ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ

S09E28
  • เคยนั่งสมาธิได้ 2 ชั่วโมงแต่ตอนนี้ทำไม่ได้ รู้สึกปวดหัวเมื่อทำได้เพียงแค่ 5 นาที ควรทำอย่างไร
  • ประโยชน์และเหตุผลของการรู้ประมาณในการบริโภค ข้อ “โภชเนมัตตัญญุตา” ตามแนวทางของพระพุทธองค์

คำถาม 1: เคยนั่งสมาธิได้ 2 ชั่วโมงแต่ตอนนี้ทำไม่ได้ รู้สึกปวดหัวเมื่อทำเพียงแค่ 5 นาที ควรทำอย่างไร

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเกี่ยวกับ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร 5 อย่าง ได้แก่

  1. ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
  2. มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย (ร่างกายแข็งแรง)
  3. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา
  4. เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลและทำกุศล
  5. เป็นผู้มีปัญญา เห็นเกิดและดับ

ในกรณีของผู้ถาม มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดมาจากสาเหตุดังนี้

  • ทางกายภาพ ความเป็นผู้ที่อาจจะไม่อยู่ในช่วงปฐมวัย มีโรคภัยไข้เจ็บ มีทุกข์หรือร่างกายไม่แข็งแรง
  • ทางจิต การพยายามอย่างขึงเครียดเพื่อทำให้จิตใจสงบโดยการลดสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมลง เพิ่มพูนให้กุศลธรรมมากยิ่งขึ้นและเกิดเป็นสมาธิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนถึงการแบ่งความคิดออกเป็น 2 ส่วนคือ ความคิดส่วนที่เป็นไปทางกาม พยาบาท เบียดเบียน ตั้งสติไปในทางสัมมาสังกัปปะ และความคิดส่วนที่ไม่เป็นไปทางกาม พยาบาท เบียดเบียน มีสติไปในทางมิจฉาสังกัปปะ

การปรุงแต่งทางกายไม่ระงับ แสงสว่างและการเห็นรูป หรือจิตที่สงบระงับหายไป ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุแห่งการเสื่อมหรือเคลื่อนไปของสมาธิ (อุปกิเลส) ทั้ง 11 ประการโดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ เช่น ความเคลือบแคลงในผู้สอน (ไม่ลงใจในพุทโธ)ความเคลือบแคลงในวิธีปฏิบัติ (ไม่ลงใจในธัมโม) ความเคลือบแคลงในการปฏิบัติของตนเอง (ไม่ลงใจในสังโฆ)

    วิธีแก้ไขคือ การมีศรัทธาอย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวในพุทโธ ธัมโม สังโฆ

  2. อมนสิการ คือ ความไม่ใส่ใจ ไม่ทำไว้ในใจ ไม่ใคร่ครวญให้ดี ไม่มีใจจดจ่อในการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

    วิธีแก้ไขคือ การมีจิตตะ(หนึ่งในอิทธิบาทสี่) การเอาใจใส่ การใส่ใจ

  3. ถีนมิทธะ คือ ความง่วงงุนและเคลิ้มหลับ

    วิธีแก้ไขคือ การมีจิตจดจ่อ พยายามทำสมาธิให้เกิดขึ้น หรือใช้อุบายแก้ง่วงที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้กับพระโมคคัลลานะ ดังนี้

    • ทําสัญญาให้มาก (เช่น ภาวนาพุทโธอยู่ ให้รัวเร่งคําภาวนา)
    • พิจารณาถึงธรรมตามที่ได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้ว
    • สาธยายธรรมที่ได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิศดาร
    • ยอนหูทั้งสองข้าง แล้วเอามือลูบตัว
    • ลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างหน้าตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว
    • ทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญว่า กลางวันหรือกลางคืนย่อมมีแสงสว่างเหมือนกัน
    • อธิษฐานการเดินจงกรม สำรวมอินทรีย์ ไม่คิดไปภายนอก
    • สำเร็จสีหไสยา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการนอน การหลับและการตื่น
  4. ฉัมภิตัตตะ คือ ความสะดุ้งหวาดเสียว ตกใจ เนื่องด้วยสติตั้งไว้ได้ไม่ดี

    วิธีแก้ไขคือ การมีปัสสัทธิ หรือการสงบระงับ ซึ่งทำให้เกิดขึ้นได้จากความประณีต รอบคอบ ไม่ปรุงแต่ง

  5. อุพพิละ คือ ความตื่นเต้น ดีใจหรือตื้นตันใจมากเกินไป เพราะการปฏิบัติได้ผลมากกว่าที่คาดหวังไว้

    วิธีแก้ไขคือ ให้รู้จักพอประมาณ ไม่มากเกินปิติ

  6. ทุฏฐุลละ คือ ความคะนองหยาบ ยกตนข่มท่าน ดูแคลนความสามารถผู้อื่นหรือลบหลู่คุณท่าน

    วิธีแก้ไขคือ การมีความเคารพยำเกรงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขา

  7. อัจจารัทธวิริยะ คือ ความเพียรที่ปรารถจัดจนเกินไป

    วิธีแก้ไขคือ การทำความเพียรที่พอดี จะบังคับหรือปล่อยปละละเลยไม่ได้ จึงต้องตั้งสติเพื่อควบคุมสมาธิไว้ให้ดี ถือเป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นได้

  8. อติลีนวิริยะ คือ ความเพียรที่ย่อหย่อนจนเกินไป

    วิธีแก้ไขคือ การทำความเพียรที่พอดี จะบังคับหรือปล่อยปละละเลยไม่ได้ จึงต้องตั้งสติเพื่อควบคุมสมาธิไว้ให้ดี ถือเป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นได้

  9. อภิชัปปา คือ ความกระสันอยาก เพื่อให้ได้สมาธิ

    วิธีแก้ไขคือ เลิกคิดกระสันอยาก เพราะการปฏิบัติสมาธิจนเกิดเป็นญาณที่ทำให้รู้ว่า สมาธิเป็นของระงับ ประณีต และไม่ปรุงแต่ง

  10. นานัตตสัญญา คือ ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ ใส่ใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับสมาธิ เช่น นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือกุศลกรรมต่างๆ เป็นต้น แต่ยังไม่เข้มข้นจนถึงกับความฟุ้งซ่าน

    วิธีแก้ไขคือ การเลิกใส่ใจในสิ่งต่างๆ

  11. รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ คือ ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป เฉพาะเจาะจงลงไปที่การเพ่ง ใจจดจ่อ หรือเกร็งจนเกินไป เป็นลักษณะของการเข้าสมาธิมาเรื่อยๆ เมื่อพบสิ่งที่ไม่เหมาะสมเข้าก็จะทำให้สมาธิเคลื่อนไปได้

    วิธีแก้ไขคือ การเลิกเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป

กล่าวโดยสรุปเพื่อความเข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริงคือ ควรตั้งสติให้ดี สร้างเหตุปัจจัยให้ถูกต้องโดยการระลึกถึงอนุสสติสิบ อย่าให้เกิดความอยากจนกลายเป็นนิวรณ์ อย่าให้มีกามฉันทะ แต่ให้รู้ประมาณในการบริโภค การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การคบกัลยาณมิตร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อุปกิเลสทั้ง 11 อย่างค่อยๆถูกกำจัดออกไปจนหมดได้ และทำให้สมาธิเราดีขึ้นได้ในที่สุด

 

- - - ตอบคำถาม : คุณ Atakalapa

 

คำถาม 2: ต้องการทราบถึงประโยชน์และเหตุผลของการรู้ประมาณในการบริโภค ข้อ “โภชเนมัตตัญญุตา” ตามแนวทางของพระพุทธองค์ เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติและการจดจำของผู้ถามต่อไป

คำตอบ 2: หากเราจะแบ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ละเอียดมากขึ้น สามารถจำแนกได้ดังนี้

  1. ศีลปกติ เช่น ศีลห้า ศีลแปด
  2. ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติทางกายและวาจา ประกอบด้วย
    • “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
    • “ความสันโดษ” คือ เป็นผู้มักน้อยในบริขารตามมี ตามได้
    • “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้จักปิดกั้นไม่ให้อกุศลธรรมเข้า แต่รู้จักเปิดทางให้กุศลธรรมเข้ามาได้
    • “ชาคริยานุโยค” คือ การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นอนยามกลางแห่งราตรีเพียงยามเดียวเท่านั้นและไม่นอนกลางวันด้วย
    • “การเสพเสนาสนะอันสงัด”
  3. สมาธิ
  4. ปัญญา

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของ “โภชเนมัตตัญญุตา” ไว้ดังนี้

  • พิจารณาถึงอาหารเปรียบได้กับเนื้อบุตร ต้องทานเพื่อข้ามทางกันดารเท่านั้น หากสามารถทำจิตได้เช่นนี้จะมีอานิสงค์ถึงอนาคามีผลเลยทีเดียว เป็นเหตุให้ไม่ต้องกลับมาสู่โลกที่มีกามอีกต่อไป
  • ในส่วนของบทสวดเพื่อพิจารณาอาหารก่อนหรือหลังบริโภคของภิกษุสงฆ์ (ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ….) กล่าวคือ ให้พิจารณาอาหารโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง แต่เป็นการฉันพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรมจรรย์ ซึ่งการพิจารณาแบบนี้จะช่วยให้ระงับเวทนาเก่า (ความหิว) และไม่ทำให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญจะมีแก่เราเกิดขึ้น
  • เน้นย้ำไปที่จิตใจโดยให้ดูที่เวทนาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้น การระงับเวทนาเก่า (ความหิว โรคภัยไข้เจ็บ และความชอบหรือไม่ชอบจากอาหารที่ทาน) และไม่ทำให้เวทนาใหม่ (อิ่มมากจนอึดอัด) เกิดขึ้น และโรคภัยไข้เจ็บแบบใหม่ต่างๆ รวมถึงตัณหาที่เกิดจากการติดในรสชาติของอาหาร และความไม่มีโทษเพราะอาหารที่กินเข้าไป

 

- - - ตอบคำถาม : คุณ Rattawud Srivisut

    67
    1
    นาทีในการอ่าน