อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗

HIGHLIGHTS:

  • ความหมายโดยละเอียดของอภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗
  • ข้อธรรมที่ประกอบขึ้นเป็นอภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗

บทคัดย่อ

 

การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา จะเป็นแบบมีรูปแบบเป็นทางการก็ได้ หรือเป็นรูปแบบในชีวิตประจำวันก็ได้ แต่หากการปฏิบัติธรรมที่วัดป่าดอนหายโศกเรียกว่า ปฏิบัติแบบหลีกเร้น โดยใช้หลักสูตรแบบพุทธานุสติ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกการปฏิบัติแบบหลีกเร้นนี้ว่า “ปฏิสัลลานะ” หมายถึงการปฏิบัติแบบปลีกวิเวก เพื่อที่จะได้ความสงบสงัด เกิดสมาธิ เห็นตามความที่เป็นจริง

 

อ้างอิงจากมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งกล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าได้สรุปคำสอนของพระองค์หลังปลงอายุสังขารแล้ว เป็นเวลา ๓ เดือนก่อนการเสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยได้ทรงตรัสว่า “ธรรมะอันใดที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง พวกเธอจงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่วถึง” ซึ่งทรงกล่าวถึง อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นธรรมะที่เทศน์แล้วด้วยอภิญญา เป็นธรรมะที่แสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง จัดแต่งขึ้นมาอย่างดี ถูกออกแบบไว้อย่างเหมาะสมดีแล้ว ทดลองใช้มาในทุกรูปแบบ และรวมลงกันมาอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งธรรมะนี้ควรต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติ และปฏิบัติในทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ เรียนธรรมะให้ทั่วถึง รอบคอบ พึงเจริญทำให้มาก จะทำให้ศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมั่นคงและตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน ทั้งนี้อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ จะประกอบด้วย

 

 

**** ในบางครั้งสติปัฎฐานสี่ สามารถแจกแจงรายละเอียดออกเป็น อนุสสติสิบ ได้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ: ในส่วนที่พระอาจารย์กล่าวว่า “อภิญญาเทสิกธรรม” นั้น ท่านได้หมายถึง “อภิญญาเทสิตธรรม” นั่นเอง

  • สติปัฎฐานสี่ คือ ฐานที่ตั้งให้เกิดการระลึกถึง รู้เห็นและเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง โดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ มี ๔ ประการดังนี้
    • กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน
    • เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน
    • จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้จิต
    • ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  • สัมมัปปธานสี่ คือ ความเพียรที่เป็นหลัก เป็นประธาน มี ๔ ประการดังนี้
    • สังวรปทาน คือ เพียรระงับการกระทำอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น (เพียรระวัง)
    • ปหานปทาน คือ เพียรละเลิกอกุศลที่กำลังกระทำอยู่ (เพียรละ)
    • อนุรักขนาปทาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (เพียรรักษา)
    • ภาวนาปทาน คือ เพียรฝึกฝนบำรุงและพัฒนากุศลธรรมให้เจริญยิ่งขึ้น (เพียรเจริญ)
  • อิทธิบาทสี่ คือ ที่ตั้งหรือคุณธรรมให้ถึงความสำเร็จ ซึ่งกระบวนการที่สมบูรณ์จะต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่งเป็นเป้าหมาย โดยอาศัยอิทธิบาทสี่แต่ละตัวเป็นตัวขับเคลื่อน และมีสมาธิเป็นประธานกิจ มี ๔ ประการดังนี้
    • ฉันทะ ความพอใจ ที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาที่จะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
    • วิริยะ ความเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน
    • จิตตะ การคิดใคร่ครวญ การเอาใจใส่
    • วิมังสา ความไตร่ตรอง พัฒนาและปรับปรุง
  • อินทรีย์ห้า คือ ความเป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่ ประกอบด้วยรายละเอียด ๕ ประการดังนี้
    • ศรัทธา คือ สัทธินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ ในสภาพธัมมะของตนคือ น้อมใจเชื่อ
    • วิริยะ คือ วิริยินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ ในการประคองไว้
    • สติ คือ สตินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ในการระลึก
    • สมาธิ คือ สมาธินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ ในการไม่ฟุ้งซ่าน
    • ปัญญา คือ ปัญญินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ในการเห็นตามความเป็นจริง
  • พละห้าคือ ความไม่หวั่นไหว เป็นพลัง ทำให้เกิดความมั่นคงซึ่งความไร้ศรัทธา ประกอบด้วยรายละเอียด ๕ ประการดังนี้
    • สัทธาพละ มีความไม่หวั่นไหว ในความไม่มีศรัทธา
    • วิริยะพละ มีความไม่หวั่นไหว ในความไม่เกียจคร้าน
    • สติพละ มีความไม่หวั่นไหว ในความไม่ประมาท
    • สมาธิพละ มีความไม่หวั่นไหวไป เพราะความฟุ้งซ่าน
    • ปัญญาพละ คือ มีความไม่หวั่นไหวไป ในความไม่รู้
  • โพชฌงค์เจ็ด คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ ประกอบด้วยรายละเอียด ๗ ประการดังนี้
    • สติ (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
    • ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
    • วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
    • ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
    • ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
    • สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
    • อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง
  • อริยมรรคมีองค์แปด คือ หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ (เรียกว่า มัคคสัจจ์ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ และนับเป็นหลักธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยกรอบการปฏิบัติ ๘ ประการด้วยกัน เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค) โดยมีรายละเอียดดังนี้
    • สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง หมายถึง ความรู้-ปัญญา หรือมุมมอง ที่ถูกต้องตรงกับความจริง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือการรู้แจ้งในอริยสัจ ๔
    • สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดที่ต้องละเว้นจากความพอใจ ความพยาบาทและการเบียดเบียน
    • สัมมาวาจา คือ เจรจาที่ถูกต้อง หมายถึง การพูดที่ต้องละเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียดและเพ้อเจ้อ
    • สัมมากัมมันตะ คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง การกระทำที่ต้องละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์และประพฤติผิดในกาม
    • สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง หมายถึง การทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการทุจริตและเอาเปรียบผู้อื่น
    • สัมมาวายามะ คือ ความเพียรที่ถูกต้อง หมายถึง ความอุตสาหะหรือความพยายามที่อยู่ในวิถีทางที่ดีงาม คือการละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลให้ยิ่งๆขึ้นไป
    • สัมมาสติ คือ การมีสติที่ถูกต้อง หมายถึง การระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยกำจัดความฟุ้งซ่าน รำคาญ หดหู่ ง่วงซึม สงสัย และลังเล คือการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เช่นการเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรู้ลมหายใจ
    • สัมมาสมาธิ คือ การมีสมาธิที่ถูกต้อง หมายถึง การฝึกกายและอารมณ์ให้สงบ โดยกำจัดควาคิด,ความจำและอารมณ์ออกไปชั่วขณะหนึ่ง คือการเจริญฌานทั้งสี่


พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

อภิญญาเทสิตธรรม

อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ป่ามหาวัน, เราจักไปยังกูฏาคารศาลา. อานนท์ ! เธอจงให้ภิกษุทุกรูป บรรดาอาศัยเมืองเวสาลี มาประชุมพร้อมกัน ที่อุปัฏฐานสาลาเถิด. (ครั้นภิกษุประชุมพร้อมกันแล้ว ได้ตรัสอภิญญาเทสิตธรรม ดังนี้) :

อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ป่ามหาวัน, เราจักไปยังกูฏาคารศาลา. อานนท์ ! เธอจงให้ภิกษุทุกรูป บรรดาอาศัยเมืองเวสาลี มาประชุมพร้อมกัน ที่อุปัฏฐานสาลาเถิด.

(ครั้นภิกษุประชุมพร้อมกันแล้ว ได้ตรัสอภิญญาเทสิตธรรม ดังนี้) :

ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง, ธรรม เหล่านั้น พวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ ท.

ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง ฯลฯ, คือ สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด.

ภิกษุ ท. ! บัดนี้เราจักเตือนท่านทั้งหลาย : สังขารทั้งหลาย มีความ เสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วย ความไม่ประมาทเถิด, การปรินิพพานของตถาคต จักมีในกาลไม่นานเลย, ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลล่วงไปแห่งสามเดือนจากนี้.

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่, ทั้งที่เป็น คนพาลและบัณฑิต, ทั้งที่มั่งมี และยากจน ล้วนแต่มีความ ตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า. เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด; ชีวิตแห่งสัตว์ ท. ก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น.

วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว, เราจักละพวกเธอไป. สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล เป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษา ซึ่งจิตของตนเถิด. ในธรรมวินัยนี้, ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.