ปลดล๊อกความเป็นตัวตน

  • ความรู้สึก(ทิฏฐิ) ว่าเป็นตัวตนเป็นก้อน เกิดได้อย่างไร
  • เมื่อเกิดความรู้ จะรู้ว่า แผนที่กับการเดินทางจริงเหมือนกัน
  • เข้าใจสมการนี้: เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน มีอุปาทาน จึงมีการสั่งสมเป็นอาสวะ เกิดความเป็นสภาวะ มี time and space มันมีเหตุมีปัจจัยกันมา เป็นอนัตตา

“ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง เพื่อความมีแห่งประโยชน์ โดยประการทั้งปวง ; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”

--พุทธพจน์--

 

เข้าถึงใจแล้วต้องเข้าถึงจิตด้วย

 

ความรู้ชนิดที่เป็นญาณ เป็นวิชชา ต้องเป็นความรู้ลึกเข้าไปถึงจิต ไม่ได้อยู่แค่ที่สัญญา หรือว่าวิญญาณ หรือว่าสังขาร สิ่งเหล่านี้อยู่ในช่องทางคือใจ แต่ยังไม่เข้าถึงจิต พอไม่เข้าถึงจิต ความรู้ชนิดที่เป็นวิชชาก็จะไม่เกิดขึ้น ความรู้จากภายนอกได้เข้ามาสู่ใจ จำได้เป็นสัญญาแล้ว ให้ความรู้ที่อยู่ในใจ เข้าต่อไปเข้าสู่ถึงจิตให้ได้ กระบวนการเปลี่ยนถ่ายความรู้ภายนอก เข้ามาสู่ใจ ให้เข้าถึงไปในจิตต้องใช้การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

แผนที่กับทางเดินจริง

 

ทำไมความรู้สึก(ทิฏฐิ) ที่ว่ามีตัวตน เป็นของเรา เป็นก้อน สิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน สิ่งที่เราสัมผัสได้ มันเป็นตัวตน มันมีความเป็นก้อน มีความเป็นเหมือนกับเป็นบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ที่เรารู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่ามันเป็น อนัตตา ทำไมมันตรงกันข้ามกัน

ความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นความจริง เป็นเหมือนแผนที่ เปิดดูรู้แล้วก็ต้องเดินไปตามทางนี้

เราจะรู้ได้เข้าใจได้ว่ามันไม่ใช่ของฉัน ให้เริ่มต้นด้วยการให้จิตนั้นเป็นอารมณ์อันเดียว ตั้งสติขึ้น แล้วพิจารณาดูว่า ที่เรามีความรู้สึกว่านี่เป็นจิตของเรา ที่เรารู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในช่องทางคือใจ ที่เรารู้สึกว่ามีกายของเรา เป็นของเรา ของเรา นี่คือลักษณะของจิตที่มันเข้าไปยึดถือสิ่งที่อยู่ภายในใจ จิตไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนขึ้นมา

ในใจเรานะ ในใจของเรา คือช่องทางนี้ มีวิญญาณอยู่ มีการรับรู้อยู่ การที่มีความยึดถือในวิญญาณ ความยึดถือนี่ล่ะ มันจึงปั้นสรรปรุงแต่งวิญญาณนี้โดยความเป็นตัวตน การที่มายึดกาย ว่ากายก้อนนี้ ที่เรามาอาศัยอยู่ในชาตินี้ภพนี้ การที่มายึดถือตรงนี้โดยการเป็นตัวตน เราก็จึงรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมา

 

อะไรที่มาทำหน้าที่ยึดถือ

 

สิ่งที่มายึดถือโดยความเป็นตัวตนก็คือ จิต เราถูกจิตคดโกงล่อลวงปลิ้นปล้อนปลอมเทียม เราถูกจิตหลอก ให้เข้าไปยึดถือ พอยึดถือ จึงมีความเป็นตัวตนขึ้น ความเป็นตัวตนคือภพ เหมือนเป็นสภาวะอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นก้อนสักอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความที่เป็นของเรา ตัวฉัน ตัวเธอ ขึ้นมา

ถ้ามีตัวตนของฉันของเธอแล้ว ก็ต้องมีของเรา ถ้ามีของเราแล้ว ก็ต้องมีของเขา มันก็ทับกันไปมา ปรุงสรรปั้นแต่งซ้อนทับกันไปๆ เป็นภพที่ซ้อนอยู่ในภพ เป็นความเป็นสภาวะ เป็นความมีความเป็น เป็นความรู้สึกเหมือนกับมีเวลามีสถานที่ขึ้นมา ภพทั้งหลาย ทำให้เรารู้สึกถึงความมีความเป็น ทำให้เรารู้สึกว่า มันต้องเป็นไปในสถานที่ มีเวลา จึงเห็นภพโดยความเป็นตัวตนขึ้นมา

 

เพราะอะไรหนอจึงมีภพ

 

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ แล้วอุปาทานคือความยึดถือ อยู่ตรงไหน มันอยู่ตรงจิต ทำไมจิตมามีอุปาทานความยึดถือได้ เพราะว่าจิตนี้ถูกหลอก ถูกหลอกจึงทำให้มีอุปาทานคือความยึดถือ แล้วทำไมจิตมันจึงถูกหลอกได้ จิตนี้ถูกคดโกงล่อลวงปลอมเทียมปลิ้นปล้อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความไม่รู้ คืออวิชชา อวิชชามาหลอกจิตให้ไปยึดถือ ความยึดถือนี้คือ ตัณหา มีตัณหาจึงมีอุปาทาน ตัณหาความอยากทำให้ไปทำหน้าที่ในการยึด เป็นก้อน เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ตัณหาและอวิชชามันอาศัยกันเกิดขึ้น เพื่อให้มีความมีความเป็นของจิตขึ้นมา

 

เกิดวิชชา สิ่งที่จะมา ปลด lock

 

พอมาพิจารณาด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จะเกิดความรู้ว่า มันมีเหตุมีปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นอัตตาตัวตนของมัน โดยความเป็นสภาวะของมันเองโดยเอกเทศ มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา เรียกว่าเป็น อนัตตา ความรู้จากข้างนอกเข้ามาสู่ใจจนถึงจิต สิ่งที่อยู่ในแผนที่กับที่เดินอยู่จริงเหมือนกัน

พอมีวิชชาเกิดขึ้น สิ่งที่มันจะมา unlock สิ่งที่มันจะมาปลดlock การที่จิตถูกหลอก ให้เข้าไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การปลด lock มันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราทำวิชชาให้เกิดขึ้น มันก็จะไปปลด lock ความไม่รู้คืออวิชชา ทำให้จิตที่ถูกขังอยู่ ถูกหลอกอยู่ ถูกlock อยู่ ถูกยึดถืออยู่ด้วยความเป็นตัวตน เป็นอิสระออกมาจากการถูกlockนั้นจากการยึดถือนั้น ปลด lock ด้วยวิชชา คือความรู้ที่ทำให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา มาจากการพิจารณาว่า มันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา

ไอ้ความไม่เที่ยงไอ้ความเป็นอนัตตา ที่เป็นความรู้ของคนข้างนอก ที่เราได้ยินมาอ่านมาฟังมา แน่นอนล่ะ จำได้ เป็นสิ่งที่เป็นสัญญาในภายใน เอาสิ่งมาจากภายนอกให้เข้าสู่ใจ มันจะปลด lock ตรงนี้ได้ แผนที่เขาส่งมาให้เราดูเนี่ย ถ้าเราไม่เดินไป มันจะมีประโยชน์เหรอ มันก็ไปถึงที่ไม่ได้ รับรู้ความรู้ของคนอื่นมา เราเข้ามาสู่ใจ รับมาเป็นสัญญา รับมาเป็นวิญญาณ รับมาแล้ว ให้มันเห็นจริงๆ

เห็นจริงแล้วเหมือนคุณรับแผนที่ แล้วคุณเดินไปตามทางถูก เห็นให้มันถูก มันก็ไปถึงที่หมายได้เรารับความรู้มา เราเอามาปฏิบัติในใจของเรา เป็นความรู้เป็นวิชชาเกิดขึ้น ปฏิบัติธรรมก็เพื่อตรงนี้แหล่ะ ฟังธรรมะก็เพื่อตรงนี้แหล่ะ ให้เกิดวิชชาคือความรู้ เพื่อให้จิตที่มันถูกหลอกอยู่ด้วยอวิชชา ให้มันฉลาดขึ้นหน่อย อวิชชาค่อยๆ จางคลายไป ด้วยวิชชาคือความรู้ ที่เราค่อยๆ ทำให้เกิดขึ้นๆ จิตที่มีความเศร้าหมองหม่นหมอง ก็จะค่อยประภัสสร มีความสว่างขึ้นมา

 

จิตที่มีความสว่างมีความประภัสสร มันก็จะไม่ไปหลงยึดถือ ความยึดถือก็จะน้อยลง ความที่เป็นก้อนเป็นสภาวะเป็นตัวตนในสิ่งต่างๆ ก็จะลดลงๆ ลดลงๆๆๆ จนกระทั่งถึงจุดที่มันหมดไปเลย อวิชชาหมด หมดไม่เหลือเลย อันนั้นมันดีมาก จิตนี้ก็จะเป็นอิสระโดยถาวร

 

(มีตัณหา จึงเกิดอุปาทาน ก่อเกิดเป็นการสั่งสมคือจิต เป็นอาสวะ มีความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นสภาวะ มีสถานที่และเวลา เป็นภพ เป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน เข้าใจตรงนี้จะปลด lock)