พุทโธ พุทโธ พุทโธ

  • พุทโธ คือ ความรู้ในลักษณะที่ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ ความรู้นี้ คือ ปัญญา
  • รู้แล้วนิ่งไว้ รู้แล้วสักแต่ว่ารู้ รู้แบบนี้แหละ คือ พุทโธ
  • รู้แล้ว ไม่ได้มีความคิดนึกให้เป็น เวทนา สัญญา ปรุงแต่งให้เป็นสังขาร จับฉวยจับยึดให้เป็นวิญญาณ ไม่ได้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งห้า ความรู้นี้แหละ เรียกว่า พุทโธ
  • จิตที่เป็นพุทโธนั้นมีอยู่
  • ผู้ที่มีขนอันตกสนิท คือ ไม่ขนพอง มีจิตใจที่เย็น คนที่เป็นแบบนี้ เป็นนาบุญอันเลิศ เป็นนาบุญชนิดที่ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า
  • ทำพุทธะคือความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ความแจ่มแจ้งที่ลักษณะที่ทำให้จิตของเรานั้น “รู้สักแต่ว่ารู้”

 

พุทโธ คือ ความรู้นั่นเอง

 

ถ้าเรามารู้ มารับรู้สัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดเป็นความรู้สึก นั่นก็ยังไม่ใช่ พุทโธ ความรู้สึกนั้นก็เป็นเวทนา หรือบางทีเรารับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง รู้ว่าอันนี้เขาเรียกว่าอย่างงี้ รู้ว่าอันนั้นเขาเรียกว่าอย่างงั้น ความรู้นี้ก็ยังไม่ใช่ พุทโธ อันนี้เขาเรียกว่าเป็นสัญญา คือ ความหมายรู้อยู่ บางทีเราเข้าไปรับรู้ถึงการปรุงแต่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ เปลี่ยนแปลงจากสิ่งนี้ไปเป็นสิ่งอื่น ความรู้ในการปรุงแต่งนั้นก็ยังไม่ใช่ พุทโธ มันเป็นสังขาร หรือว่าบางทีเรามาเห็นรูป จับแล้วมีธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม รูปมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างต่างๆ เรามารู้อยู่ตรงนี้ นั่นก็ยังไม่ใช่ พุทโธ นั่นก็เรียกว่าเป็นรูป หรือว่าถ้าเรามีความรู้เกิดขึ้น รู้ในสิ่งนั้น รู้ในสิ่งนี้ นั่นก็ไม่เรียกว่า พุทโธ นั่นเรียกว่าวิญญาณ

พุทโธ คือ รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง รู้แล้วไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในสิ่งนั้นๆ รู้แล้ว รู้อยู่เฉยๆ รู้แล้วสักแต่ว่ารู้ ไอ้ความรู้ที่สักแต่ว่ารู้ ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์นั้นๆ รู้แล้วนิ่งเฉยอยู่ได้ รู้แล้วปล่อยวางได้ รู้แล้วเกิดความรู้อันยิ่งว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ไม่ควรค่าแก่การจะเข้าไปยึดถือ รู้แล้วไม่ให้ความรู้สึก ความหมายรู้ อารมณ์ สัญญาหรือว่าสิ่งต่างๆ นั้นเข้ามากลุ้มรุมตั้งอยู่ในจิต จิตที่มีความรู้แบบนี้แหละ เราเรียกว่า พุทโธ

คุณจะท่องพุทโธอยู่ในใจก็ได้ หรือคุณจะไม่ท่องพุทโธ ก็ไม่มีปัญหา แต่ใจที่มีความรู้ในลักษณะที่ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ รู้ก็สักแต่ว่ารู้ นี่แหละคือ พุทโธ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว แม้จะมีการอุบัติขึ้นของสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม จิตชนิดที่เป็นประภัสสร จิตชนิดที่ไม่ได้มีความเศร้าหมอง ตามอารมณ์ความรู้สึก กิเลสหรือว่าสิ่งใดๆ ที่เป็นอาคันตุกะจรมา จิตที่เป็นพุทโธนั่นอยู่ในใจของเรา

 

เวลาที่มีพุทโธอยู่ในใจแล้ว

 

ถ้าเรามีความรู้ แล้วเราตาม ความรู้นั้นมันเศร้าหมอง เหมือนกับกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมา จะทำให้จิตของเราเศร้าหมองได้ จะมากลุ้มรุมจิตให้มันหนาขึ้นด้วยตัณหา ด้วยกิเลส มันจะเศร้าหมองลงด้วยการครอบงำของอวิชชา จิตที่เป็นแบบนี้ก็ไม่พุทโธแล้วที่นี้

ถ้าเรามารู้ลมหายใจแล้วเราตามลม เป็นต้น เราอาจจะมีความคิด แล้วเราก็เชื่อความคิดนั้น เป็นต้น ที่บอกให้รู้ ไม่ได้ให้ตามนะ ไม่ใช่ว่าให้เชื่อนะ ไม่ใช่ให้คิดไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ แต่ที่บอกให้รู้ คือ พุทโธนี้ คือ รู้แล้วอยู่เฉยๆ ไม่ต้องตามความคิด ไม่ต้องปรุงแต่งไปเป็นเรื่องอื่น ไม่ต้องไปเชื่อความคิดนั้น อาจจะจริงก็ได้ อาจจะไม่จริงก็ได้ ความคิดที่ผ่านมาเข้ามาในใจของเรา ในขณะที่เราพยายามที่จะเข้าถึงความเป็นพุทโธอยู่ในใจ ในขณะที่เราพยายามที่จะตั้งสติขึ้น หรือแม้แต่ในขณะที่เราพยายามฟังเสียงอยู่นี้ ฟังแล้ว ถ้าเราตามความคิด เกลือกกลั้วในอารมณ์ที่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่ใช่พุทโธ นั่นเป็นสัญญา นั่นเป็นสังขาร

 

 

รู้แล้วนิ่งไว้ รู้แล้วสักแต่ว่ารู้ รู้แบบนี้แหละ คือ พุทโธ

 

ถ้าเราฟังแล้ว ฟังเฉยๆ ฟังแล้วเกิดความคิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง รู้ก็สักแต่ว่ารู้ ไม่ได้เชื่อตามความคิดนั้น ไม่ได้คิดไปตามความคิดนั้น ความคิดมันมามันก็ไปของมัน เรารู้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ไปตามความคิด ความคิดมันเกิดขึ้น เดี๋ยวมันก็ไป มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของมัน ความคิดที่ยังไม่มีมา เดี๋ยวมันก็มีมา อารมณ์ความรู้สึกใดๆ ที่มีมาแล้ว เดี๋ยวมันก็ดับไป การที่เรามารู้อยู่ด้วยจิตที่เป็นพุทโธนี่แหละ มันไม่ได้เฉยนะ มันฉลาด ฉลาดด้วยความที่เรารู้เราเห็นว่า เราไม่ต้องตามสิ่งนั้น เราไม่ต้องไปเชื่อในอารมณ์ความรู้สึก สัญญาหรือความคิดต่างๆ เหล่านี้

 

พุทโธ : ผู้ที่เข้าไปรู้ลมหายใจลักษณะที่ไม่ได้ไปตามลม ในลักษณะที่ไม่ได้ไปตามความคิด ไม่ได้เชื่อความคิด ไม่ได้ลุ่มหลงเกลือกกลั้ว หรือว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมานั่งอยู่ในจิตใจ ใจที่เป็นแบบนี้ ใจพุทโธ พุทโธ อาจจะมีคำพูดหรือไม่มีคำพูด จิตที่เป็นแบบนี้คือมีพุทโธแล้ว มีพุทธะ มีพุทโธอยู่ในใจ

ธัมโม : การที่ได้ทำธรรมะ “ธัมโม” นี่แหละ คือสติให้เกิดขึ้นได้ เวลาที่เรามีสติเป็นธรรมตั้งขึ้นไว้ สตินั่นก็เป็นธรรมะเป็นธัมโมอย่างหนึ่ง

สังโฆ : สติเป็นธรรมที่ตั้งขึ้นเอาไว้ เราพยายามที่จะฝึกทำจิตนั้นให้มีสติตั้งขึ้น การฝึกการทำการปฏิบัตินั้นก็เป็น “สังฆะหรือสังโฆ”

 

 

รู้แล้วสักแต่ว่ารู้

 

คำพูดก็ตาม เสียงก็ตาม ความคิดนึกก็ตาม หรือการปรุงแต่งเป็นวจีสังขาร เป็นกายสังขาร มโนสังขาร หรือใดๆ ก็ตามที่มันเกิดขึ้น อาจจะมีจิตของเราเข้าไปรับรู้ การรับรู้ตรงนั้นให้เป็นพุทโธ แต่ถ้ามีการรับรู้แล้ว เรายังคิดว่ามีการรับรู้ตรงนั้นตรงนี้ มันเป็นวิญญาณ วิญญานมันไม่ใช่พุทโธ

ใจที่เป็นพุทโธ รับรู้สิ่งใดๆ แล้ว มันจะไม่ได้เข้าไปยึดถือว่า ฉันเป็นผู้รู้ ฉันไม่ใช่ผู้รู้ หรือผู้รู้มีในฉัน หรือฉันมีในผู้รู้ แต่รู้แล้วไม่ได้คิดตรงนั้นด้วยซ้ำ ถึงคิดแล้วก็ไม่ได้เชื่อว่าตรงนั้นจะต้องเป็นจริง คิดก็ให้มันคิดไป ผ่านไปไม่เอามัน รู้ที่สักแต่ว่ารู้ รู้แล้วไม่ปรุงแต่งต่อเนื่องเป็นเรื่องใดๆ รู้แล้วไม่ได้มีความคิดนึก สัญญาอารมณ์ให้เป็นสัญญา เวทนา รู้แล้วไม่ได้มีความคิดนึกปรุงแต่งให้เป็นสังขาร รู้แล้วไม่ได้มีความเข้าไปจับฉวยจับยึดให้เป็นวิญญาน ไม่ได้มีการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งห้า ความรู้นี้แหละ เรียกว่า พุทโธ

 

 

พุทโธ พุทโธ พุทโธ

 

เวลาเรารู้อันเป็นผลของสติที่ตั้งขึ้นไว้..ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ที่น่าชอบใจ ไม่ขยักแขยงเกลียดชังในอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ อารมณ์นั้นไม่ให้มาตั้งอยู่กลุ้มรุมในจิตของเรา พุทโธเกิดขึ้นที่ตรงนั้น..ในขณะที่เรามีผัสสะอยู่นั่นแหละ พุทโธที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นชั่วคราวก็ตาม ชั่วคราวนี่หมายถึงมันอาจจะมีการกลับกำเริบ เป็นจิตที่ประภัสสรหละ ที่ดีหละ ที่เย็นหละ ที่สบายหละ ที่นิ่งหละ มีความระงับ มีความดับ มีความเย็น แต่มันอาจจะกลับกำเริบด้วยพิษที่มันยังมีอยู่ เหมือนคนที่เป็นไข้มาลาเรีย หมอรักษาหายแล้ว แต่สามเดือนหกเดือน มันกลับกำเริบ เพราะเชื้อมันกลับไปซ่อนอยู่ตามจุดนั้นจุดนี้ของร่างกาย เชื้อนั้นก็คืออวิชชา

 

 

อวิชชาคือเชื้อ เป็นพิษที่ซ่อนอยู่

 

ซ่อนอยู่ในจิต อันเป็นผลของตัณหา ที่เหมือนกับเครื่องเสียดแทง เวลาที่เรามีสัมผัสใดๆ เกิดขึ้น ถ้าเรามีความอยากในลักษณะที่เป็นไปในทางกาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรามีความอยากในลักษณะที่ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ถ้าเรามีความอยากในลักษณะที่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นไม่ให้เป็นอย่างนี้ จิตของเรานั้นก็จะถูกแทงด้วยตัณหา ถูกแทงแล้ว มันปล่อยพิษด้วย เป็นลูกศรอาบยาพิษ พิษของมันนั้นคืออวิชชา

 

 

ลูกศรคือตัณหา สติเป็นเครื่องตรวจหาหัวลูกศร

 

เราต้องหาหัวลูกศรว่า มันแทงตรงไหน หาให้เจอแล้วก็ถอนมันออก ถอนออกแล้วก็ต้องใส่ยาด้วย..สติเป็นเครื่องเอ็กซ์เรย์ เป็นเครื่องตรวจหาหัวลูกศร คือ ตัณหาที่มันทิ่มแทงอยู่ในใจของเรา การที่เราเข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม การที่เราเข้าไปเกลือกกลั้วในสิ่งที่เป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นคือกาม การที่จิตเข้าไปเกลือกกลั้วในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ที่อยากให้มันมีอยากให้มันเป็น นั่นคือ ภวตัณหา การที่เราขยักแขยงไม่อยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้น นั่นคือ วิภวตัณหา นั้นคือสภาวะที่จิตของเราจะถูกแทงด้วยตัณหา ถ้าเรามีสติตั้งขึ้นเอาไว้ ถอนลูกศรคือตัณหาออกให้ได้ เป็นผู้ที่รู้ก็สักแต่ว่ารู้ รู้แล้วเย็น รู้แล้วนิ่งอยู่ ไม่ใช่ว่านิ่งเป็นตอไม้นะ แต่ว่านิ่งอยู่ด้วยความฉลาดที่เป็นปัญญาเกิดขึ้นอยู่ในใจ ที่รู้ว่าเราไม่ต้องไปเกลือกกลั้วในอารมณ์นั้นก็ได้ ความรู้ความฉลาดตรงนี้ คือ ปัญญา

 

 

ปัญญาคือมีดแหลมๆ คมๆ

 

เราตรวจหาหัวลูกศรเจอแล้วด้วยสติก็จริง แต่อาจจะยังถอนลูกศรออกไม่ได้ คือตรวจเจออยู่ แต่ยังไม่มีมีดคมๆ ที่จะปาดออก มีดคมๆ ที่จะเปิดปากแผลออก แล้วดึงหัวลูกศรนั่นคือปัญญา ปัญญาในการที่จะรู้ว่า อ้อ! ฉันไม่ต้องไปปรุงแต่งต่อเนื่องตามอารมณ์ความคิดความรู้สึกนั้นให้มันเป็นสังขารขึ้นมา ไม่ต้องไปยินดียินร้าย ความรู้สึกที่เป็นสุขเป็นทุกข์ให้มันเป็นเวทนาขึ้นมา ไม่ต้องไปคิดว่าสิ่งนี้มีในเรา เราไปรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือสิ่งนั้นเป็นตัวเรา ให้เป็นวิญญานขึ้นมา ความรู้ความฉลาดตรงนี้ คือ ปัญญา ให้รู้ก็สักแต่ว่ารู้

 

 

รู้คือพุทโธ หรือรู้คือปัญญา หรือรู้คือสติกันแน่

 

พุทโธจริงๆ ไม่หวั่นไหว พุทโธจริงๆ ไม่เข้าไปเกลือกกลั้ว พุทโธจริงๆ ไม่เข้าไปยึดถือ พุทโธจริงๆ นั้นคือ รู้สักแต่ว่ารู้ รู้ด้วยปัญญาด้วย รู้ด้วยสติด้วย รู้ด้วยพุทโธด้วย มันอยู่ที่นี่ ความรู้ที่เป็นปัญญาเกิดขึ้นนี้ ทำบ่อยๆ ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า “ปัญญาที่อบรมแล้วก็จะละอวิชชาได้” อ้าว! แล้วปัญญาแบบนี้ ที่เราบอกว่าความรู้ลักษณะที่เป็นความฉลาดเป็นปัญญา มันจะเกิดขึ้นได้จากอะไร ก็เกิดจากวิปัสสนา

 

 

วิปัสสนาเมื่ออบรมแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญาเมื่อเจริญแล้ว จะละอวิชชาได้

 

วิปัสสนา คือ การเห็นตามที่เป็นจริงนั่นเองว่า ขันธ์ทั้งห้ามีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา เราไปรู้ความคิดบ้างเกิดขึ้น เกิดมาก็ดับไป เราไปรู้อารมณ์ ความรู้สึกใดๆ บ้าง นั่นก็เป็นเวทนา เกิดมาก็ดับไป เราไปรู้ความคิดนึกปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงจากสิ่งนี้ไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็เป็นสังขาร มันมีมามันก็ดับไป ไปรับรู้ในวิญญาณ รู้สิ่งนั้น ในสิ่งนี้ วิญญาณนั้นเดี๋ยวก็เกิดเดี๋ยวก็ดับ รู้สึกเป็นตัวตนบ้าง รู้สึกเป็นคนอื่นบ้าง มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา รูปก็เหมือนกันลักษณะนี้ คือ วิปัสสนา ลักษณะนี้คือคนที่จะถอนตัณหา คือ ลูกศรได้

 

 

จะละราคะได้ ต้องมีสมาธิ มีสมถะ

 

ราคะที่มีธรรมชาติเสียดสี ทิ่มแทง เผ็ดร้อน เร่าร้อน หิวกระหายอยู่ในตัวมัน คนที่ละราคะได้ ต้องมีสมาธิ มีสมถะ คนที่ตั้งสติขึ้นเอาไว้ คนที่มีสัมมาสติ จะทำสัมมาสมาธิ คือ สมถะให้เกิดขึ้นได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิที่เมื่ออบรมแล้วเจริญให้มากแล้ว จิตก็จะเจริญ จิตที่มีกำลังเจริญแล้ว ตั้งขึ้นได้แล้ว จะละราคะได้ เมื่อละได้แล้ว จิตนั้นก็จะมีการเห็นตามที่เป็นจริง เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ขันธ์ห้ามีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา เห็นอยู่ พิจารณาอยู่ มีปัญญาเกิดขึ้น มีปัญญาเจริญให้มากแล้ว ทำอยู่บ่อยๆ จะละอวิชชาได้

 

 

จิตที่เป็นพุทโธนั้นมีอยู่

 

พุทโธที่อยู่ในใจของเราที่เรามีมาตั้งนานแล้ว ที่สัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้สว่าง ทำให้เกิดขึ้น..พระพุทธเจ้าทำได้แล้ว พระอริยสาวกก็ทำได้..คนอื่นทำได้ ตามรอยไปได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทำพุทโธให้เกิดขึ้นในจิต คนอื่นทำพุทโธให้เกิดขึ้นในจิต แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ เราก็มีจิตเหมือนกัน เราก็มีสติเหมือนกัน คนที่มีสติคือธรรม ก็พึ่งธรรม คนที่มีจิต คือมีตัวตนของเรา ก็พึ่งตน “พึ่งตนพึ่งธรรมะ” พึ่งตนคือผู้ฟังคำสอน พึ่งธรรมะคือธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้แล้ว ก็ทำพุทโธให้เกิดขึ้นในใจของเราได้

 

 

ทำพุทธะคือความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ความแจ่มแจ้งที่ลักษณะที่ทำให้จิตของเรานั้น รู้อยู่สักแต่ว่ารู้

 

เราฝึก เราทำ เราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ปัญญาจะเกิด ปัญญาเกิดแล้วจะละอวิชชาได้ อวิชชาที่ค่อยลอก ถอนออก ความแจ่มแจ้ง ความแจ่มชัดคือวิชชา จะค่อยเกิดขึ้นๆ จะถึงจุดหนึ่งที่มีความไม่กลับกำเริบเป็นธรรมดา ให้มีความมั่นใจ ให้มีความลงใจ เวลาใดที่เราได้ยินคำว่า "พุทโธ" ให้รู้เข้าไปถึงใจเลยว่า สัมมาสัมพุทธะมีอยู่จริงๆ คนที่ทำจิตที่เป็นพุทโธอยู่อย่างนี้ เขาทำได้จริงๆ ถ้าเราทำเราปฏิบัติอย่างนี้ เราก็ทำจิตให้มีความเป็นพุทโธ เราก็ทำได้จริงๆ เวลาที่เราได้ยินคำว่าพุทโธ ให้รู้เข้าไปในใจเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มาทางตา ทางหู มาจากญาติ จากคนไม่ใช่ญาติ เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะทำความเย็น ทำความรู้ ทำความแจ่มแจ้ง ทำความไม่เกลือกกลั้ว ทำความไม่ขยักแขยง ทำความสะอาดหมดจดในใจของเราให้เกิดขึ้นได้ ท่องไว้เลยท่านผู้ฟัง ท่องเอาไว้เลย "พุทโธ พุทโธ พุทโธ"

ก่อนหน้า
ถัดไป