ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต

S09E19
  • ความแตกต่างระหว่าง โทสะ กับ โมหะ
  • ทำความเข้าใจโดยละเอียดเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”
  • ผู้ที่ถือศีลแปด สามารถยืนดื่มน้ำได้หรือไม่
  • ในศีลข้อที่ 5 ที่ว่าเว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่
  • ทำความเข้าใจโดยละเอียดของคำว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” และข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?”
  • ในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่

    คำถาม 1: ขอคำอธิบายว่า โทสะ กับ โมหะ ต่างกันอย่างไร

    คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงแบ่งแยกกิเลสออกเป็น 3 กองใหญ่ ดังนี้

    1. โลภะหรือราคะ เป็นกิเลสกองที่
      • มีโทษน้อยคลายช้า
      • จิตมีอาการทำให้เกิดความหิว ความอยาก
      • เหตุที่ทำให้เกิดคือ การพิจารณาเห็นในสิ่งที่สวยงาม (สุภนิมิต)
      • วิธีดับคือ การใช้อสุภะ
    2. โทสะ เป็นกิเลสกองที่
      • มีโทษมากคลายเร็ว
      • มีอาการทำให้เกิดความโกรธ เร่าร้อน รุ่มร้อน หรือขัดเคืองใจ
      • เหตุที่ทำให้เกิดคือ ความไม่พอใจ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ)
      • วิธีดับคือ การเจริญเมตตา
    3. โมหะ เป็นกิเลสกองที่
      • มีโทษมากคลายช้า
      • มีอาการทำให้เกิดความมืดบอด มีหมอกหรือควันบดบังทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จนกลายเป็นความไม่รู้หรือเห็นผิดได้
      • เหตุที่ทำให้เกิดคือ การไม่คิดตามนัยยะของอริยสัจสี่ การไม่ทำในใจโดยแยบคาย (อโยนิโสมนสิการ)
      • วิธีดับคือ การทำโยนิโสมนสิการเริ่มต้นศึกษาและคิดตามหลักอริยสัจสี่

    หากจิตใจของเรามีราคะ โทสะ หรือโมหะครอบคลุมอยู่ จะทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่จะเดือดร้อนไปตามอำนาจของกิเลส ซึ่งมีตัณหาเป็นเหตุและทำให้เกิดความยึดถือ(อุปทาน) จนกลายเป็นความข้องไป ดังนั้นหากต้องการละตัณหาให้ได้ เราต้องปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด ตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อมีใจเป็นของตนที่เรียกว่า “อัตตมนา”

     

    - - - ตอบคำถาม : คุณวัลลภ กมลาศัยกุล

     

    คำถาม 2: ต้องการคำขยายความเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”

    คำตอบ 2: พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย “การพิจารณากายในกาย” ไว้ในเรื่องของอานาปานสติ เป็นการมีสติรู้อยู่ในลมหายใจ หรือเรื่องของกายที่เป็นอสุภะ พิจารณาเห็นความไม่งามในกายอันมี ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง จนถึงกระดูก ซึ่งถือเป็นสัมมาสติ โดยเหตุปัจจัยเกิดจากการตั้งความเห็นไว้อย่างถูกต้องหรือการมีสัมมาทิฏฐิ จนเกิดเป็นสัมมาวายามะ สัมมาสติ และเกิดเป็นสัมมาสมาธิในที่สุด

    ส่วนเรื่องของการรู้สึกได้ถึงความสุข ความทุกข์ หรืออทุกขมสุข ซึ่งเกิดมาจากผัสสะ หากผัสสะเบาบางลงแล้วเราสังเกตเห็นจากความรู้สึก ความคิดนึกปรุงแต่งที่ค่อยๆระงับลงเราเรียกว่า “เห็นเวทนาในเวทนา”

    เมื่อเวทนาค่อยๆ ระงับลงจนความที่จิตเป็นอารมณอันเดียว เราเรียกว่า “เห็นจิตในจิต” หากมีสิ่งใดมากระทบ เพ่งเฉพาะซึ่งจิตที่ตั้งมั่นแล้วนั้นเป็นอย่างดีได้ จนทำให้อุเบกขาเกิดขึ้น สามารถที่จะไม่วิ่งหนีหรือวิ่งเข้าหาทั้งสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ เห็นตามสภาพที่เป็นอยู่ได้ ดังนี้จึงเรียกว่า “เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย”

    กล่าวโดยสรุปแล้ว “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา” หรือ “เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย” นั้นสิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียวคือ สติหรือการระลึกชอบ เพื่อทำให้เกิดสมาธินั่นเอง

     

    คำถาม 3: ทำไมคนถือศีล 8 ต้องนั่งดื่มน้ำ สามารถยืนดื่มได้หรือไม่

    คำตอบ 3: หากอ้างอิงจากตัวบทแล้วไม่ได้กล่าวถึง แต่เป็นการฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้ศีลละเอียดมากขึ้น มีสติสำรวมมากขึ้น ก่อให้เกิดความสวยงามในกิริยามารยาทและเกิดความเลื่อมใสจากผู้พบเห็นซึ่งเรียกว่า “อภิสมาจาร”

     

    คำถาม 4: ศีลข้อที่ 5 เว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่

    คำตอบ 4: หากเครื่องดื่มใดมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ ถือว่าผิดศีลข้อนี้ ห้ามดื่มเด็ดขาด แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทรงมีข้อยกเว้นหากการดื่มสิ่งที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ เพราะว่าเป็นส่วนผสมของยาเพื่อรักษาโรค ก็สามารถดื่มได้เช่นกัน

     

    - - - ตอบคำถาม : คุณ Shotinut Ketmanee

     

    คำถาม 5: ผู้ถามได้ฟังธรรมหลวงปู่เหรียญท่านบอกว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” เมื่อได้พิจารณาแล้วใช่จริงๆ ชึ่งจิตที่มีกิเลสอยู่ มันก็นำมาชึ่งทุกข์โทษภัย ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้ สิ่งที่ตามคือความทุกข์มหันต์ และใครสักคนที่ทำจิตหลุดให้ไกลจากกิเลสได้เหมือนพระพุทธเจ้า น่ากราบไหว้บูชาจริงๆ ยิ่งกิเลสหนาๆอย่างผูถามแล้ว หากเอาชีวิตเข้าแลกก็ไม่รู้จะพ้นได้หรือไม่

    คำตอบ 5: กิเลสเกิดขึ้นที่จิตเท่านั้น เมื่อเราปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญาเป็นลำดับขั้นแล้ว ไม่ว่าจะทำให้จิตมีสภาวะเป็นด้านที่เศร้าหมองหรือผ่องใส(ประภัสสร) ก็ตาม มีความไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาและเป็นทุกข์ ต้องละความยึดถือในจิตออกเสีย ให้พิจารณาเห็นว่าขันธ์ห้า(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ดังนั้นควรฝึกปฏิบัติทำซ้ำทำย้ำตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด มีโยนิโสมนสิการมากๆ เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นว่าจิตของเรานั้นเป็นอนัตต และเกิดเป็นวิมุตติ(ความหลุดพ้น)ขึ้นบ่อยๆ จะทำให้มีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ได้

     

    - - - ตอบคำถาม : คุณจักรกฤษณ์

     

    คำถาม 6: อ้างอิงจากพระสูตรที่ตัดมาบางส่วนว่า

    ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

    ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.

    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.

    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

    ผู้ถามสงสัยประโยคที่ว่า “ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา” อันนี้แปลถูกต้องดีงามแล้วหรือยัง ถ้าสมมุติจะแปลว่า “ควรหรือ จะถือเอา/จะอยากได้ สิ่งนั้นมาเป็นของเรา” พอจะได้หรือไม่ คือถ้าแปลแบบแรกยังไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรจาก “สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจว่ามันไม่ใช่ของเรา” แต่ถ้าแปลแบบว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ควรเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา” อันนี้ดูจะเข้าใจง่ายกว่า และจะไม่อยากได้สิ่งนั้นๆได้ง่ายกว่า

    คำตอบ 6: พระพุทธเจ้าทรงถามคำถามเพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าอริยะสาวกเข้าใจถูกต้องตรงกันหรือไม่ อีกทั้งยังต้องการแยะแยะแจกแจงในรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน แต่บางครั้งจะทิ้งท้ายด้วยการให้คิดต่อเองด้วย ซึ่งก็มีนัยยะว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา” ซึ่งขั้นตอนถัดไปที่สำคัญคือ ต้องละความยึดถือในสิ่งนั้นออกเสีย ซึ่งความยึดถือจะละได้ต่อเมื่อละตัณหา และจะละตัณหาได้โดยการปฏิบัติตามมรรคแปด

     

    - - - ตอบคำถาม : คุณ Tony

     

    คำถาม 7: ในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผู้ถามเห็นว่าธรรมะทำให้ใจฟูจริงๆ

    คำตอบ 7: ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จุดใดที่มีศรัทธาเกิดขึ้นจุดนั้นจะมีปัญญาแนบไปด้วยเสมอ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแน่นอนเสมอที่ “ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา” ในทางตรงกันข้ามหากมีศรัทธาแต่ขาดปัญญาจะกลายเป็นความงมงาย หรือมีศรัทธาที่ขาดความเพียรจะกลายเป็นศรัทธาหัวเต่า

    แต่สิ่งที่เราควรจะต้องพัฒนาเพิ่มเติมคือ ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยไม่ใช่อามิส หากทุกข์เกิดขึ้นแล้วอาจทำให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอยในชีวิตเพราะตั้งจิตไว้ไม่ถูกต้อง ซึ่งวิธีแก้ไขคือ ต้องมีปัญญา โดยเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญญาได้ก็ต้องมีโยนิโสมนสิการ ดังนั้นเมื่อมีปัญญาก็จะเกิดศรัทธา ให้ทำจริงแน่วแน่จริงเพื่อทำให้ตนเองพ้นทุกข์นั่นเอง

     

    - - - ตอบคำถาม : คุณจันทร์สุดา ภิราษร

      25
      1
      นาทีในการอ่าน