หน้าที่ของมารดาบิดา และบุตร

S09E13

Time Index 

[] จาก “มงคลสูตร” พ่อแม่ควรมอบมรดกในเวลาที่เหมาะสมนั้น คือเวลาไหน

[] ขอให้อธิบาย “ความทุกข์” ในนัยยะที่ว่า ทุกข์ที่ทนได้ยาก ทุกข์เพราะปรุงแต่ง ทุกข์เพราะแปรเปลี่ยนไป

[] ถ้าอาสวะเป็นสัญญา เราจะพิจารณาเห็นสัญญาว่าเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เราจึงไม่ควรจะไปยึดถือในสัญญานั้น ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่

[] ตามนัยยะของมหาจัตตารีสกสูตร เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะและสัมมาสติ 3 อย่างนี้ ห้อมล้อม จึงจะก่อให้เกิดสัมมาอาชีวะใช่หรือไม่

[] มิจฉาวิมุตติมีลักษณะอย่างไร

[] ความดับของอาสวะเป็นอย่างไร

คำถามคุณป้าหนู (haisok.co) : จาก “มงคลสูตร” พ่อแม่ควรมอบมรดกในเวลาที่เหมาะสมนั้น คือเวลาไหน

คำตอบ : ในมงคลสูตรได้ระบุไว้ว่า เป็นหน้าที่ของมารดาบิดาที่ต้อง เป็นการสงเคราะห์บุตร เป็นการบูชา สักการะกัน ส่วนเรื่องการมอบมรดกให้บุตรธิดาในเวลาอันเหมาะสม นั้นมาในทิศทั้ง 6 ที่พระพุทธเจ้ากล่าวโดยปรารภนายสิงคาลกที่บิดาสอนให้สักการะทิศทั้ง 6 (อ่านเพิ่มเติมในสิงคาลกสูตร) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา ซึ่งบุตรธิดามีหน้าที่ที่จะรักษา บูชา สักการะ ที่ควรกระทำต่อมารดาบิดา 5 อย่าง คือ

  1. ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจะเลี้ยงท่าน (อยู่ในมงคล 38 ประการด้วย)
  2. ทำกิจการงานของท่าน
  3. ดำรงวงศ์สกุล
  4. ปฏิบัติตนเป็นทายาท
  5. เมื่อท่านทำกาละ ล่วงลับไปแล้ว ทำทักษิณาทาน อุทิศให้

ทิศเบื้องหลัง คือ บุตรธิดา ซึ่งมารดาบิดามีหน้าที่ที่อุปการะบุตรธิดา 5 อย่าง คือ

  1. ห้ามเสียจากบาป
  2. ให้ตั้งอยู่ในความดี
  3. ให้ศึกษาศิลปะวิทยา
  4. ให้มีคู่ครองที่สมควร
  5. มอบมรดกให้ตามเวลา

 

หน้าที่ทั้งของมารดาบิดา และบุตรธิดา ถ้าเราทำหน้าที่ที่ไม่ถูกต้อง ทิศนั้นจะเป็นภัย คือ ทำให้เกิดความกลุ้มใจ ไม่สบายใจ

เวลาอันควร มีอยู่หลายจุด เรียนจบ แต่งงาน มีหลาน เริ่มธุรกิจใหม่ เราสามารถเอาเวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่เหมาะสมได้ทั้งสิ้น

ประเด็นคือ เราต้องรู้จักที่จะปล่อยวางให้ได้ ถ้าเราปล่อยวางไม่ได้ อันนี้จะพลาดอย่างมาก เราจะติดยึด ยึดถือ ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ทุกข์ยังจะก่อนตายอีก ยังทุกข์ต่อไปหลังตายไปอีก ยิ่งทุกข์หนักเพราะถ้าไปเกิดในเดรัจฉานหรือในภาวะที่ยังมีความมึนงง มีความเป็นห่วงอยู่ มันจะไม่สบายมากๆ ชื่อว่า เกิดมานี่ ขาดทุนเลย

ลูกคนไหนที่เขามีคุณสมบัติของความเป็นผู้ที่รักษาทิศได้ดี เช่น ดำรงวงศ์สกุล รู้จักปฏิบัติตนเป็นทายาท ทำการงานได้พอดีพองาม ก็แบ่งทรัพย์สินให้เขา และมีทรัพย์สินอีกส่วนที่ต้องให้ทานของเรา และอย่าไปกังวลมาก ให้รู้จักปล่อยวางบ้าง ทำกิจที่จะให้เกิดปัญญา ฝึกฝนมากขึ้น มีจาคะ มีศีล มีปัญญามากขึ้น นี่เป็นเรื่องที่สามารถทำได้

 

คำถามคุณป๊อบเคทู (haisok.co) : ขอให้อธิบาย “ความทุกข์” ในนัยยะที่ว่า ทุกข์ที่ทนได้ยาก ทุกข์เพราะปรุงแต่ง ทุกข์เพราะแปรเปลี่ยนไป

คำตอบ : “ทุกข์” หมายถึง ทนอยู่ในสภาวะเดิมได้ยาก ซึ่งพระพุทธเจ้าได้บัญญัติ จำแจกแจกแจงว่า “ทุกข์” คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจทั้งหลาย เหล่านี้คือสิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก เพราะฉะนั้น ความพลัดพรากจากสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของมัน นั่นจึงเป็นความทุกข์ เปลี่ยนแปลงปรุงแต่งจากที่มันเป็นอยู่ “เราจะเอาความทุกข์นั้น มาเป็นสาระ เป็นที่พึ่ง ที่ยึด ไม่ได้”

“เมื่อทุกข์มันพึ่งไม่ได้ แต่เราสามารถพึ่งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ได้” พึ่งพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วให้เห็นอริยสัจทั้ง 4 ด้วยปัญญาให้ชัดเจนว่า “ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้ว่า มันไม่เที่ยงอย่างนี้” พอกำหนดรู้ได้อย่างนี้ ปัญญาเกิดเลย “ปัญญานั่นแหละ เป็นที่พึ่งของเราได้”

ปัญญาก็ไม่เที่ยง เพราะมันอาศัยเหตุปัจจัยเกิด เพราะเมื่อก่อนก็ไม่มี แต่ถ้าเรามีปัญญาเข้าใจว่า “มรรคเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เจริญ” แต่ละอย่างที่ไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่กิจที่ควรทำต่างกัน ให้เราเข้าใจในอริยสัจ 4 ตามนัยยะความไม่เที่ยงของมัน แต่กิจที่ควรทำมีความต่างกัน เราจะอยู่เหนือจากความทุกข์ เหนือจากตัณหา เหนือจากทุกข์ เหนือจากตัณหาได้ ความทุกข์ก็หมดไป เข้าถึงสุขอันเกษมได้แน่นอน

 

คำถามคุณสิสฺส (haisok.co) :

คำถาม 1 : ถ้าอาสวะเป็นสัญญา เราจะพิจารณาเห็นสัญญาว่าเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เราจึงไม่ควรจะไปยึดถือในสัญญานั้น ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ : อาสวะไม่ใช่สัญญา อาสวะเป็นสมุมัย เป็นส่วนของกองทุกข์ กิจที่ควรทำคือต้องละมันเสีย

กองขันธ์ 5 คือทุกข์ กองตัณหาคือสมุทัย และกองมรรคคือศีล สมาธิ ปัญญา แต่ละอย่างไม่เที่ยงทั้งหมด แต่หน้าที่ที่ควรทำต่างกัน สัญญา ต้องทำความเข้าใจ อาสวะ ต้องละมันเสีย จะละได้ มรรคแปดเราต้องทำให้มาก

 

คำถามที่ 2 : ตามนัยยะของมหาจัตตารีสกสูตร เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะและสัมมาสติ 3 อย่างนี้ ห้อมล้อม จึงจะก่อให้เกิดสัมมาอาชีวะใช่หรือไม่

คำตอบ : ถูกต้อง ถ้าสัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะและสัมมาสติ บริบูรณ์เต็มที่ จะทำให้ระลึกได้ว่า ในสัมมาอื่นๆ ต้องทำอย่างนี้และเวลาทำจริงๆ ก็ทำได้ด้วย ดังนั้น 3 อย่างนี้ จะเป็นตัวหนุนให้สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ บริบูรณ์ขึ้นได้ เต็มขึ้นได้

 

คำถามที่ 3 : มิจฉาวิมุตติมีลักษณะอย่างไร

คำตอบ : คือความเข้าใจผิด เช่น สำคัญตนว่าได้บรรลุ แต่ว่าจริงๆ ยังไม่ได้บรรลุ เป็นมิจฉาญาณ เพราะมีมิจฉาวิมุตติ และที่คิดว่า พ้นจากกามได้ มันคือพ้นจากอวิชชา แต่อวิชชายังคลุมอยู่ ยังมีส่วนที่อวิชชาครอบงำอยู่ เลยทำให้ไม่เป็นสัมมาวิมุตติ ทำให้ไม่เป็นสัมมาญาณได้อย่างเต็มที่

การที่พ้นจากกาม พ้นจากกิเลสต่างๆ มันแค่พ้นชั่วคราว ไม่ได้พ้นจากอวิชชาจริงๆ ความที่เราเข้าใจคลาดเคลื่อนผิดไปด้วยอำนาจของอวิชชาที่มันยังบังอยู่ มันจึงยังทำให้ไม่เป็นสัมมาวิมุตติ ยังไม่เป็นสัมมาญาณ ตรงที่มันยังไม่เป็น ก็คือยังมีมิจฉาวิมุตติอยู่บ้าง ยังมีมิจฉาญาณอยู่บ้าง หรืออีกนัยยะหนึ่ง คือ เราเห็นความไม่ดีว่าดี เห็นความดีว่าไม่ดี

 

คำถามที่ 4 : ความดับของอาสวะเป็นอย่างไร

คำตอบ : “อาสวะ” คือสิ่งที่ทับถมหมักหมมกันไว้ เกิดขึ้นจากกิเลสอบรมมา ถ้าเรากำจัดกิเลสได้ ปฏิฆานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย ก็พอกพูนเพิ่มขึ้นใหม่ไม่ได้ มันก็ดับไป เพราะฉะนั้น เราจะกำจัดอาสวะได้ ต้องกำจัดกิเลสออกไป จะกำจัดกิเลสออกไปได้ ต้องกำจัดตัณหา อวิชชาออกไป ตัณหาจะเกิดขึ้นที่ไหนไม่ได้ ต้องเกิดขึ้นในขันธ์ 5 เท่านั้น

ถ้าเราทำความเข้าใจในเรื่องขันธ์ 5 ได้อย่างถูกต้อง ว่ามันไม่เที่ยงอย่างไร กิเลสก็ค่อยออกไป การที่เราปฏิบัติตามมรรคแปดได้ ศีลสมาธิปัญญา ตัณหาก็ค่อยละไปๆ กิเลส ตัณหา ละออกไป วิชชา ความสว่าง ความรู้ ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น อาสวะในจิตของเราก็ค่อยๆ หมดไปๆ นั่นเอง

15
1
นาทีในการอ่าน