ยอดแห่งสังขตธรรม

S09E46

Time index

[03:55] คำถามต่อเนื่องจากการตอบคำถามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา เรื่องการเกิดหรือไม่เกิด พระอาจารย์เทศน์เกี่ยวกับเรื่อง มรรคมีองค์แปดเป็นหนทางสู่การดับแห่งการเกิด และได้กล่าวว่าแม้มรรคมีองค์แปดนี้ก็ต้องวางลงเพราะยังเป็นสังขตธรรม จึงต้องการให้พระอาจารย์ชี้แจงลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การวางมรรคลงในเชิงปฏิบัติเป็นอย่างไร

[05:35] สังขตธรรมคือ ธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยในการปรุงแต่งกันมา ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งหมด 3 อย่างหรือที่เรียกว่า "สังขตลักษณะ 3" อันประกอบด้วย มีการเกิดปรากฏ, มีการเสื่อมปรากฏ และ เมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ 

[12:06] อุปมาเปรียบดั่งพ่วงแพของคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำแต่ไม่เห็นสะพาน ไม่เห็นแพ จึงได้รวบรวมกิ่งไม้ ใบไม้ หญ้าแห้งมาเพื่อทำเป็นพ่วงแพ พยายามไปด้วยกับมือและเท้า เมื่อข้ามฝั่งได้แล้วจึงระลึกถึงว่า แพนี้มีอุปการะคุณแก่ตนมาก จึงควรจะเอาพักไว้บนบกหรือปล่อยลอยไปกับกระแสน้ำมากกว่าจะแบกติดตัวไปด้วย ส่วนตนเองก็ไปที่ใด ๆ ตามปรารถนา

[28:10] จากความเห็นที่ว่า "โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ฯ" เมื่อพิจารณาตามไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วเขียนใหม่ดังนี้ได้หรือไม่ "โลกหน้ามีอยู่หรือไม่ ขึ้นกับเหตุปัจจัย ผุดเกิดมีอยู่ แต่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีอยู่ ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีอยู่ แต่สัตว์ที่รับผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีอยู่" เนื่องจากอนัตตาบอกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน จึงไม่มีสัตว์ จึงไม่มีบุคคล

[29:55] เบื้องต้นต้องมีสัมมาทิฏฐิ เพราะสามารถทำความดีให้เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้สัมมาทิฏฐิแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ความเห็นที่เป็นไปในระดับเหนือโลก (โลกุตระ) เป็นหนทางแห่งมรรค เป็นไปเพื่อนิพพาน กับ ความเห็นที่เกี่ยวเนื่องด้วยของหนัก (ขันธ์ห้า)เชื่อว่าโลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดขึ้นมี กรรมดีกรรมชั่วมี ยังเป็นส่วนของอาสวะ ไม่ได้จะเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพาน

[39:42] ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิได้ และไม่มีอุปาทานประเภท "อัตตวาทุปาทาน" (ที่อยู่ในอุปาทานสี่) จะเห็นว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ใช่หรือไม่

[43:39] โสดาบันเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา การจะบรรลุธรรมถึงขั้นโสดาปัตติผลได้ต้องละทั้งสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉาให้ได้

[48:44] สมมุติ คือ การเรียกเอาเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ซึ่งแตกต่างกับ สัจจะความจริงคือ เรื่องของธาตุสี่ เรื่องของการปรุงแต่งกันมา เป็นอนัตตา

สิ่งใดๆในโลกนี้ที่เรารับรู้ได้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม ความดีหรือความชั่ว ล้วนมีเหตุมีปัจจัยในการปรุงแต่งด้วยกันทั้งสิ้นถือเป็น "สังขตธรรม" อยู่แล้ว ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งที่มีการเกิดปรากฏ, มีการเสื่อมปรากฏ และ เมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์(ทนอยู่ได้ยาก) เราต้องแยกแยะออกให้ได้ว่าคุณและโทษที่มีแตกต่างกัน จึงควรมีกิจที่ควรทำที่แตกต่างกันด้วย

ดังนั้นการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดเป็นสิ่งที่ควรทำให้มาก เจริญให้มาก พัฒนาเป็นเนืองนิตย์ ให้ละวางอุปาทาน ความยึดถือ เพื่อเข้าใจขันธ์ห้าได้อย่างถูกต้องและปล่อยวางลงได้ อีกทั้งทำให้การปรุงแต่งของตัณหาค่อยๆลดลง เป็นไปเพื่อการระงับลงๆ จนสามารถดับลงได้ของราคะ โทสะ และโมหะอีกด้วย

91
1
นาทีในการอ่าน