ตอนที่ 13 พระภัททิยะทั้ง 3 รูป

S01E13

HIGHLIGHTS:

  • อสีติมหาสาวกมีทั้งหมด 80 รูปแต่ที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวยกย่องไว้ว่าเป็นผู้เลิศหรือ เอตทัคคะ ในเรื่องต่าง ๆ มีเพียง 41 รูป
  • แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง “80 พระอรหันต์” เขียนโดย อาจารย์ปัญญา ใช้บางยาง
  • เรื่องราวประวัติความเป็นมาของท่านพระภัททิยะทั้ง 3 รูปในบรรดาอสิตมหาสาวก 80 รูป
    • รูปที่ 1: พระภัททิยะ ผู้ชึ่งเป็น 1 ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
    • รูปที่ 2: ภัททิยกาฬิโคธายบุตร เป็นผู้เลิศในด้านมีตระกูลสูง
    • รูปที่ 3: ลกุณฏกภัททิยะ (เป็นพระภัทธิยะผู้มีร่างเล็ก)
  • คนมีปัญญากับคนพาลมีความแตกต่างในการพิจารณาลักษณะของผู้มีปัญญา

รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก
ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 29 มี.ค.2562 เวลา 20.00 น.
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 30 มี.ค.2562 เวลา 05.00 น.

บทคัดย่อ

    อสีติมหาสาวก 80 รูป กับ เอตทัคคะ 41รูป

    • พระอริยสงฆ์สาวกผู้เป็นเลิศ/เป็นเอกในด้านต่างๆ ที่พระพุทธเจ้ากล่าวยกย่องไว้ (ในพระไตรปิฎก) ตามเหตุปัยจัยมีเพียง 41 รูป เช่น มีเหตุการณ์ให้มีการแสดงฤทธิ์และพระมหาโมคคัลลานะท่านก็ได้แสดงฤทธิ์ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้า ในตอนนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้กล่าวยกย่องว่าท่านเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านมีฤทธิ์มาก เป็นต้น หรือได้มีการสร้างเหตุปัจจัยสร้างบารมีมา มีการสร้างเหตุปัจจัยในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ ก่อนๆ ตามแต่ความชำนาญเฉพาะเรื่อง จึงถูกกล่าวยกย่องในคุณอันยิ่งของท่านๆ ซึ่งสาวกบางองค์ซึ่งเป็นหนึ่งในอสีติมหาสาวก 80 รูป แต่ไม่ได้มีคุณวิเศษอันยิ่ง จึงไม่ถูกกล่าวไว้ในจำนวน 41 รูป ซึ่งได้ความเป็นเลิศ
    • ดังจะเห็นได้จากกรณีของพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 นั้น อันประกอบด้วย พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านพระภัททิยะ ท่านพระวัปปะ ท่านพระอัสสะชิ ท่านมหานามะ มีเพียงท่านอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศ ส่วนอีก 4 รูปที่เหลือไม่ได้รับการกล่าวยกย่องว่าเป็นเลิศในเอตทัคคะด้านใดๆ แต่ว่าอยู่ในอสีติมหาสาวก 80 รูปแรกที่มีความสำคัญ
    • ส่วนองค์อื่น ๆ ที่เค้ารวบรวมมา เช่น ลูกศิษย์ของพราหมณ์ปวารี เป็นมานพ ทั้ง 16 องค์ก็มาบวช ซึ่งแต่ละรูปก็มีความสำคัญแต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะเอตทัคคะ

     

    หนังสือแนะนำ

    • “80 พระอรหันต์” เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับอสีติมหาสาวก 80 รูป เขียนโดย อาจารย์ปัญญา ใช้บางยาง ซึ่งท่านได้รวบรวมมาจากพระไตรปิฎก หมวดอังคุตรนิกาย นอกจากนี้ท่านได้ไปรวบรวมมาจาก สังยุตตนิกาย ขุทกนิกาย ท่านได้รวบรวมมาหมดทั้งที่เป็นคำอธิบายและ อรรถกถา

     

    พระภัททิยะทั้ง 3 รูปในบรรดาอสีติมหาสาวก 80 รูป

    • รูปแรก: พระภัททิยะ ผู้ชึ่งเป็น 1 ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ย้อนไปเมื่อตอนที่ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้ซึ่งเป็น1 ในพราหมณ์ 8 รูป ที่ไปทำนายการเกิดของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งมีพราหมณ์ 7 รูปนั้น แก่มากแล้ว และรู้สึกเสียดายว่าจะไม่ได้รู้ธรรมที่เจ้าชายจะได้ตรัสรู้ จึงได้กล่าวฝากลูกหลานของตนๆ ไว้กับท่านพราหมณ์อัญญาโกณฑัญญะ ไว้ว่า ถ้าหากลูกหลานของตนโตขึ้นมาแล้ว เจ้าชายออกบวชเมื่อไหร่ให้ติดตามเจ้าชายไปเลย พอเจ้าชายออกบวช ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้บวช ก็ได้ไปแจ้งลูกหลานทั้ง 7 องค์ แต่ไม่เพียงแต่ 4 องค์ที่ตามมา หนึ่งในนั้นคือท่านพระภัททิยะ ทำให้ท่านได้ติดตามเจ้าชายสิทธัตถะ และได้ออกบวชตาม และได้เป็น 1 ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ในที่สุด ซึ่งท่านภัททิยะรูปนี้ ไม่ได้ถูกยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในเรื่องใดๆ เลย ในวันขึ้น 15 ค่ำ พระพุทธเจ้าได้เทศน์แสดงเรื่องธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรด และพอท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้ฟัง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันเพียงรูปเดียว ส่วนอีก 4 รูปที่เหลือยังไม่ได้บรรลุอะไรในวันนั้น และได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในวันต่อๆ มาตามลำดับดังนี้ คือ ท่านพระวัปปะ ท่านพระภัททิยะ ท่านพระมหานามะ และท่านพระอัสสชิ บรรลุเป็นรูปสุดท้าย พอวันแรม 5 ค่ำ ก็ได้แสดง อนัตตลักขณสูตร ทั้ง 5 รูปก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นเรื่องราวการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ของท่านพระภัททิยะรูปแรก ส่วนการนิพพานของท่านไม่ได้มีรายละเอียดแสดงไว้ชัดเจน
    • รูปที่ 2: ภัททิยกาฬิโคธายบุตร เป็นผู้เลิศในด้านมีตระกูลสูง ได้กล่าวถึงท่านพระภัททิยะ ผู้ซึ่งมีชื่อคล้าย ๆ กัน ก็ต้องมีชื่อบ่งบอก เช่นเดียวกัน ท่านภัททิยะ รูปนี้ ท่านเป็นลูกของ นางกาฬิโคธา ซึ่งเป็นหนึ่งในศากยตระกูล ในศากยตระกูลที่ออกบวช คือ ท่านพระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภักคุ พระกิมพิละ และ พระเทวทัต
      • ท่านพระภัททิยะ องค์นี้เป็นญาติกับพระพุทธเจ้า แม่ของท่านที่ชื่อโคธา เป็นหญิงที่มีผิวสวยมาก ผิวดำขลับ ละเอียด ถึงได้มีชื่อว่า กาฬิ ซึ่งหมายถึงสะเก็ดกะลำพักที่มีความละเอียดมีสีดำขลับ สวยงาม จึงถูกเรียกว่านางโคธาที่มีผิวคล้ำ ผิวละเอียดเหมือนสะเก็ดกะลำพัก จึงถูกเรียกว่านางกาฬิโคธา
      • นางกาฬิโคธานี้เป็นผู้ที่มีศักดิ์สูงที่สุดในบรรดาเจ้าศากยะทั้งหลายตระกูลศากยะขณะนั้น จึงทำให้ท่านพระภัททิยะขณะนั้น มีศักดิ์ที่จะได้ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปในศากยตระกูล ด้วยเหตุที่นี้ท่านจึงเป็นผู้เลิศในด้านมีตระกูลสูงในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า (สูงกว่าท่านอนุรุทธะด้วย)
      • นอกจากนี้ท่านยังได้ทำบุญกุศลไว้ในกาลก่อน คือ ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมตตระ ท่านได้เห็นพระรูปหนึ่งเป็นผู้ที่เกิดในตระกูลสูงมีทรัพย์มาก และได้เกิดความศรัทธาในพระรูปนั้น จึงได้ตั้งความปรารถนาไว้ในลักษณะนั้น และพระพุทธเจ้าปทุมตตระก็ได้แสดงธรรมในขณะนั้นถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดในตระกูลสูง เช่น เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ถวายทาน ท่านพระภัททิยะก็ทำตามนั้น ทำให้ในสมัยต่อๆ มาท่านเป็นผู้ที่เกิดในตระกูลสูง มีฐานะ มียศ มีตำแหน่ง มาโดยตลอดเลย
      • นอกจากนี้ในสมัยพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้ทำบุญในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อสร้างเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดในตระกูลสูง
      • หลังจากนั้นท่านได้มาเกิดในศากยตระกูล เป็นเจ้าชายชื่อภัททิยะ ในสมัยเด็ก มีเจ้าชายอยู่ 3 องค์ที่มีลักษณะประหลาด คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอนุรุทธะ เป็นสหายกัน ไม่รู้ว่าข้าวเกิดที่ไหน เจ้าชายอนุรุทธะเข้าใจว่าข้าวเกิดในจาน แต่เจ้าชายภัททิยะเถียงว่า ข้าวเกิดในหม้อ ส่วยเจ้าชายกิมพิละ บอกว่าข้าวไม่ได้เกิดในจาน หรือในหม้อ แต่ข้าวเกิดในฉางต่างหาก ทั้ง 3 นี้ มีความเป็นสุกุมารชาติมาก ได้รับการดูแลมาอย่างดีไม่ทราบแม้แต่กระทั้งว่าข้าวมาจากไหน และด้วยเหตุที่ท่านเป็นมกุฎราชกุมารจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปยิ่งทำให้ท่านได้รับการประคบประหงมอย่างดีมาก
      • ในกาลที่พระพุทธเจ้าได้กลับไปเยี่ยมตระกูลศากยะ พระเจ้าสุทโธทนะ ก็ได้บอกว่า เมื่อสิทธัตถะออกบวชแล้ว พวกเจ้าชายศากยะที่เหลือก็ต้องมีคนออกบวชติดตามไปด้วย
      • ท่านพระอนุรุทธะได้ไปขอบวชแต่ในตอนแรกพระมารดาไม่ให้บวช ต่อรองกันจนพระมารดา กล่าวว่า ถ้าภัททิยะบวชก็จะให้ลูกบวชด้วย (ถ้าเปรียบเทียบระหว่างท่านพระอนุรุทธะกับท่านพระภัททิยะแล้ว ท่านพระภัททิยะนั้นมีเครื่องข้องอยู่มากกว่าเพราะเป็นมกุฎราชกุมาร) ทำให้พระมารดาเอาการบวชของท่านพระภัททิยะไปเกี่ยวข้องกับท่านพระอนุรุทธะ เพื่อที่จะไม่ให้ลูกตัวเองไม่ได้บวช
      • ทำให้ท่านอนุรุทธะไปคุยกับท่านพระภัททิยะ ว่าการบวชของท่านนั้นเกี่ยวข้องกับท่านพระภัททิยะ ท่านภัททิยะบอกว่าไม่สามารถบวชได้เพราะจะต้องขึ้นครองราชย์ มีกิจการงานมากที่จะต้องทำ แต่ท่านพระอนุรุทธะก็บอกว่าไม่ได้ เพราะเราเป็นศากยตระกูลต้องออกบวชด้วยกัน จึงได้มีการต่อรองเวลากันระหว่างทั้งสองท่าน แล้วมาตกลงกันที่ว่าเวลา 7 วันเพื่อสละราชบัลลังก์จัดแจงสมบัติ มอบหมายการงาน จึงทำให้ท่านพระอนุรุทธะเป็นผู้เลิศทั้งในด้านการเป็นผู้ที่บวชจากตระกูลที่สูงด้วยความเป็นศากยตระกูลและด้วยเป็นผู้ที่จะขึ้นครองราชย์องค์ต่อไป
      • ในการบรรลุธรรมของท่านนั้น ตามที่ทราบมาว่ามีศากยะออกบวชด้วยกัน 6 รูป คือ พระภัททิยะ อนุรุทธะ พระอานนท์ พระภักคุ พระกิมพิละ พระเทวทัต รวมนายภูษามาลัย (ช่างตัดผม) ชื่อนายอุบาลี ทั้ง 7 รูปได้ออกบวชในวันเดียวกัน พอออกบวชไปแล้ว 15 วันท่านพระอนุรุทธะก็ได้บรรลุวิชชา 3 ในพรรษาแรก คือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ภายในเวลา 15 วัน นั้นเอง ได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ
      • การบวชของท่าน บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยพระพุทธเจ้าบวชให้ แต่ในบางตำราบอกว่าใช้วิธีสมาทานไตรสรณะคม ซึ่งเป็นพิธีการบวชก่อน ๆ หน้านั้น
      • ในปัจจุบันนี้เราบวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสมบท ต้องมีพระสงฆ์ 5 รูป หรือ 10 รูป หรือกว่านั้นในการที่จะตั้งญัญติรับข้ามาเป็นพระ แต่สมัยก่อน แต่สมาทานไตรสรณะคมก็ผ่านเลย
      • หลังจากบวชมาแล้ว ท่านพระภัททิยะ ชอบอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” ทำให้ภิกษุอื่น ๆ เข้าใจผิด คิดว่าโอ้ท่านพระภัททิยะรูปนี้นี่คงจะคิดถึงความสุขในการเป็นเจ้าชายที่จะได้ขึ้นครองราชย์ ได้รับการประคบประหงมกันอย่างดี ท่านคงคิดถึงความสุขตอนนั้นกระมั้ง? จึงได้นำความไปบอกพระพุทธเจ้า
      • หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เรียกท่านพระภัททิยะมาสอบสวนจึงได้ความว่า ท่านไม่ได้หมายความถึงสุขเช่นที่ภิกษุอื่นกล่าวกัน แต่หากเป็นความสุขที่อยู่ในสมาบัติต่าง ๆ สุขที่เกิดจากความสงบ สุขที่เกิดจากผลสมาบัติเหล่านี้
      • เมื่อก่อนในพระราชวัง ได้รับความสุขจากการที่มีคนประคบประหงม ดูแลรักษาทั้งภายใน ภายนอก แต่ว่าอยู่ภายในเขารักษาอย่างดีบางทีกลุ้มใจว่า เราจะได้เป็นกษัตริย์ไหม หรือจะมีข้าศึกยกมาตีไหมบางทีมันยังมีความกลุ้มใจอยู่ลึก ๆ มีความวาดระแวง มีความกลัวอยู่
      • แต่ว่าขณะนี้ที่อยู่ป่า ไม่มีไครมาดูแล ต้องคอยประคบประหงมแต่ใจเป็นสุขมาก ราวกับว่าไม่ต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องมากระวนกระวาย เพราะว่าไม่มีราคะ โทสะ โมหะแล้ว ความทุกข์ไม่มีจึงเป็นสุข
      • ในคำภีร์ เถระคาถา ซึ่งเป็นคำสอนของท่าน ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อก่อนข้าพระองค์ไปไหนก็ขึ้นคอช้างไป แม้ผ้าก็นุ่งห่มจากเมืองกาสี มีเนื้อละเอียดดี บริโภคข้าวสาลีอย่างดีล้วนกับเนื้อมีรสชาติอร่อย แต่ความสุขเช่นนั้นก็ไม่ได้ทำให้จิตมีความยินดี เหมือนกับความสุขในวิเวก อย่างที่ได้นี้ เดี๋ยวนี้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของนางกาฬิโคธา เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรยินดีแต่อาหารที่ได้มาจากการบิณฑบาต ไม่ยึดมั่นถือมั่นมีการเพ่งฌานอยู่”
      • นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงการที่ท่านพระภัททิยะได้ถือข้อธุดงควัตร 13 เช่นเดียวกับท่านพระมหากัสสปะ มีความยินดี มีความสันโดษ มักน้อย ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ถึงคุณวิเศษของท่านว่าท่านนี้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เป็นเลิศ (เอตทัคคะ) ในความเป็นศากยะ ผู้มีตระกูลสูงด้วย และยังมีศีลสมาธิ ปัญญาบรรลุธรรมหมดแล้ว
      • นี้เป็นเรื่องราวของท่านภัททิยกาฬิโคธา บุตรของนางโคธา
      • ในส่วนของเอตทัคคะในความที่เป็นมาจากวงศ์กษัตริย์ศากยะ ผู้มีตระกูลสูงและได้ออกบวชไม่ใช่มีท่านพระภัททิยะเพียงองค์เดียว ยังมีท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเทวทัตอีก หรือแม้แต่เป็นกษัตริย์แล้ว เช่น พระเจ้ามหานามะ หรือ พระเจ้าปุกกุสสาติ แต่ในบรรดาผู้มีตระกูลสูงที่ออกบวช ท่านพระภัททิยะเป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง บรรลุธรรมเร็วกว่าเพื่อน มีคุณธรรมวิเศษเรื่องวิชชา 3 ส่วนในความที่เป็นศากยตระกูลก็จะมีความใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากสุด
    • รูปที่ 3: ลกุณฏกภัททิยะ (เป็นพระภัทธิยะผู้มีร่างเล็ก) (ตามเนื้อหาในพระไตรปิฎก ฉบับ มจร. ข้อ 194 ) เป็นผู้เลิศในด้านเสียงอันไพเราะ และได้ทำหน้าที่ในการช่วยท่านพระมหาสารีบุตรในการเทศน์สอนธรรมะ
    • เหตุที่ทำให้ท่านมีเสียงไพเราะ
      • ด้วยความที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ ได้เข้าไปฟังธรรมในวิหารของพระพุทธเจ้า และได้ยกย่องพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีเสียงไพเราะ มีศรัทธาในพระรูปนั้น ก็เลยตั้งความปราถนาว่าอยากจะเป็นอย่างพระภิกษุรูปนั้น
      • ในความที่ท่านมีเสียงไพเราะนี้ ได้มีการเปรียบเทียบว่าเสียงของท่านไพเราะเหมือนนกกาเหว่า หรือนกที่มีเสียงร้องอันไพเราะ
      • ในชาติก่อนๆ คือหลังจากที่ท่านเกิดในสมัยพระพุทธเจ้า ปทุมุตตระซึ่งก็ได้ตั้งความปราถนาไว้ว่าอยากเป็นผู้ที่มีเสียงไพเราะ แล้วในชาติต่อๆ มาก็ได้บำเพ็ญเพียรสร้างบุญสร้างกุศลมาตลอด
      • มีอยู่ชาติหนึ่งท่านได้เกิดเป็นนกดุเหว่าขาว กำลังคาบมะม่วงจะกลับรังไปกิน ได้สังเกตุเห็นพระพุทธเจ้า ระหว่างทางที่บินกลับรัง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง ในสมัยของพระพุทธเจ้าปุสสะ และ พระพุทธเจ้าวิปัสสี ซึ่งในทั้ง 2 สมัยนั้นได้เอามะม่วงที่ตนคาบมาถวาย พระพุทธเจ้า ทั้ง 2 พระองค์ ด้วยเหตุนี้ก็จึงเป็นเหตุปัจจัยสะสมมาทำให้ท่านได้เป็นผู้ที่มีเสียงไพเราะ
      • หลังจากที่ท่านได้สร้างบุญมาในชาติก่อน ๆ นั้น ก็มีอยู่ชาติหนึ่งที่ท่านได้สร้างกรรมที่ไม่ดีไว้ ในสมัยนั้นท่านได้เกิดเป็นพระราชา และเป็นสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น เกิดมีนิสัยเล่นสนุกแบบนี้ว่า เจอคนแก่ที่ไหน เจอสัตว์แก่ เช่น ช้างแก่ ม้าแก่ โคแก่ ก็จะรับสั่งให้ลูกน้อง พวกราชบุรุษไปไล่ต้อนให้แข่งกัน จนกระทั้งสัตว์แก่เหล่านั้นทรุดโทรมไปไม่ไหว หรือเจอเกวียนเก่า ๆ ก็จะให้เอาม้าแก่ โคแก่มาเทียมกับเกวียนเก่า ๆ นั้น จนกระทั้งเกวียนผังแตกทำลาย หรือเจอคนแก่ ก็จะมาบังคับให้เล่นสนุก เล่นพิเรน ๆ เล่นเร็วๆ ไครไม่ยอมทำก็ตุ้ยท้อง และบังคับให้คนหนุ่ม ๆ เค้าจะทำกัน ด้วยการทำแบบนี้ ทำให้ราชบริพาร ไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศล เพราะการกระทำแบบนี้เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นซึ่งเป็นเหตุให้ ราชบริพาร ที่ตายไปในชาตินั้นไม่ได้เกิดเป็นเทวดา แต่ไปเกิดเป็นสัตว์นรกแทน
      • ท้าวสักกะเทวราชซึ่งเป็นผู้ดูแลเทวดาอยู่ ก็ได้สังเกตว่า ทำไมไม่มีเทพใหม่ ๆ มาอุบัติขึ้นเลย จึงได้ไปตรวจสอบดู แล้วพบว่าทำไมพระราชาองค์นี้มาทำแบบนี้ เลยไปแก้เผ็ด โดยการเนรมิตตัวเองเป็นคนแก่ เทียมม้าแก่ ด้วยรถที่เก่า ๆ ไปอยู่ในระหว่างทางที่ พระราชาจะผ่าน ท้าวสักกะเทวราชนั้นก็ได้บันดาลให้พระราชาเท่านั้นที่เห็น ไม่ให้คนอื่นเห็น พอพระราชาเห็นก็ได้กล่าวว่า อ้า นี้เหยื่อของฉันมาแล้ว จึงสั่งให้ข้าราชบริพารไปจัดการตามแบบที่ตัวเองชอบ แต่ข้าราชบริพารไม่เห็น ท้าวสักกะก็เลยแก้เผ็ดให้ โดยการทำให้พระราชาเปื้อนไปด้วยเนย ด้วยเปรียง แล้วได้บอกกับพระราชาว่า อย่าทำแบบนี้อีก จึงทำให้พระราชาระลึกได้ว่ามีเทวดามาเตือนแล้ว ก็จึงเลิกทำแบบนั้น และด้วยกรรมไม่ดีที่ทำ ชอบแกล้งคนแก่ ทำไม่ดี ไม่ประพฤติอ่อนน้อมในตระกูล ทำให้ท่านเกิดมาเป็นคนที่มีรางเล็ก ตัวเตี้ย เป็นคนที่ดูไม่งาม เป็นคนร่างเล็ก ไม่หล่อ ผิวพรรณทราม อันเป็นที่มาของชื่อท่านคือ ลกุณฏก ถูกคนล้อเลียน
      • อีกครั้งที่ท่านเกิดเป็นสาวกในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสะปะ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แล้วท่านได้เป็นแม่ทัพหรือไม่ก็ขุนพล ตอนนั้นพวกชนที่เหลือก็ได้ร่วมกันเพื่อที่จะสร้างเจดีย์ถวาย พระพุทธเจ้ากัสสะปะ แต่ขุนพลคนนี้ ได้กล่าวว่า เจดีย์นี้เพื่อที่เราจะได้ดูแลง่าย เราทำให้เล็กลงหน่อยก็แล้วกัน ไม่ต้องเอาใหญ่มาก ซึ่งเดิมตั้งใจจะสร้าง สูง 7 โยชน์ กว้าง 7 โยชน์ แต่ท่านขุนพลบอกว่าเอาแค่ 6 ก็แล้วกัน ต่อรองลงมาจนเหลือแค่ 1 โยชน์ ด้วยกรรมตรงนี้ทำให้ท่านเกิดมาร่างเล็กกว่าคนอื่น
      • แต่ด้วยความที่ท่านได้ทำบุญมากเช่นเดียวกันก็ทำให้ท่านเกิดในตระกูลสูง แต่มีร่างเล็ก ท้องใหญ่ คอสั้น ผิวไม่งาม ลักษณะคล้ายคนแคระ ทำให้มีลักษณะคล้ายสามเณร ทำให้ท่านถูกล้อเลียนอยู่เรื่อยว่า สามารเณรไม่คิดจะสึกเหรอ ทำไมตัวเล็กอย่างนี้ เมื่อไหร่จะได้บวชล่ะ
      • แต่ด้วยความที่ท่านบำเพ็ญบุญกุศลมาเพื่อความปราถนาเป็นผู้มีเสียงอันไพเราะ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้พยายามที่จะยกย่องคุณในข้อนี้ของท่านพระลกุณฏกภัททิยะนี้
      • ในหลาย ๆ ครั้งในนิทานธรรมบท มีการเล่าถึงตอนที่ มีพระมาถามว่า เห็นพระเถระออกไปจากที่นี้ไหม ไม่เห็นน่ะ มีแค่สามเณรรูปเดียว พระที่เข้ามาก็ยังล้อเลียนสามเณรรูปนั้นอยู่ พระที่อยู่ก่อนได้บอกว่าไม่ใช่สามเณร ท่านเป็นพระเถระแล้ว พระที่เข้ามาบอกว่า แต่ท่านมีรูปร่างแคระมากเลย นี้ล่ะ เราจะมาดูเฉพาะ รูปร่างไม่ได้
      • พระพุทธเจ้า ท่านเลยเทศน์สอนพระรูปนั้น ว่าคนไม่เหมือนสัตว์ที่ดูตามรูปร่าง อย่างช้าง ม้า นั้นจะดูกันตามรูปร่าง แต่คนนั้นเราดูที่ปัญญา พระองค์นั้นก็เลยได้สติ ก็เลยได้บรรลุธรรมขึ้นมาก็ได้อาศัยท่านลกุณฏกภัททิยะ
      • หรือบางที่ก็พูดเตือนในลักษณะที่ว่า ท่านนี้เป็นเหมือนอสรพิษ คือคำว่าเป็นอสรพิษนี้คือ เราต้องระวัง เหมือนกับว่าเมือพระเถระเข้ามานี้เราต้องคอยระวัง อย่างเช่นเวลาครูบาอาจารย์เข้ามาเนี้ยเราจะต้องคอยสังเกตว่าท่านต้องคอยระวัง สังเกตว่าท่านจะเดินไปทางไหน ก็คือต้องคอยระมัดระวังเหมือนกันอสรพิษ
      • อีกคราหนึ่ง นี้ไม่ใช่สามเณรนะ เณรตัวเล็ก ๆ เนี้ย อย่าคิดว่าคุณธรรมจะเล็กไปด้วย เหมือนอย่างกษัตริย์ พระราชา ตัวเล็ก ๆ เนี้ยสังการฆ่าคนได้นะ หรืออสรพิษตัวเล็ก ๆ นี้มีพิษมากนะ หรือสามเณรตัวเล็ก ๆ นี้ ไม่ใช่ไม่มีคุณนะ มีคุณเป็นพระอรหันต์ได้นะนี้ท่านก็ยกอุปมาข้อนี้มาเทศน์สอน
      • อีกข้อในเรื่องความสามารถของท่านในความที่ท่านเป็นผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็ได้ช่วยท่านพระสารีบุตรเทศน์สอน ลูกศิษย์เหล่าสาวก ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นที่ท่านออกบวชแล้วแต่ยังไม่บรรลุธรรม มีเรื่องเล่าว่า ตอนนั้นท่านได้เรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า ปฏิบัติเองจนได้เป็นโสดาบัน หลังจากที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็เข้าไปถามท่านพระสารีบุตร ว่าธรรมะอะไรที่จะสูงขึ้นไปกว่านี้เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป็นพระอรหันต์
      • อย่างที่ทราบว่า ท่านพระมหาสารีบุตรนั้นหากขอเอาน้อย แต่จะให้มากมายมหาศาลคือ ท่านอธิบายขันธ์ 5 ในลักษณะของ อนัตตลักขณสูตร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอบถามทวนถาม ติวเข็มกันเหมือนอย่างที่ท่านติวเข้มกับท่านพระราหุล ถามกัน 90 กว่ารอบ แต่แค่ถามรอบแรกก็บรรลุธรรมแล้ว แต่ท่านพระสารีบุตรก็ให้มาเต็มที่ ไม่ได้เอาขันธ์เดียว แต่เอา 5 ขันธ์ ไม่ได้เอารอบเดียวแต่เอา 3 รอบ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ ยังมีอดีต อนาคต ปัจจุบัน ยังใกล้ ไกล เลว ปราณีต จัดให้เต็ม แต่ท่านภัททิยะเป็นคนมักน้อย และก็ไม่ได้คิดว่า ท่านเองได้บรรลุธรรมแล้ว ยังจะต้องมานั่งฟังธรรมอะไรกันอีก แต่ท่านก็ฟังด้วยความสงบต่อไปด้วยความเคารพในธรรมะ
      • ด้วยความที่ท่านมีเสียงอันไพเราะ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังเสียงของท่านว่าไพเราะอย่างไร เรามาฟังสิ่งที่ท่านสอนกันดีกว่า ท่านได้กล่าวไว้ว่า

        “บุคคลใดที่กล่าวติเตียนโดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษมาก”

        “ชนเหล่าใดถือรูปร่างเราเป็นประมาณ ถือเสียงเราเป็นประมาณ ชนเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจของฉันทะราคะ ย่อมไม่รู้จักเรา”

      • รูปร่างไม่งาม เป็นคนแคระ แต่เสียงท่านไพเราะมากเลย แค่ถือเอาตรงนี้ ถือว่าตกอยู่ในอำนาจของฉันทะราคะแล้ว ยังไม่รู้จักท่านจริง ๆ

        “คนพาลถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้ภายในทั้งไม่เห็นภายนอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา” คือ ไม่เห็นจริงแต่ถูกอำนาจของกิเลสครอบงำไว้ ไม่เป็นตัวของตัวจริง แต่ตกไปอยู่ในอำนาจของกิเลส

        “แม้บุคคลผู้เห็นภายนอก แต่ยินดีแต่สิ่งดี ไม่เห็นภายใน รู้แต่ภายนอกก็จึงลอยไปตามเสียงโฆษณา ส่วนผู้ใดมีความเห็นไม่ถูกกั้น ย่อมรู้ชัดทั้งภายในและเห็นแจ้งทั้งภายนอก ผู้นั้นย่อมไม่ลอยไปตามเสียงโฆษณา” คือ รู้จริงเห็นจริง ไม่ได้ไปตามคำประกาศของคนอื่น

      • พระพุทธเจ้าได้เคย ตรัสเอาไว้ ว่า คำโฆษณาชวนเชื่อของชนเหล่าอื่น ถ้าเผื่อ
        1. ทำในใจโดยไม่แยบคาย จะทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิได้
        2. ทำในใจโดยแยบคาย จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้
    • พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศคุณของท่านไว้อย่างมากในความที่ท่านเป็นผู้ที่มีคุณอันสูง แม้แต่ท่านมีรูปร่างเล็ก แต่จะดูแต่รูปร่างไม่ได้ เคยตรัสเตือนไว้ว่า

      “สัตว์ทั้งหลายมีหงษ์ มีนกเกรียน มีนกยูง ช้าง ย่อมกลัวราชสีห์ เพราะร่างกายไม่เหมือนกัน แต่มนุษย์ทั้งหลายนี้เหมือนกัน ดูที่ปัญญา คนที่มีปัญญามากย่อมเป็นใหญ่ในหมู่คนเหล่านี้ แต่คนพาลจะไม่ได้ดูที่ปัญญา เขาจะดูที่ รูปร่างเหมือนสัตว์เดรฉาน แต่คนที่มีปัญญาเขาจะดูที่คุณธรรมนั่นคือปัญญาเป็นอันดับสูงสุด”

    • นอกจากนี้ยังยกย่องท่านเพิ่มอีกว่า ในความที่คนเราจะเป็นเถระ ไม่ใช่เพราะว่ารูปร่างใหญ่ มีผมหงอก หรือว่าแก่มีอายุมาก แต่ว่าคนตัวเล็ก ๆ มีคุณธรรมสูงถึงเรียกว่าเป็นเถระจริง ๆ คือยกย่องท่าน คือปรารภ ท่านลกุฏกภัททิยะแล้วก็สอนภิกษุต่าง ๆ ในข้อนี้
      131
      1
      นาทีในการอ่าน