คำพุทธ-จูฬสัจจกสูตร

มัชฌิมนิกาย ว่าด้วยเรื่อง สัจจกนิครนถนาฏบุตร "จูฬสัจจกสูตร"

สัจจกนิครนถนาฏบุตร อาศัยอยู่ในกรุงเวสาลี เป็นนักโต้วาทะ พูดยกตนว่าเป็นบัณฑิต ชนจำนวนมากก็ยกย่องว่าเป็นผู้มีลัทธิดี เขากล่าวกับที่ชุมชนในกรุงเวสาลีว่า.....

.....เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ ผู้ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อโต้ตอบวาทะกับเรา แล้วจะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ เราไม่เห็นเลยแม้แต่คนเดียว ถ้าเราจะโต้ตอบวาทะกับตันเสาที่ไม่มีจิตไม่มีใจ แม้ต้นเสานั้นโต้ตอบวาทะกับเราก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงมนุษย์เลย เขาได้ชักชวนเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ องค์ ไปเข้าเฝ้าพระศาสดา หวังจะกล่าวแย้งถ้อยคำของพระศาสดา แต่เมื่อพบพระศาสดา สัจจกนิครนถนาฏบุตรกลับถูกพระศาสดาซักถามแล้ว กล่าวแก้ในถ้อยคำของตัวเอง ก็พึงเปล่าว่าง แพ้ไปเอง เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ ถือเอาควานที่คมกล้าเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่งในป่า มีลำต้นตรง เป็นต้นยังอ่อนยังไม่เกิดแกนไส้ เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคน แล้วตัดที่ปลาย ปลอกกลีบออก ในขณะที่เขาปลอกกลีบออกอยู่นั้น ไม่พบแม้แต่กระพี้ของมัน จะพบแก่นได้แต่ที่ไหนเล่า พระศาสดาทรงกล่าวว่า สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ จักชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอน ทำถูกตามโอวาท หมดความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนแห่งศาสดาตน เพราะเหตุเพียงว่าสาวกของเราเห็นขันธ์ทั้งห้านั้นทั้งหมด คือ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา และหากภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นขันธ์ทั้งห้าทั้งหมดนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา จึงหลุดพ้นแล้วเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ จึงชื่อว่าภิกษุผู้นั้นเป็นอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เธอผู้ที่มีจิตพ้นแล้วดังนี้ ย่อมประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ อย่างคือ ๑ มีความเห็นอันยอดเยี่ยม ๒ มีข้อปฏิบัติอันยอดเยี่ยม และ ๓ มีความหลุดพ้นอันยอดเยี่ยม และเมื่อจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยความเลื่อมใสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเป็นผู้ตรัสรู้เองแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ทรงทรมารฝึกพระองค์ก่อนแล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อทรมารฝึกสอนผู้อื่น ทรงสงบระงับกองกิเลสได้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อสอนผู้อื่นให้สงบระงับกองกิเลส ทรงข้ามห้วงกิเลสได้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อสอนผู้อื่นให้ข้ามห้วงกิเสส ทรงดับเพลิงกิเลสได้ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อสอนผู้อื่นให้ดับเพลิงกิเสสดังนี้