปมสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

อ่าน "เรื่องพระนังคลกูฏเถระ [261]" อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ 25

อํ.๒๑/๓๓/๒๖.

ทรงรับรองภิกษุแต่บางรูป ว่าเป็นคนของพระองค์

ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใดเป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม ยกตัว จองหอง ใจฟุ้งเฟ้อ ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่เป็นคนของเรา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้นได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้เสียแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ได้เลย.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด ไม่เป็นคนหลอกลวง ไม่พูดพล่าม มีปัญญา เป็นเครื่องทรงตัว ไม่กระด้าง ใจคอมั่นคงดี. ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็น คนของเรา. ภิกษุ ท.! ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้ และย่อม เจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.

ฟัง "ธุลีในดวงตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฟัง "เนกขัมมะความสุขที่เหนือกาม" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฟัง "ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฟัง "สากัจฉาธรรม-วิธีละอุปกิเลส ๑๖ อย่าง" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2558

ฟัง "หิริโอตตัปปะอันเป็นอุปนิสัย" เผยแพร่ทาง YouTube Channel เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2559

ก่อนหน้า