สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น

บทย่อ :...พระพุทธเจ้าปรารภพระเทวฑัต.....ใจความสำคัญของพระสูตรนี้ ก็เปรียบอุปมาอุปไมย ว่าการประพฤติพรหมจรรย์มีหลายส่วน ส่วนสุดยอดก็คือแก่นไม้ เปรียบกับต้นไม้ต้นหนึ่ง องค์ประกอบของต้นไม้มีอะไรบ้าง ท่านผู้ฟัง เห็นๆเลยชัดเจนก็ใบใช่มั้ย กิ่ง ใบ ยอด นี่คือส่วนหนึ่ง ถัดลงมา ก็จะเห็นสะเก็ดของต้นไม้ ...เข้าไปใต้สะเก็ด ก็จะเป็นเปลือกไม้ ถัดจากเปลือกไม้กHจะเป็นกระพี้ไม้ ถัดไปจากกระพี้ก็จะเป็นแก่น......

..พระพุทธเจ้าก็เปรียบ กิ่งใบเหมือนลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอ...ซึ่งไม่ว่าการบวชประพฤติพรหมจรรย์ในรูปแบบไหนก็ตาม มันก็อาจจะเกิดลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสงฆ์ บวชเต็มรูปแบบ อันนี้ต้องระวัง...ถ้าเผื่อว่าจิตใจไปยินดีตรงนั้น ก็เสร็จเลย ติดแหง๊กอยู่ตรงนั้น คิดว่าตรงนี้เป็นที่สุดของการปฏิบัติแล้ว ของพรหมจรรย์แล้ว ก็จะพลาดไป พระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนคนที่ต้องการแก่นไม้ แหม!มีศรัทธาออกบวช บวชคิดว่าตัวเองมีความทุกข์เฉพาะหน้า ต้องการแก้ไขปัญหา พอมาถึงธรรมะวินัยนี้ กลับเอาแค่ลาภสักการะไป แหม! มันเสียดาย เปรียบเหมือนกับคนที่ต้องการแก่นไม้ ไปเจอต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว กลับเด็ดเอายอดของกิ่งไปเฉยๆ เอาใบไปเฉยๆ ไม่เอาแก่นไม้ไป มันเสียดายตรงนี้.....

...สิ่งภายนอก พวกลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอ อย่าไปยินดีพอใจตรงนั้น แต่สิ่งที่เป็นศีล สมาธิ ญานทัสสนะ เครื่องรู้เห็นอะไรต่างๆ ควรจะยินดีในสิ่งนั้น เพราะว่าสิ่งที่เป็นภายนอก ถ้ายินดีเนี่ยะ มันคือกาม...กามมันก็จะกัดกินหัวใจ เป็นสนิมของใจ....ถ้ายินดี ก็จะติดแหง๊กอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ยินดีแล้ว จะไปเกิดอะไรขึ้น ก็จะทำศีลให้เกิดขึ้นได้.....ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าเราข้ามตรงนั้นมาได้ ว่ากิ่งใบนี่มันไม่ใช่นะ ก็ปฏิบัติดีขึ้นไป ทำศีลให้เกิดขึ้น ศีลในที่นี้ก็เปรียบเหมือนสะเก็ดนั่นเอง...ความยินดีพอใจในคุณธรรมที่เกิดขึ้นตรงนี้ มันเป็นเหมือนกับความอิ่มใจ ความอิ่มในใจที่พอเรามีธรรมะ มันก็อิ่มอยู่ในใจ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ให้มี เพราะว่ามันจะทำให้เมา คือความดำริเต็มรอบ....

...ความดำริเต็มรอบ หมายถึงว่าแค่นี้พอ จบแค่นี้ คือไม่ได้ขวนขวายสิ่งที่มันจะยิ่งขึ้นไป  คิดว่าอันนี้เต็มแระ สมบรูณ์แระ คิดว่าบริบรูณ์แระ......พอคิดว่าฉันปฏิบัติได้ศีลดีแล้ว ศีลนี้คือที่สุดของพรหมจรรย์แล้ว .....เช่นในกรณีนี้ ท่านพระเทวฑัต คิดว่าตัวเองเคร่งกว่าภิกษุอื่น..คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นในเรื่องของศีล ทนงตัว...พอทนงตัว ก็เมาล่ะ  เมาก็อยู่ในความประมาท มีความเป็นอยู่ที่ดูแล้วน่าชัง เพราะอะไร เพราะว่ามีความดำริเต็มรอบในเรื่องของศีล.....

..ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ..คืนที่จะบรรลุนั่นแหละ ก็ได้บอกว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย คำว่าไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ตรงนี้แหละ ก็หมายถึงความที่ไม่มีดำริเต็มรอบ ในสิ่งที่เป็นกุศลธรรมต่างๆเหล่านั้น...ในขณะที่ศีลเป็นคุณธรรมที่ดี ให้มีความยินดี อันนี้ดี แล้วก็อย่าไปอิ่มตรงนั้น อย่าไปมีความอิ่มแค่กุศลธรรม แต่ให้รู้จักไม่อิ่ม ให้รู้จักไม่พอในกุศลธรรมทั้งหลาย....ธรรมะนี้เป็นลักษณะที่ ถ้าเรารู้แล้ว ได้แล้วเนี่ยะ มันจะอิ่มชนิดที่ว่า อิ่มอกอิ่มใจ ไม่หิว แต่ว่าก็ไม่พอ กินได้เรื่อยๆ กินแล้วแบบ ไม่ใช่ว่าอึดอัดอย่างนั้น ไม่เป็น ....หิวก็ไม่หิว ไม่กระหาย เพราะว่าความพอใจในคุณธรรมที่มี แต่ก็ยังกินได้เรื่อยๆ ไม่อิ่ม ไม่อึดอัด ก็เพราะว่าไม่มีความดำริเต็มรอบในเรื่องของศีล เป็นต้น....

...พอรู้จักว่าการที่จะไปต่อได้ มีสิ่งที่จะต้องทำให้มาก ยิ่งขึ้นไปเนี่ยะ สติของบุคคลผู้นั้นจะตั้งขึ้นทันที คือเขาจะไม่ประมาท เพราะรู้ว่าจะมีสิ่งที่ต้องทำยิ่งขึ้นไปอีก.......ถ้ามีใจยินดี ก็ดีแล้ว แล้วก็ไม่มีความดำริเต็มรอบ ไม่ประมาท ทำศ๊ลให้เกิดขึ้นได้แล้ว ตั้งใจปฏิบัติให้มันลึกซึ้งขึ้นไป ก็ทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้ สมาธิตรงนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเปลือก.........คนที่มีสมาธิดีมั้ย ดี ควรจะยินดีมั้ย ควรจะยินดี แต่ควรจะมีความดำริเต็มรอบมั้ย ไม่ควร เพราะว่าถ้ามีความดำริเต็มรอบแล้ว จะอยู่ด้วยความประมาท ....พอมีความประมาทแล้ว ก็มัวเมาล่ะที่นี้ ยกตนข่มท่านแล้ว ..เสียดายของ....

...อาจจะสงสัยว่า อ้าว! ทำไมมีสมาธิแล้วยังประมาทได้ มีพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพูดว่า คนที่มีจิตเป็นสมาธิ ก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่อย่างไม่ประมาทนะ เพราะว่าถ้ามีสมาธิแล้ว ธรรมะจะเกิดขึ้นได้....แต่สำหรับคนที่มีสมาธิแล้ว เมา ธรรมะไม่เกิด เป็นลักษณะมิจฉาสมาธิ คือธรรมะเนี่ยะ มีเพื่อลอกกิเลส แต่ว่าถ้าเผื่อเราเข้าใจไม่ถูก เป็นลักษณะของงูพิษ ปริยัติที่เป็นงูพิษก็มีนะ พอเมาแล้ว เป็นพิษแล้ว กิเลสที่จะลด กิเลสกลับเพิ่ม ศีลก็กลายเป็นสีลปตปรามาส.....สมาธิก็กลายเป็นมิจฉาสมาธิ ...

..แต่ว่าถ้าเผื่อว่าป้องกันตัวเองได้ ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้ว มีใจที่มีสติตั้งเอาไว้ ไม่เผลอเรอ ไม่ขาดสติ เป็นผู้ไม่ประมาท จะทำญานทัสสนะให้เกิดขึ้นได้ ญานทัสสนะ ก็หมายถึง เครื่องรู้เครื่องเห็นต่างๆ......อย่างกรณีท่านพระเทวฑัต ก็ทำให้เกิดญานทัสสนะได้เลยนะ ..สามารถทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูศรัทธาได้ ก็มีลาภสักการะ มีลาภสักการะขึ้นมา พลาดแล้วทีนี้ มีใจยินดีไปกับตรงนั้นเนี่ยะ มันก็เลยทำให้สมาธิที่มีก็เป็นมิจฉาสมาธิ ...ญานทัสสนะที่มีก็เป็นมิจฉาญาน...แล้วก็คิดว่าตรงเนี่ยะเป็นที่สุดของพรหมจรรย์แล้ว..ฉันจะตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้าเอง...พระพุทธเจ้าเทศน์พระสูตรนี้  ก็เพื่อจะบอกตรงนี้ว่า มันไม่ได้สุดที่ญานทัสสนะนะ ญานทัสสนะมันแค่กระพี้ ไม่ใช่แก่นไม้ ..แข็งมั้ย แข็ง แต่ไม่เท่าแก่นไม้...

...การไม่มีดำริเต็มรอบนั้น ก็หมายถึงว่าเอาใจใส่ ที่จะพัฒนาปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้นไป ไม่ได้คิดว่าแค่นี้พอแล้ว เป็นผู้ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย....พอไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ มันก็มีสติตั้งมั่น คอยระวัง คอยสอดส่องดูแลในกุศลธรรมที่มันจะทำให้มันดีขึ้น มากขึ้น ..พอคอยสอดส่องอยู่ ก็ไม่เมา ไม่ประมาท ก็จะทำวิโมกข์ให้เกิดขึ้นได้....

..วิโมกข์ในที่นี้หมายถึง พ้น พ้นจากอะไร พ้นจากเครื่องข้องต่างๆ ..ความเหนือโลก...อยู่ในโลกนั่นแหละ แต่ว่าไม่ถูกโลกครอบงำได้....ความพ้นในระดับแรกๆเนี่ยะ ที่มันยังอาศัยญานทัสสนะ..มันยังเป็นความพ้นที่ว่ากลับกำเริบ..สยมวิโมกข์ คือวิโมกข์ที่เป็นสมัยๆ ....ก็ทำไปๆ ก็จะถึงความพ้นชนิดที่ว่าไม่กลับกำเริบ..คือเรื่องของผลนั่นเอง ...อสมยวิโมกข์ คือความพ้นชนิดที่เดินหน้าลูกเดียว ไม่มีการกลับถอยหลัง....

....เส้นทางที่เดินตามที่พระพุทธเจ้าบอกนี้ เริ่มตั้งแต่เรื่องของศีล สมาธิ ญานทัสสนะ ความพ้นชนิดที่ยังเป็นสมัย ยังกลับกำเริบได้ จนถึงจุดที่เรียกว่าไม่กลับกำเริบ...เป็นเส้นทางที่เข้าสู่แก่นของการประพฤติพรหมจรรย์ แก่นในที่นี้ ก็คือ วิโมกข์ที่ไม่กลับกำเริบนั่นเอง....

ออกอากาศวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557