สังโยชน์ ๑๐ กิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจ

HIGHLIGHTS:

  • อนุรุทธสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการน้อมจิตเข้าสู่อมตธาตุของพระอนุรุทธะ ก่อนที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ โดยการละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ
  • คำจำกัดความของสังโยชน์ ๑๐ กิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฎฎะ

บทคัดย่อ

 

คำถาม : ต้องการทราบคำอธิบายเกี่ยวกับอนุรุทธสูตรที่ ๒ อย่างละเอียด

 

คำตอบ : เป็นพระสูตรจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ ในอังคุตตรนิกาย หมวดที่ ๓ เริ่มต้นข้อที่ ๕๗๐ ซึ่งได้กล่าวถึงพระอนุรุทธะ ภิกษุผู้มีความเป็นเลิศในด้านทิพยจักษุ สามารถเห็นวาระจิตของหมู่สัตว์ที่ไปจุติ(ตาย) หรืออุบัติ(เกิด) ในที่ใดๆ ได้หมด และได้มาขอให้พระสารีบุตรแนะนำว่าเพราะเหตุใดตนเองได้ใช้ทิพยจักษุญาณตรวจดูโลกธาตุ (เทวโลก พรหมโลก มนุษย์โลก และนรกโลก) นานแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรม สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้

 

พระสารีบุตรกล่าวว่า การที่พระอนุรุทธะคิดว่าท่านมีทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์เป็นเพราะ

 

  • ท่านมีมานะ คือการที่คิดว่า มีตัวเรา ความเป็นตัวตน เข้าไปตรวจดูโลกธาตุ
  • การที่พระอนุรุทธะคิดว่าท่านมีความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่น ไม่หลงลืม กายสงบระงับ จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาเพราะท่านมีอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
  • การที่ท่านคิดว่าจิตของท่านยังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นเป็นเพราะท่านมีกุกกุจจะ (ความรำคาญใจ ความขัดเคืองใจ)

เมื่อพระสารีบุตรแนะนำให้ท่านพระอนุรุทธะละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ไม่ใส่ใจธรรมสามอย่างนี้ แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ ดังนั้นเมื่อพระอนุรุทธะปลีกวิเวกและปฏิบัติตามโดยสามารถละธรรมทั้งสามอย่างนี้ และน้อมจิตไปในอมตธาตุได้แล้ว จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

 

ทั้งนี้การละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการละกิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจ ซึ่งเรียกว่า สังโยชน์ ๑๐

 

สังโยชน์ ๑๐ หมายถึง กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฎฎะ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง สังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ อันได้แก่

๑. สักกายทิฏฐิเห็นว่า ร่างกายเป็นเรา สิ่งของต่างๆเป็นของเรา
๒. วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง ความลังเลสงสัย ในคุณพระรัตนตรัย
๓. สีลัพพตปรามาส การรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติแบบลูบๆ คลำๆ ไม่ทำอย่างจริงจัง
๔. กามราคะ การที่จิตมีความพอใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ การกระทบกระทั่ง ความขัดเคืองในใจ

 

กลุ่มที่สอง สังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดเบื้องสูง ที่รัดลึกรัดแน่น อันได้แก่

๑. รูปราคะ ยึดมั่นถือมั่นในรูปฌาน
๒. อรูปราคะ ยึดมั่นถือมั่นในอรูปฌาน ติดสุขในสมาธิ คิดว่าเป็นคุณพิเศษที่ทำให้พ้นจากวัฎฎะ
๓. มานะ มีอารมณ์ถือตัวถือตน ถือชั้นวรรณะเกินพอดี
๔. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ผูกรัดแบบมาๆไปๆ ครุ่นคิดอยู่ในอกุศล
๕. อวิชชา มีความไม่รู้ในอริยสัจสี่

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่

๑. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
๒. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
๓. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
๔. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ

 

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่

๖. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
๗. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
๘. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
๙. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
๑๐. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง