ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยธรรมะ

S09E31
  • หลักคุณธรรมต่างๆที่หัวหน้ากับลูกน้อง ควรปฏิบัติต่อกัน
  • ควรวางใจตนเองอย่างไร เมื่อพบปัญหาในการทำงานหรือมีลูกน้องลาออกด้วยเหตุผลต่าง ๆ

คำถาม 1: ผู้ถามได้เจอปัญหาในการทำงาน เรื่องที่ทำให้เหนื่อยใจทุกครั้งที่เกิดขึ้นคือ มีลูกน้องลาออกแล้วจะะคิดว่า ทำไม ตนเองไม่ดีที่ตรงไหน ทำอะไรผิดไปอจะทำยังไงให้เขาอยู่กับเราได้นาน จะเป็นเพราะเขาไม่ได้รักบริษัท หรือตนเองไม่น่าเป็นที่เคารพรักใช่หรือไม่ แล้วมันเหนื่อยใจเกินไป เหมือนอกหักซ้ำๆ ที่คาดหวังว่าคนนี้น่าจะดี น่าจะอยู่กับเรานาน แล้วเขาก็ออกไปทำงานอื่น หรือคิดว่าคนนี้น่าจะพึ่งพาได้ เขาก็ทุจริตเรา

จึงเปลี่ยนมาคิดว่า ควรเปลี่ยนมุมมองของเราจากที่ทำงาน เป็นโรงเรียน เป็นโรงฝึก เขามาอยู่กับเราก็อยากให้เขา เป็นคนดีขึ้นกว่าก่อนมา เก่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าวันหนึ่งที่เขาเก่งจนเขาพัฒนาไปเป็นงานอื่นที่อื่นที่ยากกว่า ผู้ถามก็คงมีความสุขมากกว่าที่ได้มีส่วนพัฒนาให้เขาได้เจริญ แต่ว่าระหว่างที่กำลังเปลี่ยนมาทำแบบนี้ พยายามคิดว่าจะสอนเขา ฝึกเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น มันก็เหนื่อยและยากไปอีกแบบ คนบางคนเมื่อเอาใจพูดหรือทำไป ดึงเขาขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ เขาดีจริงอย่างที่เห็นหรือไม่ ในความคิดเขาเข้าใจสิ่งที่ผู้ถามสอนจริงหรือไม่ บางครั้งผู้ถามตั้งใจอย่างหนึ่งเขาเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

หนูจึงสงสัยขึ้นมาว่า พระอาจารย์ตั้งใจ ตั้งเป้าหมาย ไว้แบบใดในการที่เทศน์สอนธรรมะ สอนในคอร์สนั่งสมาธิหรือกิจอื่นๆ ที่ทำให้โลกมนุษย์ พระอาจารย์ใช้หลักอะไร แล้วพระพุทธเจ้าทำได้อย่างไร และลำพังผู้ถามคนเดียว ซึ่งเป็นคนธรรมดาจะสามารถทำเป้าหมายที่มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้ควรคิดอย่างไร ทำอย่างไร และทุกครั้งที่พนักงานคิดว่าจะลาออก ใจผู้ถามก็เหี่ยวและเหนื่อยขึ้นมามาก จึงต้องการขอคำแนะนำจากพระอาจารย์

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนถึงหลักคุณธรรมต่างๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน ทั้งนี้ยังหมายรวมถึง ลูกจ้างกับนายจ้าง ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา ซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นประกอบด้วย

  1. หน้าที่ของทิศเบื้องล่าง หรือ “เหฏฐิมทิส”
    • หัวหน้า พึงบำรุง ลูกน้อง ดังนี้
      • จัดการงานให้ทำตามกำลังความสามารถ โดยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสมในเรื่องของความรู้ความสามารถ สุขภาพร่างกาย และกาละเทศะ
      • ให้อาหารและค่าจ้างรางวัล สมควรแก่งานและความเป็นอยู่
      • มีความช่วยเหลือรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ จัดหาสวัสดิการที่ดี เป็นต้น
      • ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้
      • ปล่อยให้อิสระตามสมัย โดยให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร
    • ลูกน้อง พึงบำรุง หัวหน้า ดังนี้
      • เริ่มทำงานก่อน
      • เลิกงานทีหลัง
      • เอาแต่ของที่นายให้
      • ทำกิจการงานถึงที่สุด ให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
      • นำความดีของนายไปเผยแพร่
  2. สาราณียธรรม 6 หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน เป็นคุณธรรมที่เป็นหลักการอยู่ร่วมกัน  ทำให้คนเราไม่เห็นแก่ตัว แต่จะคิดถึงคนอื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ถือว่าเป็นคุณธรรมที่เป็นพลังในการสร้างความสามัคคี มีดังนี้
    • เมตตากายกรรม คือ ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมหมู่คณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ  เคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
    • เมตตาวจีกรรม คือ ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์  สั่งสอน  แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี  กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
    • เมตตามโนกรรม คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง
    • สาธารณโภคี คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรมแม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้แต่ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจานให้ได้ใช้สอยร่วมกัน
    • สีลสามัญญตา คือ มีศีลเป็นพื้นฐาน มีความมั่นคง ประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของหมู่คณะ
    • ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์หรือขจัดปัญหา

    ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ ทำให้เกิดขึ้นและมีขึ้นซึ่งคุณคือ

    • เป็น สารณียะ ทำให้เป็นที่ระลึกถึง
    • เป็น ปิยกรณ์  ทำให้เป็นที่รัก
    • เป็น ครุกรณ์ ทำให้เป็นที่เคารพ
    • เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน
    • เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
  3. พรหมวิหารสี่ หมายถึง หลักธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจดี มีความรัก ความเมตตากับคนรอบข้าง หลักธรรมเรื่องนี้จะทำให้เราเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนอย่างจริงใจ และยังมีจิตใจดีพร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง ทำให้ใครก็อยากมาใกล้ มารู้จัก เพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกร่มเย็น สบายใจ แค่นี้ก็เป็นเสน่ห์เหลือเฟือแล้ว ซึ่งประกอบด้วย
    • เมตตา คือ ความรักและปรารถนาดีต่อผู้อื่น
    • กรุณา คือ ความสงสาร อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเห็นผู้ใดเดือดร้อนก็อยากจะบำบัดทุกข์ยากให้แก่เขา
    • มุทิตา คือ ความเบิกบานพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีสุข พร้อมที่จะสนับสนุนส่งเสริมเขา ไม่อิจฉาริษยาเขา
    • อุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง มองโลกตามความเป็นจริง ว่าใครทำดี ทำชั่วก็ได้รับผลกรรมตามนั้น พร้อมวางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผลและความเที่ยงธรรม
  4. สังคหวัตถุสี่ หมายถึง หลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานให้คนเกิดความรัก ความสามัคคีต่อกัน ซึ่งเน้นไปในเรื่องพูดดีเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นแล้ว รวมกับการทำตัวให้มีค่า ไม่นิ่งดูดายต่อความทุกข์ยากหรือปัญหาของคนอื่น และยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือ ไม่ยกตนข่มท่าน รวมถึงการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเป็นเสน่ห์ให้คนรักเรามากยิ่งขึ้น อันได้แก่
    • ทาน คือ การให้ปัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น
    • ปิยวาจา คือ พูดจาถูกต้อง สุภาพ มีน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุมีผล พูดจาให้กำลังใจแก่ผู้อื่น พูดให้เกิดความรักความสามัคคีต่อกัน พูดให้ถูกกาละเทศะ
    • อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อาจจะเป็นการช่วยเหลือด้วยแรงกาย หรือช่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ รวมถึงช่วยคนอื่นแก้ปัญหา
    • สมานัตตตา คือ วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
  5. ฆราวาสธรรมสี่ หมายถึง หลักธรรมสำหรับการครองชีวิตของคนโดยทั่วไป เป็นธรรมอีกข้อที่จะช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ ประกอบด้วย
    • ทมะ คือ การข่มบังคับใจ เพื่อฝึกตน รู้จักบังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัว แก้ไขตนให้ก้าวหน้าดีขึ้นอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้โทสะจริตหรือกิริยาวาจาที่ไม่ดีมาทำร้ายผู้อื่น
    • สัจจะ คือ การดำรงตนตั้งมั่นในความซื่อตรง มั่นคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ จริงใจ พูดจริงทำจริง ทำอะไรก็ให้เป็นที่เชื่อถือได้ ไม่โกหก หลอกลวง
    • ขันติ คือ มีความอดทน ไม่ใช่เก็บกด มุ่งมั่นทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทนต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อถอยในจุดมุ่งหมาย
    • จาคะ คือ การเสียสละ หมายถึง ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ละโลภ และละทิฐิมานะ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ไม่ใจแคบ เห็นแก่ตัว
  6. อิทธิบาทสี่ หมายถึง หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการทั้งปวง เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ตนเองและผู้เกี่ยวข้อง เป็นธรรมที่ทั้งสร้างเสน่ห์และยังผลสำเร็จต่อการทำงานทุกเรื่องของผู้ปฏิบัติ ซึ่งกระบวนการที่สมบูรณ์จะต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่งเป็นเป้าหมาย โดยอาศัยอิทธิบาทสี่แต่ละตัวเป็นตัวขับเคลื่อน และมีสมาธิเป็นประธานกิจ มี 4 ประการได้แก่
    • ฉันทะ คือ การมีใจรักและพอใจในการทำสิ่งนั้นๆ อยู่เสมอ และปรารถนาที่จะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อีกทั้งทำอะไรก็ให้ทำด้วยใจรัก
    • วิริยะ คือ ความพากเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย แต่จะทำจนประสบความสำเร็จ
    • จิตตะ คือ การคิดใคร่ครวญ การเอาใจใส่ ฝักใฝ่ ใฝ่รู้ในสิ่งที่กระทำ ทำด้วยความคิด ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ทำงานนั้นๆอย่างอุทิศให้ทั้งกายและใจ
    • วิมังสา คือ การใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พัฒนาและปรับปรุง หาเหตุผลและข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อหาวิธีแก้ไขปรับปรุง

 

เราสามารถแยกแยะประเด็นจากคำถามได้ ดังต่อไปนี้

  1. หลักคุณธรรมทั้ง 6 ข้างต้นที่ใช้เป็นแนวทางในการที่หัวหน้ากับลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน
  2. หากการทำความดีใดๆ แล้วได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ไม่ควรเสียใจ เพราะความเสียใจทำให้สมาธิตั้งอยู่ไม่ได้ หมดกำลังใจ ท้อแท้ ความเพียรย่อหย่อน แต่ต้องแก้ไขโดยการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอาหลักของอิทธิบาทสี่มาปรับปรุงสถานการณ์ แก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาให้การทำงานดียิ่งๆขึ้นไป หากเราทำความดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงหรือหวั่นไหวกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น
  3. ผู้บริหารต้องมีความมั่นคงในธรรมะ ต้องตั้งมั่นและเชื่อมั่นในความดี มีการพัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอตามหลักคุณธรรมที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้ธุรกิจก้าวหน้าและเจริญขึ้นได้

 

- - - ตอบคำถาม : คุณวิสุวรรณ

    67
    1
    นาทีในการอ่าน