ตอนที่ 14 พระปิณโฑลภารทวาชะ

S01E14

HIGHLIGHTS:

  • เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงความเป็นเลิศของอริยะสาวกของพระองค์
  • ทบทวนเหตุแห่งการได้มาซึ่งความเป็นเอกเป็นเลิศในด้านต่างๆ (pattern)
  • ความแตกต่างในเหตุแห่งการได้มาซึ่งความเป็นเลิศในการบันลือสีหนาทของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
  • ประวัติความเป็นมา การบำเพ็ญบารมี ของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
  • ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะเป็นต้นบัญญัติสิกขาบท 3 ข้อ:
    • ห้ามแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
    • ห้ามใช้บาตรไม้
    • ห้ามใช้ถลกบาตร (ในอดีต)
  • ความต่างกันของพระปุถุชนและพระอรหันต์ที่เป็นต้นบัญญัติสิกขา
  • คุณธรรมคำสอนของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
    • อินทรีย์ 3
    • ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ภิกษุสามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ จนตลอดชีวิต
  • เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงความเป็นเลิศของสาวก

  • เหตุใดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงความเป็นเลิศเป็นเอกของสาวก ด้วยเพราะพระองค์เป็นเป็นผู้เลิศไม่มีใครเปรียบไม่มีใครเหมือน คือความเลิศประเสริฐในด้าน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ของพระองค์ทรงเป็นเลิศที่สุดอยู่แล้ว
  • แต่เพราะว่าพระองค์ ต้องการจะยกย่องสาวกของพระองค์เอง ในความที่เก่งกาจในเรื่องอื่น ๆ ต่าง ๆ จึงแบ่งเอาไว้ทั้งหมด 41 ด้าน ซึ่งในทั้ง 41 ด้านนั้นก็จะมีทั้ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อบาสิกา ในแต่ละด้าน มากน้อยไม่เท่ากัน
  • ที่เราอาจจะได้ยินชื่อของเหล่าสาวกที่เรียกว่า เหล่าอสีติมหาสาวก 80 รูป ซึ่ง 80 รูปนี้ เกินจำนวนความเป็นเลิศ(เอตทัคคะ) ของสาวก 41 รูป ทำให้มีข้อสังเกตุได้ว่า ไม่ใช่ สาวกทั้ง 80 รูปจะได้ความเป็นเลิศในตำแหน่งเอตทัคคะ ในความเป็นเลิศในด้านนั้น ๆ เช่น ท่านพระภัททิยะ ที่อยู่ในกลุ่มภิกษุปัญจวัคคีย์ ไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ แต่เป็นสาวกที่มีความสำคัญอยู่ในระดับแนวหน้า

 

เหตุให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศเป็นเอก (รูปแบบแห่งการได้มา)

  • สาวกผู้ที่ได้ตำแหน่งเอตทัคคะ ต้องเป็นผู้ที่ได้สร้างบารมีร่วมกันมาตังแต่ 1 แสนกัปขึ้นไป
  • ในการตั้งความปรารถนาในบารมี จนได้มาซึ่งความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ ก็จะต้อง
    • ได้เคยเจอพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
    • ได้พบเจอภิกษุที่เคยมีลักษณะแบบนี้ๆ ในด้านความเป็นเลิศในด้านต่างๆ
    • ได้มีศรัทธาในภิกษุเหล่านั้นในแต่ละกรณี ๆ
    • ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อความเป็นอย่างนั้น ๆ ตามภิกษุที่ท่านตั้งความศรัทธาเอาไว้
    • ได้มาซึ่งความเป็นเอกเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ตามที่ตั้งความปรารถนาไว้

 

ความต่าง/พิเศษในการได้มาซึ่งความเป็นเลิศของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ

  • ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ได้ความเป็นเลิศในการบันลือสีหนาทมาโดยที่ท่านไม่ได้ทำ หรือตั้งความปรารถนาแบบนี้ไว้ก่อน คือไม่ได้ตั้งความปรารถนาว่า ตนจะต้องได้มาเป็นภิกษุผู้บันลือสีหนาทนี้
  • ซึ่งจะแตกต่างจากรูปแบบการได้มาซึ่งความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านพระสารีบุตร ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้ก่อนล่วงหน้า

 

ประวัติความเป็นมา

  • ในสมัยพระเจ้าปทุมุตตระ ได้นั้งสมาธิและได้พบว่ามีราชสีห์ตัวหนึ่งอยู่ในถ้ำ และได้จะไปโปรดราชสีห์ตัวนี้ ท่านจึงได้ไปนั่งอยู่ในถ้ำที่ราชสีห์ตัวนี้อาศัยอยู่
  • ราชสีห์ตัวนั้นก็ได้ออกไปหาอาหาร พอกลับมาพบว่ามีพระมานั่งอยู่ในถ้ำของเรา ก็เลยพบว่าสัตว์อื่นที่จะมายุ่งกับเราแบบนี้ไม่มีเลย พระรูปนี้มาได้ไง ต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่หนอ กล้าเข้ามานั่งขัดสมาธิในนี้ คงเป็นยอดแห่งบุรุษแน่นอน ราชสีห์ตกลงใจที่จะบูชาพระรูปนี้ ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ
  • จึงได้ไปรวบรวมของบูชามา เช่น ดอกไม้ ของหอม น้ำ เพื่อมาบูชาพระพุทธเจ้า พอวันรุ่งขึ้นท่านก็ยังนั่งอยู่ ก็ได้จัดหาเครื่องบูชาชุดใหม่มาบูชาแทนของเก่า ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน
  • ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลา 7 วัน เป็นการหลีกเร้นในถ้ำซึ่งมีราชสีห์อาศัยอยู่
  • ในอีกที่หนึ่งได้ระบุว่า ท่านได้เสด็จมาที่ถ้ำนี้แล้ว ราชสีห์ได้บันลือสีหนาท เพื่อไล่สัตว์อื่นที่มีพิษ มีภัย มีอันตรายกับท่าน มาค่อยรักษาอยู่ตรงนี้ เป็นเวลา 7 วัน พอวันที่ 7 พระพุทธเจ้าปทุมุตตระออกจากนิโรธสมาบัติมา ราชสีห์ได้ทำการบูชาด้วยของหอมที่ว่านี้
  • ด้วยเหตุที่ว่ามานี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านเป็นผู้เลิศในการเป็นผู้บันลือสีหนาท

 

การบำเพ็ญบารมีในชาติสุดท้ายของท่านปิณโฑลภารทวาชะ

การบวชในสมัยพระพุทธเจ้าโคดม

  • ในชาติสุดท้ายของท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นลูกของปุโรหิต (ที่ปรึกษาของพระราชา) ในสมัยของพระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ พระปิณโฑลภารทวาชะ ในขณะนั้นก็ได้ศึกษาคัมภีร์ ไตรเพท มนต์ ต่าง ๆ ของพวกพราหมณ์ ท่านได้ออกสอนมนต์ที่เรียนมาแก่ลูกศิษย์ มานพต่าง ๆ ที่มาศึกษาหาความรู้กับท่าน
  • พอมาอยู่สมัยหนึ่ง ท่านถูกลูกศิษย์ทอดทิ้ง ทำให้มีลาภ ปัจจัยน้อย ไม่มีอันจะกิน ด้วยเหตุที่ว่า ท่านกินจุ บรรดาลูกศิษย์เลยทอดทิ้งท่าน ด้วยเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้ ท่านจึงได้เดินทางมาจากกรุงโกสัมพี มาที่เมืองราชคฤห์ เพื่อหาเลี้ยงชีพแบบใหม่ ๆ ด้วยการเดินทางมาที่นี้ จึงได้พบว่าภิกษุของพระพุทธเจ้ามีความเป็นอยู่ที่ดี มีลาภสักการะมาก จึงได้ทำการบวชเพื่อเลี้ยงชีพด้วยการขออาหารกิน
  • พอบวชมาแล้วก็ยังมีนิสัยเดิมคือกินจุ ไม่รู้ประมาณในการบริโภค เพื่อน ๆ จึงเรียกว่า ปิณโฑละ (แปลว่า ก้อนข้าว) คือผู้เป็นอยู่ด้วยการอาศัยก้อนข้าวที่ตกลงในบาตรแบบนี้
  • ในอีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ก่อนท่านจะมาบวช มีการเป็นอยู่ที่ว่า มีการกินจุมากเกินไป หาเลี้ยงชีพด้วยการทำเป็นเหมือนสมณะแบบนี้ แต่พอได้พบพระพุทธเจ้าก็ได้ออกบวชแล้วได้บรรลุธรรมในเวลาต่อมา
  • แต่พอท่านได้รับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าให้รู้ประมาณในการบริโภค ตั้งความเพียรต่าง ๆ ไว้ก็บรรลุธรรมได้ ทั้ง อภิญญา 6 เจริญสมถะและวิปัสสนา ก็บรรลุธรรมขึ้นมาเป็นพระอรหันต์

 

ต้นบัญญัติสิกขาบท ห้ามใช้ถลกบาตร

  • ด้วยความที่ท่านเป็นผู้กินจุ ไม่รู้ประมาณในการบริโภค ก็เลยได้เป็นต้นบัญญัติสิกขาบทอยู่บทหนึ่ง ที่ว่าเมื่อก่อนภิกษุใช้บาตรดิน พอใช้บาตรดินแล้ว ก็จะบิณฑบาตแบบเอามากเอาเยอะ ซึ่งเมื่อก่อนใช้ถลกบาตร (ผ้าหุ้ม/ปลอกหุ้มบาตร) เพื่อป้องกันความร้อนของอาหารที่ตกลงไป
  • พระพุทธเจ้าจึงห้ามใช้ถลกบาตร เพราะถ้าจับแล้วร้อนก็จะได้ไม่ต้องไปรับเอาอาหารมามากหลายรอบ จึงบัญญัติห้ามใช้ถลกบาตร
  • พอถูกห้ามใช้ถลกบาตร ท่านก็เก็บบาตรเข้าเก็บบาตรออกทำให้เกิดการครูด สี เกิดการถลอก จึงให้กลับมาใช้ถลกบาตรอีกครั้ง ทำเหตุให้ในปัจจุบันนี้พระจึงได้ใช้ถลกบาตรกัน

 

การบรรลุธรรม

  • หลังจากที่ท่านได้บรรลุธรรมแล้วในวันนั้นเลยท่านก็ได้บันลือสีหนาทเลย ด้วยกรรมเก่าที่เป็นราชสีห์ได้บรรลือสีหนาทดูแลรักษา พระเจ้าปทุมุตตระซึ่งท่านเข้านิโรธสมาบัติมาเป็นเวลา 7 วัน พอท่านพระปิณโฑภาลทวาชะได้บรรลุธรรมแล้ว จึงได้บันลือสีหนาทออกมาว่า “มรรคผล อันใด อันพระผู้มีพระภาคแสดงแล้วนั้น ฉันได้บรรลุแล้ว” หลังจากนั้นท่านยังได้ประกาศต่ออีกว่า “ถ้าใครสงสัย ในเรื่องมรรคหรือผลให้ถามเราได้”
  • และเป็นเพียงรูปเดียวที่ได้บันลือสีหนาทว่า “ฉันได้บรรลุแล้ว” ด้วยคำพูด และบทพยัญชนะแบบนี้ ต่อหน้าพระพุทธเจ้า และต่อหน้าหมู่สงฆ์ทั้งหลาย
  • จะเห็นได้ว่า แม้แต่ ท่านพระสารีบุตร หรือ ท่านพระอัญญาโกณทัญญะ ท่านก็ไม่ได้มาบอกว่า “ฉันบรรลุธรรมแล้ว” นอกจากพระพุทธเจ้าจะพยากรณ์ให้ ว่า องค์นี้บรรลุแล้วนะ หรือ องค์นี้คือบุตรของเรานะ แต่ไม่มีภิกษุรูปใดที่จะมาพูดว่า “ฉันบรรลุธรรมแล้ว” ไม่มีเลย นอกจากท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
  • หรือแม้แต่ในกรณีที่ใกล้เคียงเช่น ท่านพระโสณโกฬิวิสะ ซึ่งท่านเป็นลูกเศรษฐี บวชแล้ว เดินจงกรมจนเท้าแตกจนบรรลุธรรมแล้วท่านจึงได้มา พยากรณ์อรหัตผลของตนต่อหน้าพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้พูดในลักษณะที่น้อมเข้าสู่ตัวเอง ว่า “ฉันบรรลุธรรมแล้ว” ในลักษณะเช่นเดียวกันท่านพระปิณโฑภารทวาชะ ไม่มี หากแต่พูดถึงคุณธรรมของท่านผู้บรรลุแล้วว่าเป็นอย่างไร ๆ ซึ่ง พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสชมว่านี้เป็นการแสดงอรหัตผล โดยไม่น้อมเข้าสู่ตน
  • แต่ในกรณีของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ นั้นท่านพูดกล่าวตรง ๆ ว่า “ฉันบรรลุธรรมแล้ว” ต่อหน้าพระพุทธเจ้าและหมู่คณะสงฆ์ พระพุทธเจ้า จึงได้ยกย่องว่า ท่านผู้เป็นเลิศในการบันลือสีหนาท

 

การได้มาซึ่งความเป็นเอตทัคคะของท่านปิณโฑลภารทวาชะ

  • เหตุที่ท่านได้ความเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางบันลือสีหนาท เพราะ
    1. ท่านบันลือสีหนาท
    2. ท่านเป็นสาวกเพียงรูปเดียวที่บันลือสีหนาทต่อหน้าพระพุทธเจ้า
    3. ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์ การบรรลุธรรมของท่านไม่ใช่การบรรลุธรรมดาแต่ท่านได้ถึงวิชชา 8 ซึ่งได้คุณธรรมเรื่องปัญญาสมบูรณ์เต็มที่

 

ต้นบัญญัติในการห้ามแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ และการใช้บาตรไม้

  • ยมกปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์ ที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นคู่ ๆ โดยปรารภเหตุปัจจัยที่พวกเดียรถีย์ มาท้าให้แสดงฤทธิ์ ด้วยเหตุที่ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะไปแสดงฤทธิ์ต่อหน้าพวกเดียรถีย์ก่อน ทำให้พระพุทธเจ้าทรงห้ามการแสดงฤทธิ์
  • ด้วยความเป็นเลิศของท่านที่แสดงฤทธิ์ได้ ท่านได้ไปแสดงฤทธิ์ต่อหน้าพวกเดียรถีย์
    • โดยมีเรื่องเล่าว่า ทางต้นของแม่น้ำคงคา จากภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีป่า และมีต้นจันทร์แดงต้นหนึ่ง อยู่ริมตลิ่ง ก็โตขึ้นมาจนใหญ่มาก แล้วถูกน้ำเซาะจนต้นโค่นล้มลงไปในน้ำ ถูกกระแสน้ำพัดไปก็หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนกระทั้งมีแก่นไม้ในส่วนของราก ไปติดอยู่ที่แก่งหินจุดหนึ่ง และได้ถูกน้ำเซาะจนกระทั่งไม้จันทร์แดงชิ้นนี้ถูกขัดเกลา จนเกลี้ยงเป็นลูกกลม ๆ อย่างดี ขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล แล้วได้ไหลไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำคงคา
    • จนกระทั้งมีเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองราชคฤห์ (ทางตอนใต้ของแม่น้ำคงคา) ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำคงคาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ เป็นที่ตั้งของเมืองเวสาลี ซึ่งเศรษฐีคนนี้ได้ไปทำตาข่ายกั้นเอาไว้ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อช่วยดักสิ่งของที่ผลัดตกลงไปในแม่น้ำคงคา
    • มีอยู่วันหนึ่งเศรษฐีคนนี้ได้ไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา ใกล้ๆ ข่ายของตนเอง ก็ได้สังเกตุเห็นสิ่งที่มีลักษณะคล้าย ๆ สาหร่ายมาติดที่ข่าย ซึ่งสาหร่ายนั้นได้หุ้มปุ่มไม้จันทร์แดงนี้เอาไว้ จึงได้ให้คนไปเอาขึ้นมาดูพบว่ามีลักษณะเป็นก้อน ๆ จึงได้ใช้ ให้เอามีดกรีดดู จึงได้กลิ่นของไม้จันทร์แดงนี้ฟุ้งออกมา
    • พบว่าเป็นปุ่มไม้จันทร์แดง ด้วยความที่ตนเองมีไม้จันทร์แดงอยู่มากในบ้าน จึงคิดว่าจะนำไม้ชิ้นนี้ไปทำอะไรดี จึงได้ให้ช่างกลึงทำเป็นบาตรไม้จันทร์แดง และได้เอาไปห้อยไว้บนที่สูง และได้ประกาศขึ้นว่า “ตัวข้าพเจ้ายังไม่ได้มีใครเป็นครูบาอาจารย์ ถ้ามีพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้จริงขอให้พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์มาเหาะขึ้นปลดบาตรไม้จันทร์แดงที่แขวนอยู่บนปลายไม้นี้ ลงมา แล้วข้าพเจ้าจะนับถือท่านนั้นเป็นครูบาอาจารย์ นับถึงท่านนั้นเป็นสรณะตลอดชีวิต”
    • ด้วยกรณีนี้ทำให้มีเรื่องโจษจัน กันไปทั่วเมืองราชคฤห์ ว่าถ้าใครได้ท่านเศรษฐีไปเป็นลูกศิษย์ แล้วต้องร่ำรวยแน่นอน
    • เหล่าครูทั้ง 6 มี ปูรณกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถนาฏบุตร ก็ได้เข้าไปหาท่านเศรษฐี แต่ด้วยความที่ทั้ง 6 ลัทธินี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงได้ต่อรองให้เอาบาตรมาให้พวกตน ซึ่งเป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์ แต่สมารถแสดงได้ แต่เศรษฐีไม่ยอม บอกว่าต้องเหาะขึ้นไปเอาบาตรลงมาเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครสามารถ แสดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปเอาบาตรลงมาได้
    • จนในวันที่ 6-7 ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ได้ไปบิณฑบาตในเมืองนั้น ได้ยินพวกนักเลงคุยกันเสียงดังพูดเรื่องนี้ขึ้นมาว่า “วันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่เศรษฐีเอาบาตรไม้จันทร์แดงแขวนเอาไว้ รอว่าใครมีฤทธิ์เป็นพระอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตรลงมา แต่นี้วันที่ 7 แล้ว สงสัยว่า พระอรหันต์จะไม่มีจริง ๆ แล้วล่ะ”
    • ด้วยความที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระปิณโฑลภารทวาชะเป็นผู้มีฤทธิ์เหมือนกัน มีปฏิปทาคล้าย ๆ ก็มักจะเดินทางไปไหนๆ ด้วยกันและในวันนั้นได้เข้าไปในเมือง ทำให้ท่านได้ยิน นักเลงพูดกันจึง ได้กล่าวว่า “พระอรหันต์ทำไมจะไม่มี ยังมีอยู่ ท่านมาพูดแบบนี้มันไม่ใช่” จึงได้คุยกัน และ สรุปว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะจะไปเอาบาตรไม้จันทร์แดงมาให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ด้วยลีลาที่พิสดารมาก
    • ด้วยการเข้าเตโชธาตุ เข้าสมาธิลึกอยู่ในฌาน 4 ได้ฤทธิ์เสร็จ ก่อนจะไปเอาก็เอาเท้าคีบหินดานขนาดใหญ่ 1 คาวุต (เท่ากับระยะไกลของเสียงร้องของวัวตัวผู้ที่สามารถได้ยินได้) บินวนไปรอบเมืองราชคฤห์ พอคนเห็นก็ร้องกันว่า หินลอยได้มันจะตกใส่หัวฉัน ทำให้คนในเมืองวุ่นวายกันมาเพราะกลัวหินจะตกลงมาใส่หัว
    • พอท่านเห็นคนกลัวกันมาก ท่านจึงใช้เท้าโยนหินกลับไปที่เดิม และเหาะไปเอาบาตรมาลงที่บ้านเศรษฐี แล้วเศรษฐีได้รับบาตรไม้จันทร์แดงมาใส่อาหารจนเต็มถวายท่าน และถือท่านเป็นสรณะ และท่านพระปิณโฑลภารทวาชะให้เศรษฐีถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
    • ตอนนั้นเรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันมาก และใครที่ไม่ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์นี้ ก็พากันมาหาท่านที่วันเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ขอให้ท่านแสดงฤทธิ์ให้ดู ท่านก็ได้แสดงฤทธิ์ให้ดู
    • พอคนมามากทำให้มีเสียงอึกกระทึก จนพระพุทธเจ้าได้ถามกับท่านพระอานนท์ว่า เสียงอะไร ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ฟัง พระพุทธเจ้าได้เรียกประชุมสงฆ์ และได้เรียกท่านปิณโฑลภารทวาชะมาสอบถามว่าทำจริงหรือเปล่า พอท่านตอบว่าทำจริง พระพุทธเจ้าได้ติเตียน ว่าทำไมถึงทำเช่นนี้ เปรียบเทียบกับหญิงโสเภณี เปิดของลับของตนให้คนอื่นดูเพื่อที่เห็นแก่อามิสเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ควรทำ (แสดงฤทธิ์เพราะเหตุแห่งอามิส)
    • ส่วนบาตรไม้จันทร์แดงที่ได้มา ท่านให้บดทำเป็นยาหยอดตา

 

ความต่างกันของพระปุถุชนและพระอรหันต์ที่เป็นต้นบัญญัติสิกขา

  • เหตุที่ท่านปิณโฑลภารทวาชะแสดงฤทธิ์ครั้งนี้แล้วถูกพระพุทธเจ้าติเตียน ต้องพิจารณาดี ๆ เพราะพระพุทธเจ้าเองท่านก็ได้เคยแสดงฤทธิ์ เช่น ทำฝนโบกขรพรรษตก ท่านทรงเหาะได้ ลอยได้ เพื่อไปปราบพยศของคนเหล่านั้นโดยไม่มีลาภสักการะเป็นเครื่องล่อ แต่ท่านปิณโฑลภารทวาชะแสดงฤทธิ์ครั้งนี้เพื่อให้คนนับถือ และเพื่อแสดงว่าพระอรหันต์มีอยู่จริง และมีบาตรเป็นเครื่องล่อ จึงทำให้พระพุทธเจ้าทำการติเตียนว่า ไม่สมควรทำ ไม่ใช่กิจของสมณะ เพราะจะทำให้คนที่ไม่เลื่อมใส ยิ่งไม่เลื่อมใส คนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว ก็อาจจะเสื่อมความเลื่อมใสลง ด้วยว่ามีบาตรไม้จันทร์แดงเป็นอามิส
  • ถึงแม้ว่าเจตนาจริง ๆ ของท่านปิณโฑลภารทวาชะไม่ได้เพื่อที่จะเอาบาตรไม้จันทร์แดง แต่เพื่อให้คนศรัทธาก็ตาม
  • นี้ไม่ใช้เหตุการณ์แรกที่พระอรหันต์เป็นต้นบัญญัติไม่ดี ๆ แต่จะสังเกตเห็นได้ว่า ความแตกต่าง พระปุถุชนที่ยังไม่ได้คุณธรรมอะไรเลย แล้วเป็นต้นบัญญัติความผิดต่าง ๆ กับพระอรหันต์ที่ได้คุณธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นต้นบัญญัติในข้อสิกขาบท ศีล ต่าง ๆ เช่น กรณีของท่านปิณโฑลภารทวาชะนี้ พระพุทธเจ้าจะใช้คำที่แตกต่างกัน
  • แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าจะไช้คำว่า ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ แต่จะเรียก คนธรรมดาที่เป็นพระทั่ว ๆ ไป เช่น พระสุทธินะ ซึ่งเป็นต้นบัญญัติอาบัติปราชิกในข้อเสพเมถุนว่า “โมฆบุรุษ” คือ เป็นคนว่างเปล่า เป็นคนสมองกลวง เป็นคนไม่มีปัญญา
  • แต่ในขณะที่ถ้าเป็นพระอรหันต์เป็นต้นบัญญัติสิกขาบท พระพุทธเจ้าจะไม่เรียกว่า โมฆบุรุษเลย แต่จะติเตียนเหมือนกัน นี้แสดงถึงความที่พระพุทธเจ้าท่านมีความละเอียดรอบคอบให้ความเท่าเทียมกัน ในการถูกตำหนิติเตียน ในการทำไม่เหมาะสมใน กาย วาจา ไม่ว่าจะเป็นพระปุถุชน หรือพระอรหันต์ ถ้าทำไม่เหมาะก็ติเตียนเหมือนกัน ยกขึ้นเป็นสิกขาบทเหมือนกัน ปรับอาบัติเหมือนกัน แต่จะเลือกคำที่แตกต่างกัน
  • จึงทำให้มีบัญญัติสิกขาข้อห้าม 2 ข้อด้วยกันคือ
    1. ห้ามการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ คือ ห้ามแสดงธรรมที่ยิ่งกว่าความเป็นธรรมดาของมนุษย์ แก่คฤหัสถ์ทั่ว ๆ ไป ถ้าแสดงต้องอาบัติทุกกฏ (ภาษาไทยอ่านว่า ทุก-กด ภาษาบาลีอ่านว่า ทุก-กะ-ตะ) หมายถึง เป็นชื่อของการอาบัติเล็กน้อย คือ ทำให้คนเกิดความไม่เลื่อมใส หรือ คนที่เลื่อมใสอยู่แล้วอาจจะเลื่อมใสน้อยลงไป (เป็นการบัญญัติในข้อที่ต่ำเพราะเกี่ยวกับกุศลของคนอื่น) แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับกุศลธรรมของตนลดลง จะบัญญัติเป็นอาบัติในข้อที่สูงขึ้นไป
    2. ห้ามใช้บาตรไม้ ทำให้พระในปัจจุบันใช้บาตรเหล็กเป็นส่วนใหญ่ และ บาตรอีกชนิดหนึ่งที่อนุญาตให้ใช้ คือบาตรดิน (เซรามิก) นอกจากห้ามใช้บาตรไม้แล้ว ยังห้ามใช้บาตรหัวกะโหลก บาตรกระดูก ให้ใช้ได้แต่ บาตรเหล็ก และบาตรดิน (กระเบื้องเซรามิก)
  • ด้วยเหตุดังที่กล่าวมานี้จึงทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในความเป็นผู้เลิศในการบันลือสีหนาท

 

คุณธรรมคำสอนของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ

อินทรีย์ 3 (สติ สมาธิ ปัญญา)

  • ในการบันลือสีหนาทด้วยคำกล่าวของท่านที่ว่า “มรรคผล อันใด อันพระผู้มีพระภาคแสดงแล้วนั้น ฉันได้บรรลุแล้ว” ท่านได้ทำหลายครั้ง อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ครั้งหนึ่งท่านทำที่กรุงราชคฤห์ อีกครั้งทำที่บ้านเกิดของท่านที่กรุงโกสัมพีซึ่ง พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ด้วย มีแต่เหล่าหมู่ภิกษุทั้งหลาย ทำให้หมู่ภิกษุกล่าวว่า มาบอกได้อย่างไรว่าตนเป็นพระอรหันต์
  • แต่พระพุทธเจ้าได้รับรองด้วยคุณธรรม 3 ข้อ ซึ่งเป็นอินทรีย์ 3 อย่าง ทำให้ อินทรีย์ 3 อย่างนี้เป็นหัวข้อธรรมะ อันประกอบด้วย อินทรีย์สติ อินทรีย์สมาธิ อินทรีย์ปัญญา ซึ่งโดยทั่วไปจะเคยได้ยินกันแต่ว่า อินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อินทรีย์ 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
  • การที่เห็น ที่ได้ยินว่ามีการกล่าวถึง อินทรีย์ 5 มากกว่า อินทรีย์ 3 เพราะมีความครบถ้วนมากกว่า แค่ว่าในต้นบัญญัตินนั้น พระพุทธเจ้า ได้กล่าวถึง อินทรีย์ 3 ด้วยความที่ว่า ในอินทรีย์ 3 สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะต้องมีศรัทธา และวิริยะอยู่ในนั้นด้วยอยู่แล้ว ผู้ที่มีปฏิภาน มีความฉลาดหลักแหลม คือมีปฏิสัมภิทา ต้องมีอรรถปฏิสัมภิทา (รายละเอียดที่ลึกลงไป) และ ธรรมะปฏิสัมภิทา (หัวข้อที่ขึ้นไป) คือสามารถเชื่อมโยงขึ้นลง ไปสู่ข้อ อรรถะและธรรมะได้ คือ หัวข้ออินทรีย์ 3 นี้อยู่ในหัวข้ออินทรีย์ 5 คือ เขาจะมีความฉลาดในจุดนี้ สามารถแตกขึ้น แตกลงได้

 

คุณธรรมที่ทำบวชอยู่ได้นาน

  • พระเจ้าอุเทนได้ถามพระเถระเรื่องการออกวิเวกว่า ทำไม อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุผู้ที่ยังหนุ่ม มีผมยังดำสนิท อยู่ในปฐมวัย ทั้งยังมีร่างกายกำยำ แข็งแรง ยังไม่หมดความระเริงในกาม อยากเสพกามอยู่ แต่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิต
  • (1) พระปิณโฑลภารทวาชะได้ตอบว่า ด้วยธรรม 3 ประการว่า
    • สตรีปูนมารดา เธอตั้งจิตไว้ว่านี้เป็นเหมือนมารดาของเรา
    • สตรีที่มีอายุราว ๆ พี่สาวน้องสาว ก็ตั้งจิตไว้ว่า นี้เป็นพี่ของเรา นี้เป็นน้องของเรา
    • สตรีที่อายุคราวลูก ก็ตั้งจิตไว้ว่าเป็นลูกของเรา

    ทำเช่นนี้จะทำให้ความกำหนัดในบุคคลประเภทนั้น ๆ ก็จะไม่มี จะละไปได้ ให้คิดเหมือนว่าเป็นญาติกัน จะสามารถอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ จนตลอดชีวิตได้

  • แต่ในตอนนี้พระเจ้าอุเทนไม่เข้าใจ ได้แย้งขึ้นว่า แต่ว่าจิตมีธรรมชาติโลเล บางคราวย่อมมีความโลภ ย่อมเกินในสตรีปูนมารดาได้ สตรีปูนพี่สาวน้องสาวได้ สตรีปูนธิดาได้ ก็มี แล้วข้ออื่นมีอีกไหม เพราะจิตมันโลเล
  • (2) พระปิณโฑลภารทวาชะได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า “จงมาพิจารณาไปในกายของเรา ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปจนถึงปลายผม ตั้งแต่ปลายผมจยลงไปเบื้องต่ำจนถึงพื้นเท้า มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มไปด้วย ของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื้อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด ใส้เล็ก ใส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเลือด น้ำลาย น้ำเหลือง น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำปัสสาวะ นี้คือกายของเราเป็นอย่างนี้” ให้พิจารณากายแบบนี้โดยความเป็นของปฏิกูล โดยความเป็นของไม่สะอาด ของไม่สวยไม่งาม กายเราด้วย กายเขาด้วย ทำอย่างนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยในความที่ว่า ถึงแม้จะยังมีความต้องการกามอยู่ แต่ก็สามารถที่จะไม่ไปเสพกามได้ สามารถที่จะละกามได้ ไม่ยินดีพอใจในสิ่งนั้น สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ จนตลอดชีวิต
  • เงื่อนไขที่จะมาพิจารณาได้ ต้องมีการฝึกจิต ต้องมีการอบรมจิตมาในเรื่องปัญญา สมาธิ วาจา ว่าอย่าพูดพล่าม อย่าพูดไปในเรื่องที่ไม่ควรพูด ต้องมีการสำรวมกายวาจามาก่อนจึงจะสำรวมจิตได้ คือต้องได้รับการอบรมกาย วาจา ใจ มาแล้ว
  • ถ้าคนที่ไม่ได้รับการฝึกมาอยู่เป็นประจำจะมาตั้งใจมองให้เห็นกายเป็นของไม่งามนั้น ทำได้ยาก จะทำอย่างไร พระเจ้าอุเทนถามต่อ
  • (3) ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะตอบว่า ให้มีการสำรวมอิทรีย์ มีการคุ้มครองทวาร ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ อย่าถือเอาโดยนิมิตและอย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ เห็นรูปด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู อย่าจงถือเอาโดยนิมิต (ภาพรวมทั้งหมด) และอย่าจงถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือรายละเอียดแต่ละอย่าง ๆ) โดยระวังไม่ให้อกุศลธรรมอันลามก เกิดขึ้นได้ ระวังไม่ให้ความเพ่งเล็ง ความโทมนัส ครอบงำจิตได้ รักษาสำรวมอินทรีย์แบบนี้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ
  • คือถ้าทำ ครบทั้ง 3 ข้อนี้แล้วต้องสามารถทำได้แน่ สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ จนตลอดชีวิตได้แน่ จึงทำให้พระเจ้าอุเทนมานับถือท่านพระปิณโฑลภารทวาชะเป็นครูบาอาจารย์ ด้วยความที่ท่านมีกาย วาจา ใจ อบรมแล้ว

 

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

  • คำว่า “พระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” ซึ่งไม่ได้เป็นพุทธพจน์ แต่ภิกษุรูปนั้น ๆ ยกเปรียบขึ้นมาเหมือนเป็นพุทธพจน์ เช่นเรื่องธัมมุทเทส 4 อย่าง ท่านพระรัฐปาละได้ยกขึ้นมา ว่า แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ผู้เห็นท่านได้กล่าวไว้อย่างนี้ ซึ่งคำนี้ หาที่เป็นพุทธพจน์จริง ๆ ไม่มี
  • ในพุทธพจน์ จะไม่มีธรรมทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอยู่ด้วยกัน แต่จะถูกกล่าวไว้แยกกันในแต่ละที่ ๆ แต่ละเรื่องกัน
  • คำว่า “ภารทวาชะ” เป็นนามสกุลของท่าน มีพราหมณ์ ที่มีนามสกุลเดียวกันนี้เยอะมาก มี 4 รูปที่เป็นพี่น้องกัน จึงต้องมีสรรพนามเรียกเพื่อให้แตกต่างกัน จึงทำให้ท่านถูกเรียกว่า “ปิณโฑลภารทวาชะ”
  • มีครั้งหนึ่งท่านได้เคยไปชวนพราหมณ์ที่เป็นเพื่อนกันให้มาถวายอาหาร พราหมณ์นั้นคิดว่า ท่านมาชวนตนไปถวายอาหารนั้น จะทำให้ทรัพย์ตนพินาศ คือต้องการทรัพย์ของตนนั้นเองจึงชวนให้ทาน แต่อย่างไรก็ตามจะถวายอาหาร 1 มื้อแล้วกัน ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ได้ตอบว่า ให้ถวายแก่สงฆ์เถิดอย่าถวายแก่เราเลย เพราะได้บุญกุศลมาก เพราะเป็นหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่พราหมณ์กลับคิดว่า จะทำให้ตนเสียทรัพย์ ให้ฉิบหายแน่ เพราะความอยากในอาหารล่ะชิ
  • แต่ด้วยความที่ท่าน พระปิณโฑลภารทวาชะต้องการที่จะให้เพื่อนได้บุญ แต่ด้วยความที่พราหมณ์พื่อนของท่านมีมิจฉาทิฏฐิ จึงทำให้ท่านได้แสดงธรรม โปรดว่า การที่ท่านชวนมาถวายอาหารไม่ใช่ว่าท่านต้องการอยากจะได้อาหาร เมื่อก่อนใช่อยู่ที่ท่านเป็นผู้กินจุ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าอาหารทำให้จิตใจไม่สงบ แต่ตอนนี้ท่านเป็นผู้ที่ดำรงกายอยู่ได้ด้วยการรู้ประมาณในการบริโภค ไม่มีตัณหาในรสอาหาร จึงกล่าวว่า “นักปราชญ์ ทั้งหลายรู้แล้วว่า การที่ไม่สำรวมในอาหาร ย่อมเป็นไปในเพื่อการไม่บรรลุ แต่การสำรวมในอาหารได้ สามารถที่จะถอนตัณหาได้ และละสิ่งที่ไม่ดีได้”
  • เมื่อพราหมณ์เพื่อนของท่านได้ยินดังนั้น ก็เกิดความเลื่อมใส และถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

 

223
1
นาทีในการอ่าน