ตอนที่ 38 (4พระเถรี) ภัททกาปิลานี-ภัททากัจจานา-กีสาโคตมี-สังคาลมาตา

S01E38

Time index

[05:08] อดีตภรรยาของพระมหากัสสปเถระ

[12:50] ภัททกาปิลานีแก้กรรมที่ทำให้มีกลิ่นตัวเหม็น

[20:10] การออกบวชของคู่สามีภรรยา

[22:00] เหตุปัจจัยของการระลึกชาติได้

[23:23] อธิบายความเกี่ยวกับอภิญญาใหญ่

[25:39] การถวายดอกบัวบูชาพระพุทธเจ้าทีปังกร

[30:00] เมื่อพระนางพิมพาพบพระพุทธเจ้า

[33:30] การปรินิพพานของพระภัททากัจจนาเถรี

[36:00] อรรถกถาเกี่ยวกับพระกีสาโคตมี

[40:15] การออกบวชของพระกีสาโคตมี

[46:25] อรรถกถาเกี่ยวกับสิงคาลมาตาเถรี

[51:40] การบรรลุธรรมของพระสิงคาลมาตาเถรี

“มฤตยูย่อมพาเอานรชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์เลี้ยง ผู้มีใจข้องอยู่กับอารมณ์ต่างๆไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่ที่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับไหลอยู่ไป ฉันนั้น” (ขุ.ธ.๓๐)

พระภัททกาปิลานีเถรี ภิกษุณีผู้เลิศทางระลึกชาติ

ได้ตั้งความปรารถนาความเป็นเลิศไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระพร้อมกับสามีที่ตั้งความเป็นเลิศของภิกษุทางธุดงค์(พระมหากัสสปเถระในสมัยพระพุทธเจ้าโคตมะ) บำเพ็ญบารมีสร้างบุญเป็นคู่สามีภรรยามาหลายสมัย ในสมัยหนึ่งนางทำกรรมไม่ดีโดยใส่โคลนในบาตรพระจึงทำให้มีกลิ่นตัวเหม็นมาก ชาติสุดท้ายสามีเกิดเป็นพราหมณ์ปิบผลายนะ ส่วนนางเกิดเป็นธิดาของกบิลพราหมณ์ ชื่อภัททา เมื่อจำเป็นต้องแต่งงานกันโดยที่ทั้งคู่ไม่ปรารถนาในการครองเรือนจึงประสบกับความทุกข์ ได้พากันออกบวช เมื่อเดินทางแยกกันไปแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปรับการมาของปิบผลิมาณพได้รับการอุปสมบทแล้วในที่สุดบรรลุพระอรหัต ส่วนภัททาได้ไปบวชสำนักปริพาชกก่อนแล้วจึงได้บวชในสำนักภิกษุณีพระปชาบดีโคตมีเถรี บำเพ็ญกรรมฐานอยู่ไม่นานก็บรรลุอรหัตเช่นกันถึงความช่ำชองในบุพเพนิวาสญาณจนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า

พระภัททากัจจานาเถรี ภิกษุณีผู้เลิศทางมหาอภิญญา

ได้มอบดอกบัวให้สุเมธดาบส(ได้เป็นพระพุทธเจ้าโคตมะ)เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าทีปังกร แต่ได้ตั้งความปรารถนาความเป็นเลิศไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ในชาติสุดท้ายคือพระนางยโสธราพิมพาหรือพระ มารดาของพระราหุล พระมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปโปรดพระญาติ โดยที่พระเจ้าสุทโธทนะได้บรรลุพระโสดาบัน ส่วนพระราหุลก็ได้ออกบรรพชาเป็นสามเณรติดตามพระพุทธเจ้าไปยังกรุงสาวัตถี พระนางจึงได้เสด็จออกบวชตามเพื่อจะได้เห็นพระสวามีและพระโอรส บวชแล้วไม่นานก็บรรลุอริยสัจสี่ เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก สามารถระลึกชาติได้หนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ท่านอายุได้๗๘ปีก็ปรินิพพาน

พระกีสาโคตมีเถรี ภิกษุณีผู้เลิศทางทรงจีวรเศร้าหมอง

ได้ตั้งความปรารถนาความเป็นเลิศไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะได้เกิดเป็นพระธิดาองค์ที่๕ของพระเจ้ากิกี แห่งเมืองพาราณสี มีพระนามว่าธรรมา ในชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐีตกยากชื่อว่านางกีสาโคตมี เมื่อแต่งงานแล้วมีลูก ลูกน้อยได้ตายลงไปจึงมีความเศร้าโศกเสียใจมาก ได้อุ้มศพลูกน้อยเที่ยวไปเพื่อหายาที่ทำให้ลูกฟื้นคืน พบพระพุทธเจ้าซึ่งให้นางไปหาเม็ดพันธุ์ผักกาดในบ้านเรือนที่ไม่มีคนตายมาทำเป็นยา เมื่อหาไม่ได้ก็ได้สติระลึกได้ว่าความตายมิได้เกิดแก่ลูกตนเท่านั้น แต่เป็นธรรมดาของคนทั่วไป เมื่อได้เข้าไปฟังธรรมพระพุทธเจ้านางก็บรรลุโสดาปัตติผลทูลขอบรรพชา ทรงอนญาตให้อุปสมบทในสำนักของภิกษุณี บวชแล้วก็กระทำสมณธรรมคือวิปัสสนานบรรลุพระอรหัต เป็นผู้เคร่งครัดอย่างยิ่งในการใช้สอยบริขาร ห่มจีวรที่ประกอบด้วยความปอน๓อย่าง

พระสิงคาลมาตาเถรี ภิกษณีผู้เลิศทางสัทธาธิมุต

ได้ตั้งความปรารถนาความเป็นเลิศไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ในชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐี มีบุตรชายชื่อสิงคาลมาณพเป็นผู้เห็นผิดในการบูชาทิศทั้งหก เมื่อนางได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็บรรลุโสดาปัตติผลจึงออกบวชเป็นภิกษุณีเพื่อจะได้เห็นพระพุทธเจ้าทุกวันๆ ท่านเจริญพุทธานุสติจนได้บรรลุพระอรหัต ประกอบด้วยคุณวิเศษ ท่านไม่เบื่อหน่ายที่จะพบเห็นพระพุทธเจ้า ต่อมาทรงยกย่องพระเถรีนี้ว่าเป็นภิกษุณีผู้เลิศทางสัทธาธิมุต(หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือมีศรัทธาเป็นตัวนำ น้อมใจไปด้วยศรัทธา) ส่วนสิงคาลมาณพนั้นเมื่อได้ฟังสิงคาลสูตรก็ได้เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมเทศนาได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

 

144
1
นาทีในการอ่าน