ธรรมะเป็นทักษะ ยิ่งฝึกทำ ยิ่งเจริญ

S09E11
  • คำว่า “บุญ” กับ “กุศล” ต่างกันอย่างไร การสร้างบุญ กุศลสามารถทำได้อย่างไร และการอุทิศบุญให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการใส่บาตร เขาจะได้รับหรือไม่
  • “ในชีวิตที่เหลือจะต้องเดินไปตามทางมรรคแปดให้ถึงโสดาปัตติผล เพื่อพ้นจากอบายภูมิ” ความคิดนี้ถูกต้องหรือไม่
  • วิธีการเจริญอนิจจสัญญา ที่จะเชื่อมไปสู่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เป็นอย่างไร
  • คุณพ่อป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ติดทีวีมากและไม่ชอบฟังธรรมะ อยากให้ท่านหัดทำสมาธิ ให้มีศีล เข้าใจธรรมะและชีวิตหลังความตาย จะมีวิธีอย่างไร
  • สุนัขที่บ้านสามารถรับรู้ธรรมะเวลาที่เราเปิดฟังได้ไหม อยากให้เขาเกิดในภพภูมิที่ดี
  • สมัยที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม คนสามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ แล้วสมัยนี้มีบ้างไหม
  • “..เพราะสงบวิตกวิจารณ์เสียได้ เพราะความที่สงัดไปจากกามและอกุศลธรรมในกาลก่อน จึงบรรลุฌานที่ 1 มีวิตกวิจารณ์ มีปีติและสุขอันเกิดจากความวิเวก แล้วแลอยู่..” คำว่า “แล้วแลอยู่” หมายความว่าอย่างไร
  • ในวิชชา 8 ที่จะได้แต่ละข้อๆ ต้องมีลำดับก่อนหน้า/หรือหลังหรือไม่
  • ในวิชชา 8 สามารถเลือกวิชชาใดวิชชาหนึ่งได้หรือไม่
  • มีวิปัสสนาญาณข้อเดียวหรือต้องมีอาสวักขยญาณด้วย เพื่อที่จะเพียงพอต่อการบรรลุธรรม
  • วิชชาที่ 2 คือมโนมยิทธิญาณ จนถึงวิชชาที่ 7 คือจุตูปปาตญาณ ไม่เป็นเหตุต่อการบรรลุธรรมใช่หรือไม่
  • บุคคลที่มีหูทิพย์และตาทิพย์ สามารถที่จะรับสิ่งที่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่รับสิ่งที่ไม่น่าพอใจได้หรือไม่
  • ตอนที่ได้วิชชาต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แต่เมื่อได้วิชชาแล้ว ก็ไม่ต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วใช่หรือไม่
  • ในวิชชา 8 ทั้งหมด มีโอกาสเสื่อมได้หรือไม่

บทคัดย่อ

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คำถามคุณตาคุณยาย สปป. ลาว : คำว่า “บุญ” กับ “กุศล” ต่างกันอย่างไร การสร้างบุญ กุศลสามารถทำได้อย่างไร และการอุทิศบุญให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการใส่บาตร เขาจะได้รับหรือไม่

คำตอบ : คำว่า “บุญ” เป็นชื่อของความสุขหรือสิ่งที่เมื่อเราทำแล้ว จะทำให้เกิดบุญ เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในใจ ส่วน “กุศล” มาจากรากศัพท์ที่หมายถึง ความดี การตัดกิเลส การสร้างกุศลคือกิจกรรมที่เราทำแล้ว สามารถตัดกิเลสได้ เพราะฉะนั้น คำว่าบุญและกุศลคือสิ่งที่ดีงาม เป็นคำที่มาในทางดี เป็นศัพท์ที่คล้ายคลึงกัน แต่เน้นมาคนละจุด บุญจะเน้นไปที่ในเรื่องของความสุข ส่วนกุศลเน้นมาในเรื่องของการตัดกิเลส กิจกรรมที่ให้เกิดปัญญา

บุญจะอธิบายไว้ 3 อย่างคือ ทาน ศีลและภาวนา หรือบางทีหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือแยกเป็นบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเหตุที่จะให้เกิดบุญและเหตุที่จะให้เกิดกุศลเป็นกุศลธรรมบถมี 10 อย่างเหมือนกัน แต่ใช้คนละคำ ซึ่ง 2 คำนี้ บางทีนำมาใช้ด้วยกันเลย เพราะมีความคล้องจองกัน ดังนั้น กุศลก็คือบุญ เราสร้างกุศลเราก็ได้บุญคือความสุขนั่นเอง กิจกรรมอะไรที่จะเป็นการปิดกิเลส ตัดกิเลสออกได้ ก็ให้เกิดบุญได้

การให้ทานเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดบุญให้เกิดกุศลได้ บางคนคิดว่า การให้ทานเป็นบุญอย่างเดียว แต่จริงๆ บุญมีหลายอย่าง เช่น การพบเห็นสมณะ การฟังธรรม การเดินจงกม การนั่งสมาธิ เป็นบุญได้หมด

 

บุญกิริยาวัตถุ 10 หรือกุศลธรรมบถ 10 แบ่งเป็น

ในทางกาย คือ

1. ไม่ฆ่าสัตว์

2. ไม่ลักทรัพย์

3. ไม่ประพฤติผิดในกาม

ในทางวาจา คือ

4. ไม่พูดโกหก : จงใจแกล้งกล่าวเท็จ

5. ไม่พูดสอดเสียด : ไม่พูดที่ทำให้เกิดแตกกัน บาดหมางขึ้น ยุยงให้แตกกัน เรียกว่า พูดสับส่อ

6. ไม่พูดคำหยาบ : ไม่พูดให้เจ็บใจ แม้ว่าจะเป็นภาษาที่สุภาพเรียบร้อยก็ตาม ไม่พูดที่ทำให้เขาบาดลึก ทิ่มแทงกัน ทำให้คนฟังเคลื่อนออกจากสมาธิได้

7. ไม่พูดเพ้อเจ้อ : ไม่พูดคำที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ได้เป็นธรรมไม่ได้เป็นวินัย ไม่มีที่ตั้งที่มา พูดขึ้นมาลอยๆ อาจจะมีวัตถุประสงค์ให้เขาแตกกัน

ในทางใจ คือ

8. การมีสัมมาทิฏฐิ เว้นมิจฉาทิฏฐิ : ความคิดที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มี เป็นทิฏฐิสุดโต่งข้างหนึ่ง หรือความคิดที่ไม่ได้เป็นประโยชน์

9. การไม่เพ็งเล็ง : ทรัพย์ของใคร ทรัพย์ของคนนั้นจงมาเป็นของเรา ไม่ถือเอาเองโดยที่เจ้าของเขายังไม่ได้ให้

10. การไม่โกรธไม่มีพยาบาท : พยาบาทคือเดือดปุดๆ ขึ้นมาแล้ว แต่เคืองเฉยๆ ยังไม่เป็นการพยาบาท ยังไม่เป็นบาปชนิดที่เป็นอกุศล ยังมีส่วนที่เป็นบุญที่ยังพอควบคุมได้

 

คำถามคุณย่า (เว็บไซต์ haisok.co) : ในชีวิตที่เหลือจะต้องเดินไปตามทางมรรคแปดให้ถึงโสดาปัตติผล เพื่อพ้นจากอบายภูมิ” ความคิดนี้ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ : เมื่อฟังธรรมะไปเรื่อยๆ จิตของเราจะมีการโน้มไป เอียงเท แล่นไปตามทางนิพพาน ซึ่งตามทางที่ไปนิพพาน เรื่องกามมันจะลดลงๆ จนกามราคะไม่มี เมื่อกามราคะไม่มี ก็หาความสุขจากสมาธิ จะเป็นแบบนี้หมด..จิตที่เอียงเทมา น้อมไป ทำให้ไม่ได้อยากฟังสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปในทางกามเหล่านั้น

คนที่ฟังธรรมะแล้ว มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ และรักษาศีลได้ นี่คือคุณเป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว พระพุทธเจ้าบอกว่า ใครที่มีความเชื่อมีจิตน้อมไปว่า ตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ไม่เที่ยงแค่นี้ คุณตั้งอยู่ในระบบแห่งสัมมัตตนิยาม ในระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง เป็นอริยภูมิแล้ว เป็นภูมิแห่งสัตบุรุษคือเข้าสู่อริยภูมิ มาตามวงศ์แล้ว

ทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะปลูกผักผลไม้ แบ่งเพื่อนบ้าน เลี้ยงลูก เลี้ยงเด็ก เราต้องอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด เราจะทำให้เกิดโสดาปัตติผลได้ เราต้องเดินตามทางโสดาปัตติมรรค คือ ศีลต้องเต็ม สมาธิมีพอประมาณ ปัญญามีพอประมาณ ในลักษณะที่จะละ 3 อย่าง คือ ละมิจฉาทิฏฐิ- สังกายะทิฏฐิ ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ละวิจิกิจฉา และละสีลัพพตปรามาสได้

ถ้าเราตั้งจิตให้มันถูกต้องตามระบบ โสดาปัตติผลได้แน่ ตามทางที่เราเดินนั้นก็คือเป็นมรรคอยู่แล้ว มรรคนี้ก็ทำให้เกิดผล ไล่ไปตั้งแต่โสดาปัตติผล จนถึงสกิทาคามิผล จนถึงอนาคามิผล และอรหัตผล ผลในที่นี่ก็คือหมายถึงคุณละสังโยชน์ได้เป็นขั้นๆ ตามลำดับๆ ของมันๆ ไป

คิดแบบนี้ ถูกต้องแล้ว และถ้าเราจะหวังเอาน้อยแค่โสดาบัน เอาถึงอรหันต์ไปเลย ชาติหน้าไม่ต้องเกิดมาทุกข์อีกเลย จะดีมาก ให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

 

คำถามคุณ Monsajee (Facebook fanpage) : วิธีการเจริญอนิจจสัญญา ที่จะเชื่อมไปสู่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เป็นอย่างไร

คำตอบ : คนที่มีลักษณะสัทธานุสารีคือ ผู้แล่นไปตามศรัทธา เป็นผู้ที่มีศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ และปฏิบัติตามศีลเป็นอย่างดี หรือมีโสดาปัตติยังคะ 4 ส่วนผู้ที่มีความเชื่อว่าตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ที่ว่าส่ิงต่างๆ ไม่เที่ยง นี่เรียกว่าเป็นธัมมานุสารี คือผู้ที่แล่นไปตามธรรม

ดังนั้นสัทธานุสารีและธัมมานุสารี ที่มีความเชื่อมีจิตน้อมไปว่า ตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ไม่เที่ยง คือ การเจริญอนิจจสัญญานั้น เท่ากับว่าคุณเป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว

ถ้าปฏิบัติไปตามนี้ เห็นความไม่เที่ยงจนละสังโยชน์ เครื่องร้อยรัดได้ 3 อย่าง คือ สังกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ก็เป็นผู้ที่บรรลุโสดาปัตติผล ได้ชื่อว่าหยั่งลงสู่ระบบสัมมัตตนิยามคือ มาตามทางแล้ว

 

คำถามคุณแนท (เว็บไซต์ haisok.co)

คำถามที่ 1 : คุณพ่อป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ติดทีวีมากและไม่ชอบฟังธรรมะ อยากให้ท่านหัดทำสมาธิ ให้มีศีล เข้าใจธรรมะและชีวิตหลังความตาย จะมีวิธีอย่างไร

คำตอบ : พ่อแม่เลี้ยงเรามา ตอนเด็กๆ เรายังเดินไม่ได้ วิ่งไม่ได้ ท่านก็สอนไปตามขั้นตอนเป็นไปตามระบบ และไม่ได้แค่ครั้งเดียวแน่นอน ช่วยพยุงหัดให้เดิน..

ถ้าบิดามารดา ยังไม่มีศรัทธา ต้องค่อยๆ พัฒนาให้มีศรัทธา แต่ต้องรีบๆ หน่อย เพราะเวลามันงวดลงมาทุกทีๆ มารมันคอยช่องจากเราตลอด เราจะเผลอไม่ได้ ชักช้าไม่ได้ เวลามันเหมือนกับคนที่ต้อนวัวเข้าไปสู่เครื่องประหาร เราถูกเวลาต้อนไปสู่มัจจุคือความตาย บางคนอาจจะอยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำแล้ว ใกล้ถึงแล้ว จะจบแล้ว เราก็ต้องเร่งมือ ขณะเดียวกัน ต้องมีเวลา ต้องมีจุด ต้องมีเครื่องอะไรที่เราจะสามารถให้เจาะช่องเข้าไปได้

ข้อแรกให้ศีลก่อนเลย ถ้าเขานอนติดเตียง ไม่ได้ฆ่าสัตว์ไม่ได้ลักทรัพย์อยู่แล้ว สมาทานศีลเองเลย ถ้าไม่มีพระไปสมาทานศีลให้ เมื่อสมาทานแล้ว ศีลก็เต็มขึ้นมา จิตใจก็เย็นลง แทนที่จะไปเสพกาม ก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมบ้าง

ครั้งนี้ไม่ฟัง ลองใหม่หาช่อง ตอนดูรายการโปรดไม่ฟัง ก็ให้ฟังตอนที่ดูรายการที่ไม่โปรด ไม่ฟังที่บ้าน ฟังตอนอยู่ในรถได้ไหม ฟังอาจารย์องค์นี้ไม่ชอบ เอาหลวงปู่องค์อื่นมา ตอนกินข้าว ก่อนนอนหรือตอนนอนแล้ว เปิดให้ฟัง ตื่นมาค่อยปิด อย่างนั้นก็ทำได้ ไม่ต้องได้ด้วยวิธีใด ก็ต้องได้ด้วยวิธีหนึ่ง ทำมันทุกทาง เพื่อที่จะประดิษฐานท่านให้อยู่ในศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ให้ได้

 

คำถามที่ 2 : สุนัขที่บ้านสามารถรับรู้ธรรมะเวลาที่เราเปิดฟังได้ไหม อยากให้เขาเกิดในภพภูมิที่ดี

คำตอบ : สุนัขเป็นภพที่มีความอาภัพ ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ แต่สุนัขหรือสัตว์เดรัจฉานสามารถไปดีได้ มีหลายเรื่องในนิทานธรรมบทที่สัตว์เดรัจฉาน สามารถข้ามที่จะไปเป็นเทวดาได้ เช่น ช้างปาลิไลยกะ

 

คำถามที่ 3 : สมัยที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม คนสามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ แล้วสมัยนี้มีบ้างไหม

คำตอบ : พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ที่ไหนก็ตามในโลกนี้ ยังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย” ซึ่งหมายถึงอนาคามี สกิทาคามีและโสดาบันด้วย ต้องมีการบรรลุธรรมไม่ขั้นใดก็ขั้นหนึ่ง ถ้ายังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ นั่นคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ

เพราะฉะนั้น ให้เรามีความมั่นใจ ลงใจ เชื่อใจในคำสอนว่า คำสอนนี้คนทำแล้ว เขาได้จริงๆ นั่นคือพุทโธ แต่ไม่ใช่ว่าคนทำได้จริงๆ คือพุทโธคนเดียวเท่านั้น แต่คนอื่นเขาก็ทำได้ถ้าปฏิบัติตามคำสอนจริงๆ นั่นคือสังโฆ เมื่อมีเรามีความมั่นใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วจะดีมาก จะสามารถที่จะทำให้มีการทำจริง แน่วแน่จริง คนที่มีศรัทธา จะทำให้เกิดการทำจริง นั่นคือวิริยะ..ไม่เป็นสีลัพพตปรามาส..เมื่อทำจริงแน่วแน่จริง สติจะเกิดขึ้นได้ สติคือความระลึกได้ ตั้งสติได้ สติมีมากเพียงพอที่จะรักษาจิตให้เป็นสมาธิได้ จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จะสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริงได้ นั่นคืออินทรีย์ 5 พละ 5 เป็นกำลังของเสขะ เป็นกำลังของคนที่ต้องศึกษาอยู่ มีกำลังอย่างนี้ เป็นธรรมะที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ นั่นคือโพธิปักขิยธรรม 37 อย่างด้วย

 

คำถามคุณ Rattawud (Facebook fan page) : “..เพราะสงบวิตกวิจารณ์เสียได้ เพราะความที่สงัดไปจากกามและอกุศลธรรมในกาลก่อน จึงบรรลุฌานที่ 1 มีวิตกวิจารณ์ มีปีติและสุขอันเกิดจากความวิเวก แล้วแลอยู่..” คำว่า “แล้วแลอยู่” หมายความว่าอย่างไร

คำตอบ : “แล้วแลอยู่” คือเป็นวิหารเป็นที่อยู่ สามารถตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกถึงในระดับที่เป็นฌานเป็นสัมมาสมาธิ ต้องมีมากพอสมควร พอกับกิจการงานนั้นๆ ให้มากพอที่จะเป็นเครื่องอยู่อาศัยได้ นั่นคือต้องตั้งมั่นมากพอที่จะให้เกิดการบรรลุธรรมได้ จิตต้องมีความสงบ ตั้งมั่นมากพอที่จะไม่มีกาม พยาบาท เบียดเบียน

 

คำถามคุณอภิสิทธิ์ (เว็บไชต์ haisok.co)

คำถามที่ 1 : ในวิชชา 8 ที่จะได้แต่ละข้อๆ ต้องมีลำดับก่อนหน้า/หรือหลังหรือไม่

คำตอบ : ในเนื้อหาที่มาตามพระสูตร พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ละเอียดประณีตกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องได้อันนี้ก่อนแล้วจึงจะได้อันนั้น เพียงแต่อันหลังๆ จะมีความละเอียดกว่า แต่อาจจะได้ก่อนหรือหลัง ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ เพราะคนที่จะบรรลุธรรม ไม่ได้มีมโนทยิทธิญาณ ไม่ได้มีเจโตปริญญาณ แต่ก็บรรลุอาสวักขยญาณได้ ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย เพราะฉะนั้น ลำดับการได้ก่อนหลังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ เพียงแต่ในพระสูตรบอกถึงความละเอียดที่ประณีตยิ่งขึ้นไปๆ

 

คำถามที่ 2 : ในวิชชา 8 สามารถเลือกวิชชาใดวิชชาหนึ่งได้หรือไม่

คำตอบ : สามารถทำได้ เช่น การได้ตาทิพย์ ฝึกด้วยวิธีการเพ่งกสิณไฟ กสิณน้ำหรือกสิณดิน เพื่อที่จะให้ได้อิทธิวิธีในข้อใดข้อหนึ่งได้

 

คำถามที่ 3 :

คำตอบ : ในวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณข้อเดียวหรือต้องมีอาสวักขยญาณด้วย เพื่อที่จะเพียงพอต่อการบรรลุธรรม

 

คำถามที่ 4 : วิชชาที่ 2 คือมโนมยิทธิญาณ จนถึงวิชชาที่ 7 คือจุตูปปาตญาณ ไม่เป็นเหตุต่อการบรรลุธรรมใช่หรือไม่

คำตอบ : พระพุทธเจ้าอธิบายเน้นเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญาในเรื่องของการหลุดพ้น ซึ่งเมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องญาณในขั้นตอนต่างๆ ก็ได้ เช่น ตาทิพย์ กล่าวคือ ญาณในข้อต่างๆ นั้น ยังมีที่เหนือขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปอีก ละเอียดประณีตขึ้นไปอีก

 

คำถามที่ 5 : บุคคลที่มีหูทิพย์และตาทิพย์ สามารถที่จะรับสิ่งที่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่รับสิ่งที่ไม่น่าพอใจได้หรือไม่

คำตอบ : คนที่มีกำลังสมาธิสูงๆ เขาจะมีความชำนาญที่จะสามารถทำได้อย่างติดต่อตลอดกันไม่ขาดสายได้ เขามีความสามารถที่จะเลือกฟังได้ ขึ้นอยู่กับกำลังฌานกำลังญาณว่า สามารถทำให้มีความละเอียด สามารถเลือกที่จะฟังเลือกที่จะรู้ได้อย่างไรๆ

แต่เขาจะไม่ได้เลือกไปในลักษณะที่ทำให้เกิดความพอใจ ความกำหนัดยินดีในเสียงและรูปนั้น หรือเลือกในลักษณะที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ ขยักแขยงเกลียดชังในเสียง/รูปนั้นๆ แต่เลือกฟังในลักษณะอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์เป็นธรรมเป็นวินัย ทั้งนี้ การฟังเสียงที่น่าพอใจจะทำให้สมาธิเสื่อมได้

 

คำถามที่ 6 : ตอนที่ได้วิชชาต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แต่เมื่อได้วิชชาแล้ว ก็ไม่ต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วใช่หรือไม่

คำตอบ : สมาธิต้องมีอยู่ตลอด ศีล สมาธิ ปัญญาต้องมีตลอดเวลา อยู่ในจิตของเรา “สมถะวิปัสสนาต้องเคียงคู่กัน” วิปัสสนาคือการเห็นตามที่เป็นจริง ซึ่งสมาธิก็ต้องมีอยู่เป็นฐาน

 

คำถามที่ 7 : ในวิชชา 8 ทั้งหมด มีโอกาสเสื่อมได้หรือไม่

คำตอบ : เสื่อมได้แน่นอน เพราะมรรค และขันธ์ 5 ก็ไม่เที่ยง เพราะเป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัย จะมีวิชชา 8 ได้ต้องมีสมาธิเป็นเหตุปัจจัย จะมีสมาธิได้ จะต้องมีศีล จะมีศีลได้ ก็ต้องอาศัยศรัทธา เพราะฉะนั้น อะไรที่อาศัยเหตุปัจจัย ไม่เที่ยงทั้งนั้น แต่ความที่ไม่เที่ยงทั้งหมด ที่เรารับรู้ได้ทางตาทางหูนั้น กิจที่ควรทำมันต่างกัน ตัณหาไม่เที่ยงแต่ต้องละ ขันธ์ 5 ไม่เที่ยงแต่ต้องเข้าใจ มรรค 8 ไม่เที่ยงแต่ต้องทำให้มากๆ ต้องทำให้มันมี ต่อให้มันเสื่อม ก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้น

54
1
นาทีในการอ่าน