รู้ได้เฉพาะตน ในความดีของพระธรรม

S09E60

Time index

[02:34] ผู้ที่เกษียณอายุ จัดว่าเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัย ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ดีในการพิจารณาว่า เวลาต่อจากนี้เราควรจะทำอะไรเพื่อให้การใช้ชีวิตในโลกหน้าเป็นไปด้วยดี จึงควรจะระลึกถึงวิธีการสร้างบุญกุศลและสั่งสมบุญ โดยการให้ทาน รักษาศีล ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้เต็มที่อย่างมีแบบแผนที่ถูกต้อง อย่าประมาทหลงเพลิน จะทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณค่าอย่างมาก

[07:29] ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนให้คนคิดอย่างมีเหตุและผล ในทางพระพุทธศาสนาไม่แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะปกติวิสัยของคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ถูกต้อง และถ่องแท้ แต่ทำไมต้องสอนเรื่องอจินไตยด้วย จริงๆแล้วอจินไตยคืออะไร มีขอบเขตความหมายอย่างไร

[09:32] อจินไตย หมายถึง เรื่องที่ไม่ควรคิด เพราะหากคิดแล้วจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า ฟุ้งซ่าน คิดนอกแนว เนื่องจากเป็นเรื่องของสิ่งที่เหนือเหตุเหนือผล เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชนแบ่งเป็น 4 อย่างได้แก่

  • ฌานวิสัย คือวิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้ได้ฌานสมาธิ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินได้ หรืออ่านวาระจิตของผู้อื่นได้
  • พุทธวิสัย คือวิสัยแห่งความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
  • กรรมวิสัย คือวิสัยของกฎแห่งกรรมและวิบากกรรม เป็นการให้ผลของกรรมที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ
  • โลกวิสัย คือวิสัยแห่งโลก คือการมีอยู่ของสวรรค์ นรก และสังสารวัฏ

[14:25] อจินไตย เป็นเรื่องของเหตุผลที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นได้ หากยังพยายามคิดหมกมุ่นอยู่ จะเป็นช่องให้กิเลสแทรกได้ทันที ดังนั้นจึงไม่พึงคิดด้วยตรรกะ แต่ให้คิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิอย่างมีปัญญาและศรัทธาควบคู่กันไป

[21:04] ต้องการทราบคำอธิบายของประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" 

[22:17] ประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" นี้ไม่ใช่พุทธพจน์แน่นอน แต่สามารถวิเคราะห์ไปในแนวทางที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้นั่นคือ หลักของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง "....เพราะมีกิเลส ตัณหา อวิชชาจึงทำให้มีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงทำให้มีภพ เพราะมีภพจึงมีการเกิด" ซึ่งหมายถึง จิตของเราเกิดหรือก้าวลงไปในสิ่งต่างๆ

[28:18] คำว่า "ปัจจัตตัง แปลว่า รู้ได้เฉพาะตน" ตีความหมายตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้กว้างเพียงใด ใช้กับสถานการณ์ใดได้บ้าง

[29:45] คำว่า "ปัจจัตตัง" ปรากฏในบทสวดสรรเสริญคุณของพระธรรมที่ว่า "ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ" แปลว่า วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ซึ่งมีนัยยะที่หนึ่งคือ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่สุดของคนดี คนประเสริฐ ที่จะรู้ได้ในมาตรฐานความดีของพระธรรม

[31:28] "ปัจจัตตัง" นัยยะที่สองคือ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเป็นขั้นตอน น้อมเข้ามาใส่ตน ก็จะรู้ได้เฉพาะตนและเป็นวิญญูชนด้วยเช่นกัน

[33:27] "ปัจจัตตัง" นัยยะที่สามคือ หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้นๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรงๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น

[34:07] "ปัจจัตตัง" นัยยะที่สี่คือ ไม่เพียงเกิดจากการอ่านจากตำราเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติมาตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ให้ผลตามนั้นจริงๆ และน้อมเข้าสู่ตน

[38:51] หากต้องการดับทุกข์ในใจของเราให้ได้ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างไร มากน้อยเพียงใด และมีวิธีวัดความก้าวหน้าอย่างไร

[41:21] ต้องมีปัญญาในการปล่อยวาง เห็นตามความเป็นจริง ไม่เอาทุกข์มาเป็นของเรา กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ จนกระทั่งความทุกข์จะเบาบางลงเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องปฏิบัติธรรมตามแนวทางของอินทรีย์ห้า อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เกิดความแก่กล้ายิ่งๆขึ้นไป

[52:44] วิธีวัดความก้าวหน้าคือ เราจะรู้ได้ เกิดความรู้ขึ้น มีสติและสมาธิเกิดจากการปฏิบัติ อีกทั้งอกุศลธรรมจะลดลงๆ ในขณะเดียวกันกุศลธรรมจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า จะสอนให้คนคิดอย่างมีเหตุมีผล โดยมีความคิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่การคิดแบบวิจิกิจฉา เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ เพื่อหาข้อผิดหรือหาเหตุผลมาหักล้าง

พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำ ให้พวกเราทุกคนควรปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเป็นขั้นตอนตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ให้ผลตามนั้นจริงๆ และน้อมเข้ามาใส่ตน อย่างไรก็ตาม หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้นๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรงๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น

ดังเช่นพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้กับพระสารีบุตรว่า "เมื่อใดก็ตามที่เรา ตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้ว (ซึ่งวิริยะ) ด้วยอาการอย่างนี้, ระลึกแล้ว ระลึกแล้ว (ด้วยสติ) ด้วยอาการอย่างนี้, ตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว (ด้วยสมาธิ) ด้วยอาการอย่างนี้, รู้ชัดแล้ว รู้ชัดแล้ว (ด้วยปัญญา) ด้วยอาการอย่างนี้, เราจะมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ธรรมเหล่าใด เป็นธรรมที่เราเคยฟังแล้วในกาลก่อน, ในบัดนี้ เราถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาชัดเจน"

271
1
นาทีในการอ่าน