โน้มน้าวมาสู่ธรรมะ

  • ใช้ตาลปัตรเพื่ออะไร ในสมัยพุทธกาลมีใช้หรือไม่
  • เพื่อให้ละหรือเลิกความอิจฉาริษยาบุคคลอื่นๆ ต้องทำอย่างไร
  • การโน้มน้าวให้คนในครอบครัวหันเข้าหาธรรมะ ควรจะทำอย่างไรได้บ้าง

 

คำถาม 1: เหตุใดต้องใช้ตาลปัตรเพื่อยกขึ้นบังหน้าในเวลาสวด ในพุทธกาลมีใช้หรือไม่

คำตอบ 1: คำว่า “ตาลปัตร” หรือ “ตาลิปัตร” เป็นคำมาจากภาษาบาลีว่า ”ตาล” และ “ปตฺต” ซึ่งแปลว่า ใบตาล โดยที่ใบตาลนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้บังแดดและใช้พัดลมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็มีการใช้พัด ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์และท่านพระสารีบุตรถวายงานพัดให้ เพราะฤดูร้อนในอินเดียจะมีแมลงค่อนข้างมากและเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อน

โดยคำว่า “พัด” ที่ภาษาบาลีเรียกว่า “วิชนี” นี้มีความหมายว่า เครื่องโบกหรือเครื่องกระพือทำให้เกิดลม ภายหลังเพี้ยนคำมาเป็น “พัชนี” และตัดคำจนเหลือคำว่า “พัด” เท่านั้น

“ตาลปัตร” หรือบางแห่งก็ใช้คำว่า “ตาลวิชนี” หรือ  “วาลวิชนี” (ที่เดิมหมายถึง เครื่องพัดโบกสำหรับผู้สูงศักดิ์ เช่น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระราชา) ซึ่งก็หมายถึง สิ่งที่ใช้พัดวีเช่นเดียวกันจะต่างกันก็ตรงวัสดุที่ใช้ คือ ตาลปัตรทำด้วยใบตาล แต่วาลวิชนีอาจจะทำด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น ผ้าแพร ขนนก ขนหางสัตว์ เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อน “พัด” ที่พระถือกันอยู่สมัยแรกทำด้วยใบตาลจึงเรียกว่า “ตาลปัตร” ต่อมาแม้จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นวัสดุอื่นหรือตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารอย่างไรก็ยังเรียก “ตาลปัตร” อยู่เช่นเดิม และถือเป็นสมณบริขารอย่างหนึ่งของพระสงฆ์

ทั้งนี้ ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตของการนำตาลปัตรใช้ยกขึ้นบังหน้า ดังนี้

  • ใช้เพื่อกันกลิ่นเหม็นของศพที่เน่าเปื่อย แต่ไม่ใช่เพื่อบังหน้าเวลาเทศน์ เนื่องจากพระสงฆ์ในสมัยโบราณจะต้องบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร ดังนั้นท่านจึงต้องใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังจมูกกันกลิ่น
  • เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ฟังธรรมเกิดความกำหนัด อันเกิดจากความหลงในรูปหรือติดในรูปของพระสงฆ์ผู้แสดงธรรม เนื่องจากสภาพจิตใจของผู้ฟังธรรมมีหลายระดับ ดังเรื่องเล่าที่ว่า พระสังกัจจายน์ พระสาวกที่สำคัญรูปหนึ่ง ท่านมีรูปงามหรือพูดง่ายๆ ว่าหล่อมาก ขณะที่แสดงธรรมโปรดอุบาสก อุบาสิกาอยู่นั้น ทำให้สตรีบางคนหลงรักท่านอย่างมาก และด้วยภาวะจิตที่ไม่บริสุทธิ์ของสตรีเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดบาปขึ้น เมื่อท่านรู้ด้วยญาณ จึงได้อธิษฐานจิตให้ตัวท่านมีรูปร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยกลายเป็นไม่งามอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน และเป็นเหตุให้พระสงฆ์ต้องหาเครื่องกำบังหน้าเวลาเทศน์หรือประกอบพิธี เพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ฟังแต่ธรรมจากท่านเท่านั้น มิใช่มัวแต่มองหน้าหรือหลงรูป
  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประทานความเห็นไว้ว่า ความคิดที่ให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา เพราะมีพุทธประวัติปรากฏใน “ปฐมสมโพธิ” ซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกาโดยพระพุทธรักขิตาจารย์ กล่าวถึงเทพบริวารสององค์ที่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ คือ สันดุสิตเทวราชจะถือพัดที่เรียกว่า วิชนี ที่มีรูปร่างคล้ายพัดใบตาลอยู่เบื้องขวา และสยามะเทวราชทรงถือจามร (แส้) อยู่เบื้องซ้ายเพื่ออยู่งาน และอาจเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูงที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระพุทธองค์ด้วย  และเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่หลายและเป็นที่เลื่อมใสกันในยุคนั้นทั้งในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และไทย จนเป็นที่เชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่ได้บวชเรียนในลัทธิลังกาวงศ์จะต้องมีความรู้ทางพระศาสนาลึกซึ้งมากกว่าพระสงฆ์ที่บวชในลัทธิอื่นที่มีมาแต่เดิม ดังนั้นพุทธศาสนิกชนในไทยที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์ก็ย่อมรับเอาพิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์ เพราะท่านว่าจากตรวจสอบศึกษาศิลปะอินเดียโบราณสมัยต่างๆ โดยเฉพาะจากประติมากรรม ยังไม่พบรูปพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระสมณะ ถือตาลปัตรเลย

อย่างไรก็ตาม บริขารของพระ หมายถึงเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นของภิกษุซึ่งมีทั้งหมด 8 อย่าง เรียกว่า “อัฐบริขาร” หรือ บริขาร 8 ก็ได้ ซึ่งไม่ได้รวมเอาตาลปัตรไว้เลย จะมีคำนิยมที่มักใช้กันว่า "ผ้า 4 เหล็ก 3 น้ำ 1" โดยที่

  1. ผ้า 4 คือ สบง จีวร สังฆาฏิ ประคดคาดเอว
  2. เหล็ก 3 คือ บาตร มีดโกน เข็ม
  3. น้ำ 1 คือ ธมกรก (ที่กรองน้ำ)

- - - ตอบคำถาม : คุณสุจินต์ จูจ้าย

 

คำถาม 2: จะทำอย่างไรให้สามารถละความอิจฉาริษยาได้ เนื่องจากสังเกตว่า ตัวเองเป็นคนที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในเรื่องต่างๆ ทำให้เกิดความรุ่มร้อนใจ บางครั้งทำให้เกิดความพยาบาทในบุคคลนั้นๆ และคิดถึงบุคคลนั้นๆในแง่ไม่ดี ปรุงแต่งไปในทางที่ไม่ได้หวังดีกับคนๆนั้น จะทำอย่างไรให้เลิกอิจฉาริษยาหรือเลิกคิดถึงบุคคลนั้นๆได้ ตอนนี้สิ่งที่พยายามทำตามที่พระอาจารย์แนะนำคือ การพยายามนั่งสมาธิ และบริกรรมพุทโธระหว่างวัน เมื่อความคิดที่ไม่ดีปรุงแต่งเกี่ยวกับบุคคลนั้นๆเกิดขึ้นในใจก็จะเอาใจกลับมาอยู่กับพุทโธ นอกจากนี้ต้องทำอะไรอีกเพื่อให้เราสามารถเมตตากับตัวเองและคนๆนั้นได้

คำตอบ 2: อิจฉาริษยา ประกอบด้วย

  • คำว่า “อิจฉา” หมายถึง ความปรารถนา ความอยาก ซึ่งยังไม่เข้าข่ายความเป็นอกุศล และสามารถแก้ได้ด้วย “เมตตา”
  • ส่วน “ริษยา” มาจากศัพท์คำว่า “อิสสา” หมายถึง อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี ทนไม่ได้ที่คนอื่นได้ดี ร้อนรุ่มใจเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า สามารถแก้ได้ด้วย “มุทิตา”

มุทิตา หมายถึงความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุขความเจริญก้าวหน้า ก็พลอยชื่นชมยินดีในสิ่งที่เขาได้รับ ไม่มีความอิจฉาริษยาในความสำเร็จของเขา ทั้งเมตตาและมุทิตานั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้กำจัดเรื่องของกาม เพราะอริยบุคคลทั้งหลายจะมีเครื่องทดสอบที่แตกต่างกันไปดังนี้

  • ความเป็นพระโสดาบัน จะถูกทดสอบด้วยเรื่องศีลและศรัทธามาเป็นเครื่องทดสอบ
  • ความเป็นพระอนาคามี จะถูกทดสอบด้วยเรื่องของกามฉันทะและปฏิฆะว่าเรามีใจคล้อยไป ยินดี พอใจ หรือรุ่มร้อน ซึ่งต้องอยู่ได้ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และจิตที่เป็นสมาธิที่เป็นเรื่องสำคัญ
  • ความเป็นพระอรหันต์ จะถูกทดสอบด้วยความเป็นตัวตน ความเป็นอนัตตา ความไม่เที่ยง

การเห็นว่าตนเองมีความริษยาผู้อื่น แสดงว่าเรามีสติแล้ว อีกทั้งยังมีการทำสมาธิอยู่เป็นประจำ ก็ให้ค่อยๆฝึกเป็นขั้นตอนไปเพื่อจิตที่เป็นสมาธิ ละนิวรณ์ ทำเมตตาและและมุทิตาให้เกิดขึ้น และสร้างเหตุปัจจัยในการรักษาศีลให้เป็นไปเพื่อสมาธิ เช่น การรู้ประมาณในการบริโภค การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การอยู่เสนาสนะอันสงัด เป็นต้น เราต้องฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสอให้มีสติตั้งขึ้น มันจะค่อยๆพัฒนาให้ดีขึ้นมาได้

 

คำถาม 3: หลังจากได้เริ่มปฏิบัติธรรมแล้ว ทำให้ใจมั่นคงขึ้นมากๆ และสามารถแก้ไขปัญหาของความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนในครอบครัวได้ดีขึ้นมากๆ แต่บางครั้งบิดามารดาก็ยังทะเลาะกัน ทำให้เราอยากจะช่วยเหลือเขาให้ไม่ทุกข์ เช่น พ่อจะเป็นคนที่ผูกพยาบาทกับคนมาก บางครั้งก็จะชอบพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับคนต่างๆในแง่ร้ายขึ้นมา หรือการที่แม่ต้องการให้พ่อเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทุกข์ใจกังวลใจ ควรจะทำอย่างไรให้สามารถค่อยๆทำให้เขามีจิตใจที่ดีขึ้นได้ การโน้มน้าวให้คนในครอบครัวเข้าหาธรรมะจะทำอย่างไรได้บ้าง

คำตอบ 3: แนวทางหลักที่จะโน้มน้าวให้คนในครอบครัวเข้าหาธรรมะได้ มีดังนี้

  1. เราต้องมีศรัทธา ความมั่นใจในตัวพ่อแม่ ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ นั่นคือ “สังโฆ” หรือ ความศรัทธาในหมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
  2. พยายามทำในทุกวิถีทางเพื่อประดิษฐานให้ท่านตั้งอยู่ในความดี รักษาศีล ปฏิบัติตนตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ
  3. ยึดแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ อันได้แก่ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
  4. เป็นหน้าที่หนึ่งของบุตรที่พึงปฏิบัติต่อบิดามารดา ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณของท่านที่พอจะเสมอกันได้

- - - ตอบคำถาม : คุณเจน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "ลงกันได้สนิทด้วยศีล และทิฏฐิ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560