ปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุพระนิพพาน

S09E26
  • “จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นการถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ใช่หรือไม่
  • การบรรลุธรรมของพระราหุลเกิดจากการเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณ ใช่หรือไม่
  • หากผู้ที่รู้เรื่องไตรลักษณ์ในระดับสัญญา นำสัญญาเรื่องไตรลักษณ์มาทบทวนด้วยตนเอง ควรทำหรือไม่
  • สัญญาที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน หากนำมาเพ่ง (ฌาน) จะเกิดญาณหรือไม่ ถ้าเกิดญาณจะเป็นญาณแบบไหน
  • สิกขาบทที่ว่า "อนึ่งภิกษุใด รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์" ต่างจากการละเมิดศีลข้อที่ 2 อย่างไร

คำถาม 1: จากรายการธรรมรับอรุณในวันพฤหัสที่ 17 มกราคม 2562 เรื่องการบรรลุธรรมของพระราหุล ผู้ถามต้องทราบเกี่ยวกับ “จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” ซึ่งเป็นการถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ใช่หรือไม่

 

คำตอบ 1: “จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นพระสูตรที่เป็นการติวเข้มของพระพุทธเจ้าต่อพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ หรือ “อนิจจัง ทุกขัง อนันตา” ถือเป็นสุดยอดของคำสอนที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี เป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นการเห็นขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) อายตนะภายใน (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของไม่เที่ยง ซึ่งการเห็นนี้เกิดจากสัมมาทิฐิซึ่งถือเป็นความรู้หรือญาณ อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือของทุกข์ และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

วิธีที่จะทำญาณให้เกิดขึ้นได้ คือ การเพ่งพินิจ พิจารณาโดยแยบคายจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมะที่เรียนรู้มาโดยวิธีต่างๆ จนทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นจากการบ่มด้วยทาน ศีล ภาวนา มีจิตที่นุ่มนวลเป็นสมาธิได้ในทุกสถานที่และทุกเวลา ซึ่งต้องเกิดจากการฝึกปฏิบัติด้วยความเพียรและสม่ำเสมอจนชำนาญ

ทั้งนี้ พื้นฐานต้องมาจากศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเราต้องทำให้มากหรือบริกรรมให้มาก ทำให้ละเอียด รอบคอบ แยบคายมากยิ่งขึ้น เจริญให้มากหรือภาวนา (ภาวิตา) ให้มาก เพื่อเจริญมรรคแปดให้เกิดในจิตของเรา โดยการฟังธรรมะ ใคร่ครวญ ทำสมาธิเป็นประจำและสม่ำเสมอ มีความอดทนกับผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น และที่สำคัญคืออย่าเปิดช่องให้มาร


คำถาม 2: การบรรลุธรรมของพระราหุล เกิดจากการเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณ ใช่หรือไม่

๐ สัญญา ⇒ ฌาน ⇒ ญาณ

๐ สัญญา คือ เรื่องไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

๐ ฌาน คือ การถามตอบในสัญญา (เรื่องไตรลักษณ์) 90 รอบ ทำให้เกิดการเพ่งไปที่สัญญา ผลที่ได้คือ ญาณ

๐ ญาณที่ได้จากฌาน คือ อาสวักขยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้ในธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

 

คำตอบ 2: เข้าใจถูกต้องแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณจะมีขบวนการดังต่อไปนี้

1) มีสัญญาหรือความหมายรู้อยู่เป็นของมันก่อน ได้แก่ อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา และอนัตตสัญญา เป็นต้น

2) ซึ่งต้องฌานสมาธิหรือมีจิตใจเพ่งพินิจ จดจ่อ และใคร่ครวญในสิ่งที่เรียนรู้มา

3) แล้วเกิดเป็นญาณหรือความรู้แจ้งขึ้น เป็นปัญญา เป็นความสว่าง ซึ่งญาณที่เกิดขึ้นเรียกว่า อาสวักขยญาณ เป็นญาณที่หยั่งรู้ว่าอาสวะจะสิ้นไป หรือเป็นญาณที่ทำอาสวะให้สิ้นไป ถือเป็นปัญญาญาณที่ใช้กำจัดกิเลส สามารถปล่อยวางได้ และบรรลุธรรมในที่สุด


คำถาม 3: ผู้ที่รู้เรื่องไตรลักษณ์ในระดับสัญญา ยังไม่เป็นระดับญาณ นำสัญญาเรื่องไตรลักษณ์มาทบทวนโดยถามเองตอบเอง(แบบการถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุล) ควรทำหรือไม่ เผื่อว่าจะเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณได้

 

คำตอบ 3: ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงทำเป็นแบบอย่างไว้อยู่แล้ว ทั้งนี้ควรจะต้องใคร่ครวญจริงๆด้วยปัญญาอย่างชัดเจน ใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีกอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาและในทุกสถานที่ ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง และเห็นได้ตามความเป็นจริงด้วย


คำถาม 4: กรณีที่สัญญาไม่ถูกต้องหรือสัญญาที่บิดเบือน เช่น บางท่านเชื่อว่าสัญญานิพพานไม่เป็นอนัตตา แต่เป็นอัตตา สัญญาเรื่องไตรลักษณ์ก็ถูกบิดเบือนไปกลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อัตตา เป็นต้น นำมาเพ่ง (ฌาน) จะเกิดญาณหรือไม่ ถ้าเกิดญาณจะเป็นญาณแบบไหน เปรียบเทียบกับสัญญาที่ไม่ถูกต้อง ⇒ ฌาน ⇒ ญาณ

คำตอบ 4: สัญญาที่ไม่ถูกต้องคือ การเรียนรู้มาอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้เห็นผิดเป็นถูก เห็นไม่ใช่เป็นใช่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ซึ่งถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทำให้เกิดมิจฉาสมาธิ และทำให้เกิดมิจฉาญาณในที่สุด เมื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะเกิดปัญหา เป็นทางอ้อม ทางเบี่ยง ทางที่ทำให้ตกหลุมพราง ไม่สามารถบรรลุพระนิพพานได้


คำถาม 5: ตอนที่พระราหุลยังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตรงถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุลข้อหนึ่งดังนี้

พระพุทธเจ้าถาม "ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยแม้นั้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ" 

พระราหุลตอบ "ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ"

ตรงคำถามของพระพุทธเจ้า นำมาเขียนใหม่เป็นดังนี้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วเป็นการวนรอบไม่รู้จบ ไม่มีทางออก

5.1 เมื่อมีสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

5.2 เมื่อมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิด สัมผัสหรือผัสสะ

5.3 เมื่อมีสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย จึงวนกลับไปข้อ 5.1 ใหม่

 

คำตอบ 5: หากคิดเช่นนี้จะเป็นการวนรอบไม่รู้จบ ไม่มีทางออก เพราะเราคิดใคร่ครวญ พิจารณาโดยไม่แยบคายนั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นทางสายกลางไว้อย่างรัดกุม รอบคอบ ไม่หละหลวม หากเราพิจารณาใคร่ครวญตามคำสอนของท่านอย่างแยบคายแล้วจะเห็นว่าเมื่อมีความเกิด (สมุทัย) เพราะอาศัยสิ่งนี้เกิด ก็ย่อมมีความดับ (นิโรธ) เกิดขึ้นเ พราะอาศัยสิ่งนี้ดับด้วยเช่นกัน ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด สามารถปล่อยวาง คลายความยึดถือได้ เพื่อทางดำเนินให้ถึงความดับ (มรรค) ซึ่งเป็นจุดที่เป็นทางออกหรือหลุดพ้นนั่นเอง

“สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”


คำถาม 6: เมื่อพระราหุลบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ผัสสะหรือสัมผัสไม่เกิด คำถามของพระพุทธเจ้านำมาเขียนใหม่เป็นดังนี้ได้หรือไม่

6.1 เมื่อไม่มีสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย จึงไม่เกิด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

6.2 เมื่อไม่มีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงไม่เกิด สัมผัสหรือผัสสะ

6.3 เมื่อไม่มีสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย จึงไม่วนกลับไปข้อ 6.1 ใหม่ จึงจบเพียงแค่นี้

 

คำตอบ 6:การพิจารณาเหตุเกิดและความดับควบคู่กันไป ถือเป็นสัญญาที่เห็นตามความเป็นจริงในทางสายกลาง ซึ่งการพิจารณานั้นถือเป็นญาณ เป็นการเพ่งพินิจในธรรมนี้อย่างแยบคาย อย่างใคร่ครวญ และอย่างชำนาญ อยู่ในทุกผัสสะ ทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่และทุกเวลา เมื่อคลายความยึดถือในอุปาทานขันธ์ทั้งห้าลงได้ ก็จะทำให้เห็นตามความเป็นจริงทั้งสภาพของการเกิดและการดับ ทำให้เข้าสู่วิมุตติหลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ทั้งห้าได้ ถือว่าเป็นการสั่งสมอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้นด้วย

---- ตอบ 6 คำถามจาก: คุณอภิสิทธิ์ วีระไวทยะ


คำถาม 7: ผู้ถามสงสัยสิกขาบทหนึ่งว่า "อนึ่งภิกษุใด รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์" ตรงนี้ต่างจากการละเมิดศีลข้อที่ 2 อย่างไร (หรือว่าการน้อมเป็นเพียงเจตนาทางใจหรือมโนกรรม แต่ลาภนั้นยังไม่ได้เอามาใช้ หรือว่าเป็นอย่างไร จึงเป็นเพียงอาบัติเบา)

 

คำตอบ 7: ในสิกขาบทนี้มีความหมายว่า เป็นการพูดเลียบเคียงของที่จะถวายในหมู่พระภิกษุสงฆ์ มาถวายเพื่อตนแทน ซึ่งไม่ได้ถือว่าเป็นการเอาทรัพย์อันเจ้าของเขาไม่ได้ให้ (อทินนาทาน) จึงไม่ถือว่าเป็นปาราชิก แต่ถือว่าเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายถึงเป็นการทำกุศลธรรมให้ตกล่วงลงไปหรือสูญเสียไปเรื่อยๆ ต้องแก้ไขโดยการเปิดเผยความผิดของตนออกมา พร้อมกับสละออกซึ่งวัตถุที่ทำให้เกิดการกระทำนี้ขึ้น

---- ตอบคำถาม: คุณคมสัน

    51
    1
    นาทีในการอ่าน