ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ 5

  • สิ่งที่มีความเที่ยงแท้ มั่นคง มีความไม่แปรปรวน ไม่มี เพราะทุกสิ่งมีความไม่เที่ยง
  • สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงเพราะต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัยจากสิ่งอื่นแล้วจึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งอื่นนั้นเปลี่ยนแปลงไป สิ่งนั้นๆ ก็จะคงอยู่ตั้งอยู่ไม่ได้
  • การที่เราคิดว่า ขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวเราของเรา เรากำลังถูกหลอกอยู่ เปรียบเหมือนของในความฝันตื่นมาหายหมด เปรียบเหมือนต่อมน้ำที่ดูเหมือนมีอะไร แต่ก็ไม่มีอะไร เกิดมาแล้วแตกไป เปรียบเหมือนพยับแดด ที่พอเข้าไปใกล้แล้วไม่มีอยู่จริง
  • พิจารณาให้เห็นความเป็น "อนัตตาในขันธ์ทั้งห้า" เห็นความไม่เที่ยง จะเกิดความหน่าย ความคลายกำหนัด และจะปล่อยวางได้
  • การพิจารณานี้ต้องอาศัย "สมาธิ" สมาธิจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์

 

“ดูกรภิกษุ รูปอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย. เวทนาอะไรๆ … สัญญาอะไรๆ … สังขารอะไรๆ … วิญญาณอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย.”

โคมยสูตร

 

...ไอ้ความดูเหมือนนี่แหละ มันหลอกเราเอาไว้ ให้เรามีความคิดว่า มีของเรา ให้เรามีความยึดถือไปในสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ เพราะว่ามันดูเหมือนเป็นของเรา แต่มันแค่ดูเหมือนเฉยๆ...

 

 

สิ่งที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวน มีอยู่หรือ

 

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง อะไรที่เราดูมันจะยั่งยืน มีความมั่นคง ไม่มีทางที่จะแปรปรวนไปได้ จะเที่ยงตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น ดูเหมือนมันจะมี แต่มันไม่มี เช่น โคตรเพชรหรือภูเขาสุเนรุ ดูเหมือนจะไม่แตก ดูเหมือนจะตั้งอยู่ได้ไปตลอด แม้สิ่งนั้นก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

รูปอะไรก็ตามเป็นอย่างนี้หมด สิ่งของที่เป็นธาตุ 4 ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่แค่รูปยังรวมถึงสัญญาด้วย สังขารด้วย วิญญาณด้วย

 

“ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหยิบก้อนโคมัยเล็กๆ แล้ว ได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูกรภิกษุ การได้อัตกาพแม้มีประมาณเท่านี้แล เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มี. ถ้าแม้การได้อัตภาพมีประมาณเท่านี้ จักได้เป็นสภาพเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วไซร้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ ก็จะไม่พึงปรากฏ. ก็เพราะเหตุที่การได้อัตภาพมีประมาณเท่านี้ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่มี ฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงปรากฏ…”

โคมยสูตร

 

 

ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงไม่เที่ยง

...เรามาพิจารณาตามเนื้อผ้าดู สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเผื่อว่ามันอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น แล้วความมีอยู่คงอยู่ของมัน ก็จะต้องอาศัยสิ่งที่มันเกิดขึ้นจึงมีอยู่ได้ คงอยู่ได้ ตามเหตุตามปัจจัยของมัน ตรงนี้ล่ะ มันจึงมีความไม่เที่ยง เพราะว่ามันต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันอาศัยเกิดนั้นนั่นล่ะ…

 

ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้า ถ้าด้ายหรือผ้าหรือสิ่งที่เป็นสายเส้นกันมา มันไม่ได้คงอยู่อย่างนั้น มันอยู่ไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงไป เสื้อผ้ามันก็เปลี่ยนแปลงไปทันที เช่นว่าด้ายขาด ความเป็นเสื้อก็หลุดออก เพราะว่ามันคงอยู่มีอยู่ได้เพราะอาศัยสิ่งอื่นแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ได้ คงความเป็นสภาพของมันได้ ถ้าสิ่งอื่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ความคงอยู่มีอยู่ของมันก็ต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อันนี้คือของภายนอก

 

 

ไม่เที่ยงแล้วเกี่ยวอย่างไรกับกายนี้

“อัคคิเวสสนะ ก็กายนี้มีรูป เป็นที่ประชุมมหาภูตทั้งสี่ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญด้วยข้าวสุกและขนมสด ต้องอบและขัดสีกันเป็นนิจ มีความแตกกระจัดกระจายเป็นธรรมดา ท่านควรพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ เป็นดังผู้อื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่าเป็นของมิใช่ตน. เมื่อท่านพิจารณาเห็นกายนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ เป็นดังผู้อื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตนอยู่ ท่านย่อมละความพอใจในกาย ความเยื่อใยในกาย ความอยู่ในอำนาจของกายในกายได้.”

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5

 

เรามาดูกายของเรา กายของเราก้อนนี้อาศัยมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เกิดมาแล้วท่านก็มีเมตตาเลี้ยงดูให้ใหญ่โตขึ้นมา บางคนโตแล้วคิดว่า ฉันเป็นอิสระจากพ่อแม่แล้ว จบแล้ว แต่ไม่ได้แค่อาศัยแค่มารดาบิดาเป็นแดนเกิดไง

 

ธาตุ 4 อินทรีย์ และกรรม 3 อย่างนี้ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา ธาตุ 4 ได้มาจากมารดาบิดา ในลักษณะที่ทำให้เกิดอินทรีย์คือชีวิตขึ้นมา 2 อย่างนี้ได้มาจากมารดาบิดา กรรมคุณทำเอง 3 อย่างนี้ อินทรีย์ก็ตาม ธาตุ 4 ก็ตาม หรือกรรมก็ตาม ถ้ามันยังประกอบกันอยู่อย่างนี้ได้ เราก็ยังเป็นคนอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเหตุปัจจัย 3 อย่างนี้ประกอบกันเปลี่ยนแปลงไป ความคงอยู่มีอยู่ของตัวเรา มันก็เปลี่ยนแปลงไป

 

เช่นว่า ธาตุ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งมันประกอบกันอยู่ไม่ได้ อินทรีย์คือชีวิตก็ดับไป อินทรีย์คือชีวิตดับไป 3 อย่างนี้อยู่กันไม่ได้ มันก็ต้องตายไป ถ้ากรรมมันยังมีอยู่ มันก็ไปยึดเอาอินทรีย์ใหม่ ไปยึดธาตุ 4 ใหม่ ตรงนี้ก็ต้องแตกไปก่อน กายนี้หายไป จุติไปเคลื่อนไป ดับไป เปลี่ยนแปลงไป

เช่น คนที่เป็นอหิวาตกโรค ธาตุน้ำกำเริบออกไปจากร่างกาย อินทรีย์คือชีวิตก็อยู่ไม่ได้ ตายไป หรือบางคนธาตุไฟกำเริบ เป็นไข้หนัก มันก็คงอยู่ไม่ได้ อินทรีย์คือชีวิตก็ดับไป แต่กรรมมีอยู่ ก็เคลื่อนต่อไปอีก ไปอุบัติเกิดขึ้นใหม่ชาติใหม่ตามกรรมที่ทำไว้ ลักษณะของธาตุที่รับนั้นก็มีความหยาบความละเอียดประณีตแตกต่างกันไป แล้วแต่กรรมที่พาไปนั้น

 

เราจะไม่เห็นความจริงนี้เลย ถ้าเรายังมีความพอใจในกาย มีความเสน่หาในกาย มีความตกอยู่ในอำนาจของกาย

 

 

ภาพลวงตา

“เรากล่าวกามทั้งหลายซึ่งมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแคบมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง เรากล่าวกามทั้งหลายมีอุปมาด้วยร่างกระดูก ... มีอุปมาด้วยชิ้นเนื้อ ... มีอุปมาด้วยคบหญ้า ... มีอุปมาด้วยหลุมถ่านเพลิง ... มีอุปมาด้วยความฝัน ... มีอุปมาด้วยของขอยืม ... มีอุปมาด้วยผลไม้ ... มีอุปมาด้วยเขียงหั่นเนื้อ ... มีอุปมาด้วยหอกและหลาว ... มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีโดยยิ่ง”

อลคัททูปมสูตร

 

เราจะคิดว่า เออ กายนี้ ฉันก็ขยับแขนขยับขาได้ คิดนึกนั่นนี่ได้ ทำอันนั้นอันนี้ได้ มันก้เป็นของฉันนะ นี่แหละ มันเป็นภาพลวงตา เหมือนกับของในความฝัน พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเอาไว้ ฝันดีหรือฝันร้าย มันแค่ดูเหมือนเสมือนจริงเฉยๆ ตื่นมาหายหมด บางครั้งพระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับต่อมน้ำ เวลาที่ฝนตกแล้วหยดน้ำมันกระแทกลงบนผิวน้ำ มันจะเกิดเป็นต่อมน้ำขึ้น เกิดแว้บเดียว คงอยู่ตามเหตุตามปัจจัยของมัน ดูเหมือนว่ามันจะมีอยู่ตั้งอยู่ แต่ชั่วเวลาที่ความฝันนั้นมีอยู่เท่านั้น ชั่วเวลาที่ต่อมน้ำมันเกิดขึ้นเท่านั้น แป๊ปเดียว

กายของเราก็คงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย ถ้าสามารถที่จะยืดแขนขา เพราะว่าระบบประสาทสมองที่สั่งงานไป มันทำให้เราดูเหมือนว่าเราควบคุมสิ่งนี้ได้ ไอ้ความดูเหมือนนี่แหละ มันหลอกเราเอาไว้ ให้เรามีความคิดว่า มีของเรา ให้เรามีความยึดถือไปในสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ เพราะว่ามันดูเหมือนเป็นของเราไง แต่มันแค่ดูเหมือนเฉยๆ

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย ฟองน้ำในน้ำ ย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้น เหมือนกัน.”

เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ 5

 

หรือว่าพยับแดด ดูเหมือนว่าเป็นน้ำข้างหน้า ความที่ดูเหมือนคือความที่เราเข้าใจผิดไปคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ดูเหมือนว่ามันมีอะไร ดูเหมือนว่ามันเป็นน้ำ แต่จริงๆ มันคือพยับแดดเป็นแค่ภาพลวงตา ดูเหมือนว่ามันมีอะไร มันเป็นแค่ต่อมน้ำ เกิดขึ้นแล้วแตกไป ดูเหมือนว่ามันของจริงจริงเลย แต่มันแค่ของในความฝัน ตื่นมาหายหมด

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดด ย่อมเต้น ระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า ฯลฯ สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล.”

 

ของที่ดูเหมือนเป็นของจริงๆ เลย เงินของเรา บ้านของเรา ความคิดของฉัน ฉันคิดมาแล้วเขียนไว้เป็นเรื่องเป็นราว ทำงานวิจัยไว้นี่ของฉัน นี่ตัวฉันจริงๆ ลองจับดู นี่ของจริงๆที่เราดูเหมือนว่าจริงๆ บิ่งใหญ่กว่านี้ก็มี พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบให้ภิกษุผู้ที่คิดว่าภูเขาสุเนรุหรือหิมาลัย ภูเขาที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นน่าจะเที่ยง น่าจะยั่งยืน น่าจะมั่นคง ก็เลยไปถามพระพุทธเจ้าว่า

รูปอะไรก็ตามที่มันจะเที่ยงมั่นคงยั่งยืนไม่แปรปรวนตั้งมั่นอยู่อย่างนี้ มันมีมั้ย เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณอะไรด้วย มีหรือเปล่า ที่จะยั่งยืนมั่นคง

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูปอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น มีอยู่หรือหนอแล? เวทนาอะไรๆ ฯลฯ สัญญาอะไรๆ ฯลฯ สังขารอะไรๆ ฯลฯ วิญญาณอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น มีอยู่หรือหนอแล?”

“พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ รูปอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย. เวทนาอะไรๆ … สัญญาอะไรๆ … สังขารอะไรๆ … วิญญาณอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย.”

 

พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างพระองค์เอง สมัยที่เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์แห่งเมืองกุสวาดี มีข้าวของเครื่องใช้ผู้คนจำนวนมาก มีนางแก้ว ปรินายกแก้ว มีอาณาเขตไพศาล สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ล่วงไปแล้ว ดับหาย แปรปรวนไปสิ้นไปเป็นธรรมดา ไม่เห็นไม่มี

 

“ดูกรภิกษุ ก็บรรดามหานคร 84,000 เหล่านั้นแล นครที่เราครองในสมัยนั้น นครเดียวเท่านั้น คือ กุสาวดีราชธานี. บรรดาปราสาท 84,000 เหล่านั้นแล ปราสาทที่เราครองในสมัยนั้น ปราสาทเดียวเท่านั้น คือ ธรรมปราสาท. บรรดาเรือนยอด 84,000 เหล่านั้นแล เรือนยอดที่เราครองในสมัยนั้น หลังเดียวเท่านั้น คือ เรือนยอดมหาพยูหะ. บรรดาบัลลังก์ 84,000 เหล่านั้นแล บัลลังก์ที่เราใช้ในสมัยนั้น บัลลังก์เดียวเท่านั้น คือ บัลลังก์ที่ทำด้วยงา ทำด้วยแก่นจันทน์แดง ทำด้วยทอง หรือทำด้วยรูปิยะ. บรรดาช้าง 84,000 เชือกเหล่านั้นแล ช้างที่เราทรงในสมัยนั้นเชือกเดียวเท่านั้น คือ พระยาช้างชื่ออุโบสถ. บรรดาม้า 84,000 ตัว เหล่านั้นแล ม้าที่เราทรงสมัยนั้น 1 ม้าเท่านั้น คือ วลหกอัสสวราช. บรรดารถ 84,000 เหล่านั้นแล รถที่เราทรงในสมัยนั้นคันเดียวเท่านั้น คือ รถเวชยันต์. บรรดาหญิง 84,000 เหล่านั้นแล หญิงที่เรายกย่องในสมัยนั้นคนเดียวเท่านั้น คือ นางกษัตริย์หรือหญิงที่มีกำเนิด จากกษัตริย์และพราหมณ์. บรรดาผ้า 84,000 โกฏิ เหล่านั้นแล ผ้าที่เรานุ่งห่มในสมัยนั้นคู่เดียวเท่านั้น คือ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้มีเนื้อละเอียด ผ้าทำด้วยไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด หรือผ้าทำด้วยฝ้ายมีเนื้อละเอียด บรรดาสำรับ 84,000 สำหรับซึ่งใส่ข้าวสุกที่หุงจากข้าวสาร 1 ทะนานเป็นอย่างยิ่ง และแกงกับอันพอเหมาะแก่ข้าวนั้นที่เราบริโภค สำรับเดียวเท่านั้น.

ดูกรภิกษุ สังขารทั้งปวงนั้น เป็นอดีต ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ด้วยประการดังนี้แล สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายทั้งปวง เว้นจากลมอัสสาสะอย่างนี้แล. ก็ลักษณะอันไม่เที่ยงนี้ ควรทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่าย ควรเพื่อจะคลายกำหนัด ควรเพื่อจะพ้นไปเพียงไรในสังขารทั้งปวง.”

 

ของที่มันจะมีความยั่งยืนมั่นคง ดูเหมือนเนี่ย จริงๆ มันไม่เป็นอย่างนั้น เหมือนเช่นภูเขาหิมพานต์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้ ในสมัยที่จะมีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นหลายๆ ดวง ภูเขานี้ก็จะละลายหายไป โลกของเราก็จะถูกทำลายไป เปลี่ยนแปลงไป ตัวเราก็จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ เขาก็พยายามหาโลกใบใหม่ ก็จะไปอยู่ที่นั่นแทน ต่อให้มีโลกใบใหม่ มันก็มีความไม่เที่ยงอยู่เหมือนเดิม มีความเปลี่ยนแปลงไปอีกเหมือนเดิม เพราะว่าการคงอยู่มีอยู่ของเขาจะต้องอาศัยเหตุปัจจัย

ความที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันจะไม่ได้เป็นตัวของมันเอง อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นเอง ความที่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น คือมันไม่ได้เป็นอัตตากัน ความที่มันไม่ได้เป็นอัตตาตัวตนของมันเกิดขึ้นเองตั้งอยู่เอง ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเนี่ย เราเรียกว่าเป็น "อนัตตา"

 

“อนัตตา” คือ ความที่มันไม่ได้เป็นตัวของมันเอง แต่มันต้องขึิ้นอยู่กับสิ่งอื่น มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ถ้าสิ่งอื่นนั้นเปลี่ยนแปลงไป มันธรรมดาหมายถึงว่า มันเป็นอย่างนี้ ถ้ามันเกิดมันก็จะเกิด ถ้ามันยังไม่เกิดมันก็ยังคงอยู่ได้ เป็นธรรมดาๆ ของมัน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป มันอาจจะไม่ได้เกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่ว่าธรรมดาของมันจะเป็นอย่างนั้น

 

เราอาจจะเห็นได้ด้วยตาหรือว่าอาจจะไม่เห็นได้ในช่วงชีวิตของเรา แต่ธรรมดาของมันจะเป็นอย่างนั้น กายของเราก็มีความไม่เที่ยง พิจารณาแค่นี้แหละ แค่นี้เอง แค่นี้พอแล้ว พอแล้วที่จะเกิดความหน่าย พอแล้วที่จะให้เกิดความคลายกำหนัด พอแล้วที่จะให้เกิดความปล่อยวางในขันธ์ทั้งห้าในกายของเรานี้

เราจะปล่อยวางไม่ได้ ถ้าไม่คลายกำหนััด เราจะคลายกำหนัดไม่ได้ ถ้าเราไม่เบื่อหน่าย เราจะหน่ายไม่ได้ ถ้าเราไม่เห็นตามความเป็นจริง เราจะเห็นตามความเป็นจริงไม่ได้ ถ้าจิตของเรานั้นไม่เป็นอารมณ์อันเดียว จิตของเราจะเป็นอารมณ์อันเดียวได้ไง ถ้าไม่มี "สติ" เราจะทำ "สติ" ให้เกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่มีศรัทธา ไม่มีความเพียร

 

ถ้าคุณมั่นใจว่าคำสอนนี้พระพุทธเจ้าประกาศไว้อย่างดี ท่านเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ มีความมั่นใจแค่นี้ ในคำสอน ในผู้สอน คือพระพุทธเจ้า คือพระธรรม งั้นเราทำ ปฏิบัติจริงแน่วแน่จริง เป็นส่วนหนึ่งของสงฆ์ ให้มีความเพียร มีการทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าในการที่จะเผชิญหน้ากับความจริง จริงๆ กายของเรามันเป็นอย่างนี้ มีการทำจริงแน่วแน่จริงมีความกล้าแล้ว สติเราจะตั้งขึ้นมาได้

 

พอเรามีสติตั้งมั่นไว้ จ่อจี้เอาไว้ จิตของเราจะเป็นสมาธิ พอจิตของเรามีสมาธิมั่นคงดีแล้ว พิจารณาความเป็นจริงข้อนี้ไว้ ความเป็นจริงในข้อที่เป็น "อนัตตา" ในความที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีความไม่เที่ยง ขึ้นกับสิ่งอื่น เป็นอนัตตาแล้ว เราจะมีความหน่าย พอมีความหน่ายแล้ว เราจะคลายกำหนัด พอคลายกำหนัดแล้ว เพียงพอที่จะปล่อยวางได้

 

...ใครก็ตามที่สามารถที่จะปล่อยวางได้ พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงนี้ ในกายของเรานี้ ในสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืน สังขารทั้งหลายเป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพื่อที่จะเบื่อหน่ายจากสังขารทั้งปวง พอแล้วที่จะคลายกำหนัด พอแล้วที่จะปล่อยวางได้….

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "โคมยสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค