วิธีลดความอ้วนของพระพุทธเจ้า

  • วิธีลดความอ้วนของพระพุทธเจ้าในการที่จะทำจิตอย่างไรเวลาที่กินอาหารและควรพิจารณาอย่างไรไม่ให้ตกเป็นทาสของอาหาร
  • สิ่งใดที่เกิดจากการที่มีมากเกินไป ไม่รู้จักความพอในสิ่งที่เป็นสัปปายะนั้น มันจะเมาได้ เมาแล้วก็เป็นโทษ
  • ให้ดูตรงนี้เป็นนิมิตในการหยุดกิน “ระงับเวทนาเก่า ไม่ทำให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น (เวทนาเบาบาง)”
  • ถ้าเป็นคนที่รู้จักรับประทานอาหารให้เหมาะสม ควบคุมทั้งเวทนาเก่า เวทนาใหม่ให้มีความเบาบางแล้ว ธาตุไฟก็จะไม่เย็นเกิน ไม่ร้อนเกิน พอปานกลาง พอควรแก่การทำความเพียร
  • การที่เราจะรู้ประมาณในการบริโภคต้องมีสติ มีการควบคุม พิจารณาดูที่เวทนาในกายของเราแล้ว เราก็จะไม่ตกอยู่ในอำนาจของรสที่ผ่านมาทางลิ้น เราจะเป็นผู้ที่มารผู้มีบาปทำอะไรไม่ได้”

 

มนุชสฺส สทา สติมโต          มตฺตํ ชานโต ลทฺธโภชเน

ตนุกสฺส ภวนฺติ เวทนา          สณิก ชีรติ อายุ ปาลยนฺติ

คนมีสติทุกเมื่อ รู้ประมาณในโภชนะที่ได้แล้ว ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้าครองอายุได้ยืนนาน

 

หัวข้อในวันนี้ คือ วิธีลดความอ้วนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวข้อที่ทำให้จำเรื่องราวได้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าปรารภถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ขณะนั้นบริโภคอาหารมากเกินไป เมื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วก็มักง่วงซึม นั่งสัปหงก ผล็อยหลับๆ อยู่เรื่อย หลังเพิ่งเสวยพระกระยาหารมายังไม่ทันบรรเทาความเมาเพราะอาหาร เหมือนหมูอ้วน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ในกาลใด บุคคลเป็นผู้กินจุ มักง่วง มักนอนหลับ กระสับกระส่าย เป็นดุจสุกรใหญ่ที่เขาเลี้ยงด้วยอาหาร, ในกาลนั้น เขาเป็นคนมึนซึม ย่อมเข้าห้องบ่อยๆ. มหาบพิตร การบริโภคโภชนะแต่พอประมาณ จึงควร, เพราะผู้บริโภคพอประมาณ ย่อมมีความสุข"

การง่วงซึม (ถีนมิทธะ) มันเกิดขึ้นมาได้จากการที่เรากินอาหารมากเกินไป หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เหมือนกับพระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งในขณะนั้นบริโภคอาหารมากเกินไป น้ำหนักมาก ร่างกายก็ไม่คล่องแคล้ว จากที่ออกกำลังกายได้ ไปล่าสัตว์ วิ่งได้รวดเร็ว กลับเป็นเฉื่อยชาเชื่องช้า เข้าห้องนอนบ่อย ๆ กินเสร็จแล้วก็มึน มีความเมาเพราะอาหาร

จึงได้นำเทคนิควิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เราควรจะทำจิตอย่างไรเวลาที่จะกินอาหาร ควรจะพิจารณาอย่างไรไม่ให้ตกเป็นทาสของอาหาร ซึ่งมี ๒ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกันมาในนิทานที่มาในคัมภีร์พระไตรปิฎก ส่วนสังยุตตนิกาย โทณปากสูตรที่ ๓ และส่วนที่เป็นนิทานธรรมบท เรื่องของพระเจ้าปเสนทิโกศล (สามารถอ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

ใน โทณปากสูตร หมายถึง การบริโภคข้าว ๑ ทะนาน* ( ๑ ทะนาน เท่ากับ ๔ กอบมือ เท่ากับ ๑๙,๒๐๐ เมล็ดข้าวเปลือก)เป็นข้าวที่ปริมาณมากพอสมควร แต่พอพระเจ้าปเสนทิโกศลกินเข้า ๆ ก็อ้วน เหมือนกับสุกรใหญ่ ซึ่งคำว่า เหมือนกับสุกรใหญ่ ไม่ได้มาจากส่วนสังยุตตนิกาย แต่มาจากนิทานธรรมบท ได้นำทั้งสองส่วนมาดูประกอบกัน ซึ่งมีส่วนที่ลงกันได้เข้ากันได้อยู่

สำหรับคนที่กินแล้วรู้สึกอร่อย อิ่มแล้วก็ยังกินอีกต่อ เพราะมันอร่อยยังไม่หมด คุณดูนิมิตอะไรเป็นเครื่องหมายในการหยุดกิน

เขาจัดข้าวสวยมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑ ทะนาน ก็เสวยจนมัน ทำให้อ้วนขึ้น ในแง่มุมหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงในพระสูตรหรือนิทานว่า มีกับข้าวเครื่องเคียงอะไรบ้าง ซึ่งดูแล้วจากบันทึกของหลวงตาฟาเหียนหรือข้อมูลที่มาในสมัยโบราณคนที่อยู่ในวรรณะสูง เช่น พวกพราหมณ์ พวกกษัตริย์ เขาจะไม่กินเนื้อสัตว์กัน เขาจะไม่เบียดเบียนสัตว์ เป็นพวกอริยะก็จะกินพวกแกง พวกถั่วอะไรที่เป็นพืชผักผลไม้ อันนี้ก็คงจะเป็นลักษณะนั้น หลังจากที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยอาหารมากขั้น ๆ จนอ้วนขึ้นมา น้ำหนักขึ้น ก็เมาเพราะอาหาร ความเมาตรงนี้ เกิดจากการที่มีมากเกินไป ไม่มาเราจะมีอะไรก็ตาม ที่ถ้ามันมากเกินไป ไม่รู้จักความพอในสิ่งที่เป็นสัปปายะนั้น มันจะเมาได้ เมาแล้วก็เป็นโทษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมะ บางคนเมาด้วยความที่เป็นผู้สดับมาก อย่างกรณีของภิกษุชื่อกปิละ ที่เกิดความเมาเพราะความเป็นผู้สดับฟังมาก นี้ก็เป็นโทษ กินอาหารมาก สิ่งนี้จะดีจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กินมากเกินไปก็เป็นโทษ

“...ไม่ได้ดูเอานิมิตที่ว่ามันหมด ไม่ได้ดูเอาเครื่องหมายที่ว่ามันอร่อย อร่อยแล้วเอาอีก ข้อมูลที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ มีสติดูที่เวทนา มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้ประมาณในโภชนะที่ได้มา มีเวทนาเบาบาง ดูตรงนี้ ซึ่งข้อมูลในคาถานี้ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ สทา สติมโต มีสติอยู่ทุกเมื่อ ก็คือก็รู้จักพิจารณาแล้วจึงบริโภค ไม่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา ไม่บริโภคเพื่อประดับเพื่อตกแต่ง แต่บริโภคเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ พอทำอย่างนี้ จะทำให้ ระงับเวทนาเก่า ไม่ทำให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น นี่คือ ความหมายของคำว่า เวทนาเบาบาง ให้ดูตรงนี้เป็นนิมิต

ถ้าเราจะเอาจิตไว้ที่ลิ้นหรือเอาจิตไว้ที่อาหาร ดูอาหารว่ามันอร่อยอย่างไร ต้องกินอันนี้กับอันนี้อันนั้นแล้วมันจะดี มันจะเข้ากันอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้เราจะตกเป็นทาสของมาร ติดกับของมาร ที่เอารสมาล่อผ่านทางลิ้น หรือถ้าดูที่อาหารมันต้องใส่เต็มที่ กินเต็มที่ ไม่หมดไม่เลิก ก็เหมือนกับชูชกที่ท้องแตกตายเพราะว่ากินมากเกินไป

แทนที่เราจะเอาจิตไว้ที่สิ่งต่าง ๆ ภายนอกให้เราเอาจิตไว้ในกาย เฉพาะเจาะจงลงมา ดูเวทนาในกาย เวทนาในกาย ก่อนที่เราจะกินข้าวมันก็จะมีเวทนา เพราะมันต้องมีผัสสะสักอย่างใดอย่างหนึ่งในกายเราที่ผลักดันให้เราต้องไปกิน เช่น ดูคิวจาก ๑๒ นาฬิกาแล้ว ถ้าพระสงฆ์ก็ ๑๑ นาฬิกาแล้ว ฉันเช้าหรือฉันเพลตามเวลา เอาตรงนี้เป็นผัสสะทางตา หรือเอากาย มันจะมีความรู้สึกในท้องสักอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สักว่าหิวข้าวแล้ว เราเรียกว่ารู้สึกนี้ที่เป็นสัญญา ที่เกิดจากผัสสะว่า เป็นการหิวข้าว ก็ไปรับประทาน หรือบางคนเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มันมีอาการปวดทั้งนั้นตรงนี้กินอะไรเพื่อที่จะระงับเวทนาเก่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหิว เรื่องถึงเวลาที่จะต้องกินให้พอประมาณ หรือโรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ ให้รับประทานเพื่อที่จะระงับเวทนาเก่าที่เกิดขึ้น เอาจิตของเราไว้ในกายตรงนี้

“ถึงเวลาที่จะต้องกินให้พอประมาณ” หมายถึง เมื่อกินเสร็จแล้ว ให้มีช่องว่างเหลืออยู่ในท้องสักหน่อยหนึ่ง จะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยมันดี เนื่องจากเวลาย่อยแล้วมันจะผลิตก๊าซออกมา ซึ่งถ้ามันไม่มีจุดที่จะไปเก็บในท้องของเราจะทำให้มันไปขัดขวางกระบวนการที่ระบบน้ำย่อยต่าง ๆ ที่จะไปย่อยอาหาร ก็ต้องเอาพวกฟองก๊าซส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นไปเก็บไว้ในท้องของเรา

นอกจากที่จะระงับเวทนาเก่า ก็ยังป้องกันการเกิดเวทนาใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย เวทนาใหม่อย่างเช่นว่า ถ้าเราไม่ถูกกับของทอด ไม่ถูกกับเนื้อสัตว์ กินเข้าไปแล้วจะทำให้ไขมันในเลือดเพิ่ม กรดยูริกอะไรต่าง ๆ มันเพิ่ม แต่มันสอบกิน มันอร่อย กินเข้าไปปุ๊บ! เวทนาใหม่ ปวกเข่าปวดขา ปวดหัววิงเวียน นี้เป็นการบริโภคไม่ถูกต้อง เวทนาไม่เบาบางแล้ว เป็นเวทนามาก แต่ถ้าเผื่อว่าเรารู้ประมาณฯ ให้เวทนาเบาบาง ในที่นี้ที่กำลังพูดถึงคือเวทนาใหม่ โรคภัยไข้เจ็บใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากอาหารที่เราจะบริโภคเข้าไปก็ดูไม่ให้มันมี ให้เวทนานี้นั้นมันเบาบาง

เวทนาใหม่ที่จะเกิดขึ้น ยังรวมถึงความอิ่มที่มันอึดอัดจนเกินไป ถ้ากินมากไปความอึดอัดนี้จะทำให้เมา ให้มึนในอาหารเหมือนหมูอ้วน กระสับกระส่าย มักนอนหลับ

สำหรับพระสงฆ์ที่บวชใหม่ บางทียังไม่คุ้นชินในการที่จะกินอาหารแค่มื้อเดียวหรือสองมื้อ พอตกเย็นมามันจะหิว ความหิวที่เกิดขึ้นในตอนเย็นหรือตอนค่ำ เพราะว่าไม่ได้กินข้าวเย็น เวทนาใหม่ตรงนี้ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะป้องกันเวทนาใหม่ตรงนี้ด้วย

อันนี้เราก็ต้องรู้จักเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ๆ ถ้าเผื่อเราเคี้ยวข้าวละเอียด ๆ น้ำย่อยที่อยู่ในปาก คือ น้ำลายมันก็จะทำงานได้อย่างเต็มที ทำให้มีการย่อยพวกแป้ง พวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งต้องใช้น้ำลายในการย่อยมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พอมีการย่อยข้าวย่อยแป้งย่อยน้ำตาลได้อย่างเต็มที่ เรากายดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ เข้าไป ก็จะไม่ได้ทำความรู้สึกให้เราต้องหิว เวทนาใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราเว้นอาหารบางมื้อทำให้เราหิว เวทนาใหม่นี้ก็จะมีความเบาบาง จะลดลง พูดง่ายก็คือ ถ้าเราเคี้ยวอาหารละเอียด ๆ กินอย่างถูกวิธีแล้ว กินมื้อเดียวก็พอ

ผลประโยชน์ที่จะได้รับถ้ารู้จักฝึกควบคุมให้เวทนาของเราเบาบาง คือ จะทำให้แก่ช้า ที่ร่างกายเพราะว่ามีธาตุไฟค่อยทำลาย เป็นธาตุไฟที่เกิดจากการย่อยอาหาร เป็นไฟอันเดียวกันกับที่ทำให้ร่างกายแก่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามีไฟที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่มาก ธาตุไฟที่จะทำให้ร่างกายแก่นั้นก็จะมีน้อย ก็จะครองอายุได้ยืนนาน และในขณะที่มีชีวิตอยู่นั้นก็มีเวทนาเบาบางด้วย

“ถ้าเป็นคนที่รู้จักรับประทานอาหารให้เหมาะสม ควบคุมทั้งเวทนาเก่า เวทนาใหม่ให้มีความเบาบางแล้ว ธาตุไฟก็จะไม่เย็นเกิน ไม่ร้อนเกิน พอปานกลาง พอควรแก่การทำความเพียร มันอยู่ที่เราควบคุมเชื้อเพลิงที่เราใส่เข้าไป ท้องของเรามันเหมือนกับเป็นเตาเผา คุณใส่เชื่อเพลิงเข้าไปมันเผาอยู่ตลอดเวลา ถ้าใส่เชื้อเพลิงเข้าไปมาก มันก็เผามาก เผามากก็ทำให้ระบบนั้นมันมีความปั่นป่วน แล้วถ้าไม่ใส่เชื้อเพลิงเข้าไปเลย มันก็ไม่มีอะไรที่จะเผาผลาญ ร่างกายก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ ก็ต้องใส่พอประมาณ

การที่เราจะรู้ประมาณในการบริโภคต้องมีสติ สติเราอย่าเอาไปตั้งไว้ที่ลิ้น ที่ดูว่ารสมันอร่อยมั๊ย อร่อยอย่างไร อย่างเอาไปตั้งไว้ที่อาหาร ที่ดูว่าปริมาณมันต้องมากน้อยเท่าไรอย่างไร แต่ให้ตั้งไว้ที่เวทนาในกายของเรา ดูที่ตรงนี้ ถ้าเรามีการควบคุม มีสติรู้ประมาณในการบริโภค พิจารณาดูที่เวทนาในกายของเราแล้ว เราก็จะไม่อยู่ตกในอำนาจของรสที่ผ่านมาทางลิ้น เราจะเป็นผู้ที่มารผู้มีบาปทำอะไรไม่ได้”

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในการตัดพระกระยาหารของพระเจ้าปเสนทิโกศล ค่อย ๆ ลดลง ๆ ลดจำนวนลงจากที่ปรุงมา 1 ทะนาน ตามจำนวนก้อนข้าวที่ทิ้งลงในคำสุดท้ายที่กินหลังจากที่ระลึกได้ พอตั้งสติได้ ฉันพอแล้ว ๆ นั่นแหละคือ ทันเวทนาที่ตัวเองจับได้ว่า เท่านี้เวทนามันระงับ วันต่อไปไม่ควรจะกินมากเท่าเดิม ควรจะลดลง ๆ นี่คือเทคนิคที่เราจะใช้ในการลดความอ้วนของเราได้

 

*เกร็ดความรู้

 

๓๐๐ เมล็ดข้าว = ๑ ใจมือ

๘ ใจมือ = ๑ ฟายมือ

๘ ฟายมือ = ๑ ทะนาน

 

๑ หยิบมือ = ๑๕๐ เมล็ดข้าวเปลือก

๔ หยิบมือ = ๑ กำมือ = ๖๐๐ เมล็ดข้าวเปลือก

๔ กำมือ = ๑ ฟายมือ = ๒,๔๐๐ เมล็ดข้าวเปลือก

๒ ฟายมือ = ๑ กอบมือ = ๔,๘๐๐ เมล็ดข้าวเปลือก

๔ กอบมือ = ๑ ทะนาน = ๑๙,๒๐๐ เมล็ดข้าวเปลือก

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง