ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมย่อมเป็นสุข

S09E09
  • ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ ควรใช้ธรรมะใดในการรักษาใจ

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ ควรใช้ธรรมะใดในการรักษาใจ

คำตอบ 1: ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจทั้งที่ดีและย่ำแย่นั้น หลักธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน สามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักๆดังนี้

  1. ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลอยู่ในปัจจุบัน มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรมดังต่อไปนี้
    • อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความขยัน ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบายในการงานนั้นให้สามารถทำได้สำเร็จทฤษฏี การต่อยอดแสวงหาแหล่งรายได้เพิ่ม เหตุที่คนรวยมีฐานะรวยได้เรื่อยๆ เพราะเขาใช้วิธีเอาเงินที่ลงทุนได้กำไรครั้งแรกๆ ไปต่อยอดธุรกิจ ขยายสายป่านขึ้นเรื่อยๆ
    • อารักขสัมปทา หมายถึง ความถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม) เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ไม่ให้ถูกลักหรือทำลายไปโดยภัยต่างๆ การได้มาว่ายากแล้ว การรักษาไว้ยากยิ่งกว่า
    • กัลยาณมิตตตา หมายถึง การมีมิตรดี เพื่อนดี คบคนดี ไม่คบคบชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
    • สมชีวิตา หมายถึง การอยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่ให้ฝืดเคืองนัก สามารถจัดการกระแสเงินเข้าให้สมดุลกับกระแสเงินออก ด้วยคิดว่ารายรับจะต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายจะต้องต่ำกว่ารายรับ ใช้จ่ายเงินต่ำกว่าฐานะ คนรวยขึ้นได้เกิดมาจากรู้จักคุณค่าของเงินใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
  2. ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลในเวลาต่อๆ ไป มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรมดังต่อไปนี้
    • เป็นผู้ที่มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า
    • เป็นผู้ที่มีศีล รักษาศีล
    • เป็นผู้ที่มีจาคะ คือ มีการสละออก การให้ การบริจาค
    • เป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะละความเกิดดับ ละความยึดถือ เห็นโทษในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม
  3. ต้องหลีกเลี่ยงอบายมุข หรือที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่วในการใช้จ่าย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
    • การดื่มน้ำเมา คือ สุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
      • ก่อการทะเลาะวิวาท
      • เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
      • เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
      • เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
      • เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา
    • การเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว
      • ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา บุตรภรรยา
      • ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
      • เป็นที่ระแวงของคนอื่น
      • คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น
      • อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม
    • การเที่ยวดูมหรสพ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • รำที่ไหน ไปที่นั่น
      • ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
      • ประโคมที่ไหนไปที่นั่น
      • เสภาที่ไหนไปที่นั่น
      • เพลงที่ไหนไปที่นั่น
      • เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น
    • การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • ผู้ชนะย่อมก่อเวร
      • ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
      • ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
      • ถ้อยคำของคนเล่นการพนันซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
      • ถูกมิตร อมาตย์หมิ่นประมาท
      • ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายนักเลงเล่นการพนัน ไม่สามารถเลี้ยงภรรยาได้
    • การคบคนชั่วเป็นมิตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • นำให้เป็นนักเลงการพนัน
      • นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
      • นำให้เป็นนักเลงเหล้า
      • นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
      • นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
      • นำให้เป็นคนหัวไม้
    • ความเกียจคร้าน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
      • มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
      • มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
      • มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
      • มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
      • มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
      • มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
  4. ต้องรู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ ในเงินทองที่ได้มาด้วยความชอบธรรม โดยที่สามารถปรับสัดส่วนได้ตามความเหมาะสม อันได้แก่
    • บำรุงเลี้ยงให้ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นสุขทั้งในทางเศรษฐกิจและในครัวเรือน โดยครอบคลุมไปยังผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเราในทิศทั้งหก
    • ปิดกั้นอันตรายจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทอันไม่เป็นที่รักใคร่ รวมถึงการรักษาทรัพย์ เช่น การจ่ายภาษี การทำประกันภัย
    • การทำพลีกรรม หมายถึง ภาษีหรือการบูชาเครื่องสังเวย เป็นการให้เปล่าหรือการให้โดยไม่หวังคืน มีอยู่ด้วยกัน 5 ลักษณะ คือ
      • ญาติพลี คือ การสงเคราะห์ญาติ การบูชาญาติ
      • อิตถิพลี คือ การสงเคราะห์แขกที่มาเยี่ยมเรา มาหาเรา เราสังเวยให้เขา บูชาให้เขา หรือจ่ายเป็นภาษีสังคม
      • ปุพพเปตพลี คือ บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น พ่อแม่ การบวงสรวงญาติ การทำเชงเม้ง
      • ราชพลี คือ ภาษี ส่วย อากร
      • เทวตาพลี คือ มนุษย์ที่มีศีลมีความดีความงาม เป็นเทวดาอยู่ในร่างมนุษย์ เราก็บูชาเขา สังเวยให้เขา สงเคราะห์เขา ถือว่าเราสงเคราะห์คนดี
    • การตั้งไว้ซึ่งทักษิณาทาน หมายถึง ให้เพื่อหวังเอาบุญ ให้กับสมณะพราหมณ์ที่มีความดีงาม เป็นเนื้อนาบุญ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
  5. ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม 3 ประการเพื่อที่จะเป็นฆราวาสชั้นเลิศยิ่งขึ้นไป เป็นอริยสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเปรียบได้กับหัวเนยใส ซึ่งเป็นยอดของรสจากโค กล่าวคือ สามารถบริโภคผลิตภัณฑ์จากวัว โดยที่วัวไม่ตายหรือไม่ถูกเบียดเบียนมากนัก
    • อุฏฐานสัมปทา คือ มีโภคทรัพย์อันหาได้มาอย่างเป็นธรรม ไม่คดโกงผู้อื่น ด้วยความเพียร รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ
    • สมชีวิตา คือ แบ่งจ่ายทรัพย์ให้ครบในทั้ง 4 หน้าที่
    • มีปัญญา คือ ไม่กำหนัดยึดถือ ติดยึดในโภคทรัพย์นั้น

 

- - - ตอบคำถาม : คุณแอร์ ชินโชติ

23
1
นาทีในการอ่าน