ตอนที่ 12 พระอนุรุทธะ

S01E12

HIGHLIGHTS:

  • การบำเพ็ญบารมีของท่านพระอนุรุทธะ อสีติมหาสาวกองค์ที่ 5 ผู้เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในเรื่อง ตาทิพย์ – ทิพยจักษุ (จุตูปปาตญาณ)
  • จุตูปปาตญาณ คือ อะไร และ เหตุแห่งการได้มาซึ่งญาณนี้
  • อุปกิเลส 11 อย่าง และอุบายการแก้จากพระพุทธเจ้า
  • การบรรลุธรรมด้วยพระมหาสารีบุตร
  • การตริตรึกไปในมหาปุริสะ 8 ประการ
  • ธรรมอันเป็นไปเพื่อความสามัคคี
  • ต้นบัญญัติสิกขาวินัยของพระเกี่ยวกับสตรี
  • เมตตาเจโตวิมุติ 2 แบบ
  • ข้อชี้แนะจากพระอาจารย์มหาไพบูลย์
รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก
ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 22 มี.ค.2562 เวลา 20.00 น.
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 23 มี.ค.2562 เวลา 05.00 น.

 

 

 

 

บทคัดย่อ

    การบำเพ็ญบารมี

    • ท่านพระอนุรุทธะได้มีการบำเพ็ญบารมีมาเพื่อความเป็นเลิศในด้าน ผู้มีตาทิพย์ หรือ ทิพยจักษุ คือ ท่านมีจุตูปปาตญาณ
    • จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่เกิดขึ้นจากการนั่งสมาธิแล้วเกิดความรู้ ความเห็นขึ้น ในความจุติ (ดับ) ในความอุบัติ (เกิด) เช่นว่า เกิดมาอย่างไร ตายแล้วจะไปที่ไหน ได้เปรียบเทียบผู้ที่มีจุตูปปตญาน เหมือนกับ
      • คนที่ยืนอยู่ตรง 4 แยก ใครมาทางไหน ซ้าย ขวา รู้หมด
      • คนที่ยืนอยู่ระหว่างกลางเรือน 2 หลัง คนเข้าเรือนนี้ ออกเรือนนั้น ไป-มา อย่างไรรู้หมด คือ รู้ว่าคนทำดี ได้ดีเพราะกรรมที่ทำมา มีกายสุจริต มโนสุจริต วจีสุจริต ก็ไปดี ส่วนคนที่ทำชั่วทำผิดทำบาป มีกายทุจริต มโนทุจริต วจีสุทจิต ก็ไปตกนรก

      นี้แหละที่ ท่านเรียกว่า มีทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของสามัญมนุษย์ สามารถเห็นหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ท่านพระอนุรุทธะมีความสามารถนี้ หมายถึง ท่านสามารถตามกระแสจิตของคนที่กรรมแบบไหน ๆ ไปได้

    • เหตุที่ท่านมีคุณธรรมวิเศษข้อนี้ก็เพราะ
      • ท่านได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่า เห็นพระรูปหนึ่งที่ท่านมีความเป็นผู้มีคุณวิเศษ คือ ความเป็น ผู้มีตาทิพย์ และได้มีฉันทะ ตั้งไว้ว่าอยากเป็นผู้มีตาทิพย์บ้าง โดยมีลำดับไล่เรียงมาตั้งแต่
        • ในสมัยแรก คือ สมัยของพระพุทธเจ้าปทุมุตตร
        • ในสมัยต่อมา เป็นสมัยของพระพุทธเจ้าสุเมธะ
        • เป็นสมัยของพระพุทธเจ้ากัสสปะ
      • ท่านได้ให้ทาน ประทีปโคมไฟ คือ มีผู้สร้างเจดีย์ให้กับพระพุทธเจ้า แล้วท่านพระอนุรุทธะในสมัยนั้นก็ไปสร้างประทีปโคมไฟล้อมไว้หมด
    • นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใน คือ ในสมัยของท่านพระอนุรุทธะนั้นยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อ อุปริฏฐะ ในสมัยนั้นท่านพระอนุรุทธะเกิดเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนรับใช้ให้เศรษฐี ถูกเรียกว่า “อันนะภาระ” ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีอันจะกิน ได้มีโอกาส ตอนที่พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาต และวันนั้นบังเอิญได้ลาภปัจจัยอันหนึ่งมาและได้ถวายทานในพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น และพอไปถึงเศรษฐีจึงได้กล่าวว่า ขนาดนายคนนี้ เป็นผู้ไม่มีอันจะกินยังสามารถถวายทานได้ น่าอัศจรรย์ใจมาก (เศรษฐีรู้เรื่อง เพราะเทวดาอนุโมทนา) เทวดาที่อยู่บนฉัตรของสุมนเศรษฐีก็ได้ร่วมอนุโมทนา เพราะเป็นการกระทำอันยิ่งใหญ่ของนายอันนะภาระ และนายอันนะภาระ ได้อฐิษฐานว่า “ขออย่าประสบกับคำว่า ไม่มี อีกเลย”
    • ท่านพระอนุรุทธะได้ตั้งความปรารถนาว่า “ขออย่าประสบกับคำว่า ไม่มี” ในสมัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะ คือ ถ้าท่านจะเอาอะไรแล้ว อย่าให้ได้ยิน คำว่า ไม่มี คือขอให้มีแต่เรื่องที่มันได้ มันเป็น มันมี มันพอใจทำให้ในชาติต่อ ๆ มาท่านเป็นคนร่ำรวยมาก มีทรัพย์สมบัติมากมาย

     

    การออกบวช

    • ในชาติสุดท้ายท่านพระอนุรุทธะ เกิดเป็นเจ้าศากยซึ่งเป็นลูกของลุงพระพุทธเจ้า ชื่ออนุรุทธะ เป็นเครือญาติกับพระพุทธเจ้า มีบุตร สามคนด้วยกัน คือ เจ้าอนุรุทธะ เจ้าภัททิยะ เจ้ากิมพิละ ด้วยความที่เกิดมาเป็นเจ้า ไม่ต้องทำงานฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่ม เจ้ากิมพิละเห็นคนที่เขาเอาข้าวที่หุงให้กินนี้ออกมาจากฉาง จึงเข้าใจไปว่า ข้าวนี้เกิดในฉาง ส่วนเจ้าภัททิยะไม่เคยไปฉาง เคยเห็นแต่เขาตักมาจากหม้อ จึงเข้าใจไปว่าข้าวเกิดในหม้อ ส่วนเจ้าอนุรุทธะนั้นเห็นข้าวตักไว้อยู่บนจานทองคำเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าใจว่าข้าวเกิดบนจานข้าว
    • ในขณะนั้นพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้อุบัติขึ้นแล้ว ซึ่งท่านได้ออกจากศากยตระกูลและบวชแล้วได้ประมาณพรรษาที่ 2 กลับมาที่กรุงกบิลพัตร์ และญาติเห็นแล้วบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นศากยได้ออกบวชแล้ว และพวกเราเป็นศากยเหมือนกันจะไม่บวชได้หรือ เราจะต้องมีคนในตระกูลออกบวช แต่แล้วใครจะบวช
    • ในตระกูลนี้มี เจ้าอนุรุทธะและเจ้ามหานามะเป็นพี่น้องกัน แล้วใครจะบวช เจ้าอนุรุทธะนั้นท่านไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร มือเท้าอ่อนนุ่ม จะออกบวชได้อย่างไร คงบวชไม่ได้หรอก จึงให้เจ้ามหานามะไปบวช ทางเจ้ามหานามะ จึงจัดแจงสั่งบอกการงานให้เจ้าอนุรุทธะ ว่าถ้าอยู่ครองเรือนต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ปรากฏว่าการทำการเกษตรต้องทำงานมาก ทั้งเตรียมข้าวกล้า เตรียมดิน งานเยอะมากเจ้าอนุรุทธะจึงบอกว่าตนทำงานนี้ไม่ไหวหรอกขอไปบวชดีกว่า ให้เจ้ามหานามะนั่นแหละอยู่ดูแลการงาน ตนเองจะออกบวช จึงทำให้เจ้าอนุรุทธะได้ออกไปบวช
    • ในตอนนี้มีเจ้าศากยทั้งหมด 6 รูปด้วยกันไปบวช
      • ท่านพระภัทธิยะ
      • ท่านพระอนุรุทธะ
      • ท่านพระอานนท์
      • ท่านพระภกคุ
      • ท่านพระกิมพิละ
      • ท่านพระเทวทัต
      • รวมทั้ง นายภูษามาลา ที่ชื่ออุบาลีด้วย

      รวมเป็นบวชทั้งหมด 7 รูป ได้บวชร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า แล้วเดินทางไปพร้อมกับพระพุทธเจ้า

     

    การทำความเพียรเพื่อบรรลุธรรม

    • ในช่วงที่ท่านบวชแล้วมีการทำความเพียรเพื่อที่จะบรรลุธรรม ตอนนั้นทั้ง 3 รูปท่านอยู่ที่ป่าปาจีนวังสะ (อยู่ในอุปักกิเลสสูตร) ตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองโกสัมพี ตอนนั้นหนีจากพระที่ทะเลาะกันมา จึงได้มาหาพระ 3 รูปนี้ ที่ป่าปาจีนวังสะ คือท่านพระนันทิยะ ท่านพระอนุรุทธะ และท่านพระกิมพิละ ขณะนั้นทั้ง 3 รูปยังไม่บรรลุ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกิเลส 11 อย่าง เช่นว่า ถ้าเราละอุปกิเลสบางอย่าง เช่น วิจิกิจฉา ถ้าเราละได้แล้ว บางทีมันกลับมาอีกได้ บางทีความง่วงเราคิดว่าเราละได้แล้ว บางทีมันกลับมาอีกได้ ดังนั้นอุปกิเลส 11 อย่างนี้ต้องระวังให้ดี
    • อุปกิเลส 11 อย่าง ประกอบด้วย ความลังเลเคลือบแคลง ความไม่ทำไว้ในใจ ความง่วงซึม ความสะดุ้งหวาดเสียว ความตื่นเต้น ความคะนองหยาบ ความเพียรที่ปรารภจัดเกินไป ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ความกระสันอยาก ความใส่ใจไปในสิ่งต่าง ๆ ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป
    • ซึ่งเป็นข้อมูลที่พระพุทธเจ้าได้ให้ไว้กับท่านพระอนุรุทธะ
    • พอท่านพระอนุรุทธะได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว จิตท่านเป็นสมาธิ สามารถข้ามจากเรื่องที่ไม่เป็นสมาธิมาเป็นจิตที่เป็นสมาธิ และท่านจึงได้ คุณวิเศษ ตาทิพย์ ด้วยเหตุที่ท่านทำบุญไว้ในกาลก่อนด้วยการถวายประทีปโคมไฟ ในสมัยปัจจุบันก็ เช่น หลอดไฟ โคมไฟ ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับที่ท่านพระอนุรุทธะทำเอาไว้ในการถวายประทีปโคมไฟ
    • พอท่านอนุรุทธะได้ตาทิพย์แล้ว ท่านได้ใช้ตาทิพย์ตรวจดูโลกธาตุพันหนึ่ง ทำความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติระงับไม่กระวนกระวาย จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ตรวจดูซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็พบว่า ยังไม่บรรลุธรรม จึงได้ไปหาท่านพระมหาสารีบุตรเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
    • ท่านพระมหาสารีบุตร บอกว่า
      1. การตรวจโลกธาตุของท่านพระอนุรุทธะนั้นเป็นมานะของท่าน
      2. การที่ท่านคิดว่าท่านปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น กายสงบระงับ นี้เป็นความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) ของท่าน
      3. การที่ท่านคิดว่าทำไม ท่านยังไม่บรรลุ นั้นก็เป็นความรำคาญใจ (กุกกุจจะ) ของท่าน
    • ซึ่งความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) นี้เป็นนิวรณ์ก่อนที่จะได้สมาธิ ซึ่งระดับท่านอนุรุทธะท่านได้ตาทิพย์แล้วนี้ แสดงว่าท่านสมาธิละเอียดมากแล้ว แต่กระนั้นท่านก็ยังมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจเจือปนอยู่เล็กน้อย นี้นั้น เป็นส่วนในสังโยชน์เบื้องสูง 5 อย่างที่ท่านมีคือ มานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ อวิชชา แต่พอท่านละธรรม 3 ข้อ นี้ แล้ว ท่านสามารถบรรลุธรรมได้ ด้วยอุบายชี้แนะในการให้ละธรรม 3 ข้อนี้จากท่านพระสารีบุตร
    • เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้ใช้ตาทิพย์ของท่านตรวจดูโลกธาตุจนไม่ได้นอนทั้งกลางวัน กลางคืน ใช้กสิณตรวจดูโลกธาตุด้วยทิพยจักษุอย่างเดียว ทำอย่างนี้เป็นวัตร ตลอด 55 ปี ไม่ได้หลับ ไม่ได้เอนกายนอนเลย เข้าสมาธิดูตลอด เว้นแต่ตอนฉันอาหาร และบิณฑบาต จนกระทั้ง ปีที่ 25 หลังจากที่บวชมาแล้ว คือตั้งแต่ปีที่ 26 เป็นต้นไป ท่านหลับเฉพาะในเวลาปัจฉิมยามเพราะว่าร่างกายอ่อนเพลีย ที่เหลือก็ยังทำความเพียรในข้อนี้อยู่ (ใช้ตาทิพย์ตรวจดูตลอด) ทำให้มีความชำนาญมา ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ทำให้ท่านมีความเป็นเลิศในด้านตาทิพย์
    • ทั้ง 3 รูป (ท่านพระนันทิยะ ท่านพระอนุรุทธะ และท่านพระกิมพิละ) หลังจากบรรลุธรรมแล้วได้เดินทางไปที่ป่าโคสิงสาลวัน อยู่ใกล้แคว้นวัชชีของเจ้ามัลละ พระพุทธเจ้าออกไปบิณฑบาตแล้วก็มาแวะที่ป่าโคสิงสาลวัน และได้ไตร่ถามว่า อยู่กันเป็นอย่างไร ทั้งสามท่านตอบว่า อยู่ร่วมกันดีมากเลยด้วยว่า แต่ละท่าน ๆ มีศีลงดงามอย่างนี้ ๆ มีสมาธิครบทั้ง 9 ขั้น ด้วยความที่ทั้ง 3 รูปท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
      • อยู่กันด้วยความสามัคคี
      • เก็บจิตของตน ทำตามความต้องการของคนอื่น
      • อยู่ด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทางกาย วาจา และทางใจ
      • กายต่างกันแต่จิตเป็นอันเดียว

      แม้แต่ทีฆปรชนยักษ์ ยังชื่นชม และได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และกล่าวยกย่องว่าทั้งสามท่านนี้อยู่รวมกันอย่างดี พอใจมาก

    • ต่อมาท่านพระอนุรุทธะกลับมาที่แคว้นปาจีนวังสะเพียงรูปเดียว และได้มีความคิดที่เรียกว่า มหาปุริสะวิตก 8 ประการ ซึ่งคนที่เป็นมหาบุรุษนี้ จะมีความคิดความดำหริไปในทางนี้ว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ดีมาก ๆ สำหรับท่านพระอนุรุทธะขณะนั้นคิดได้ 7 ข้อ: คือ

      1. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ผู้ที่มีความปรารถนามาก

      2. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีความสันโดษ ไม่ใช่ผู้ที่ไม่สันโดษ

      3. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีความสงัด ไม่ใช่ผู้ที่ยินดีในการคลุกคลี

      4. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีความเพียร ไม่ใช่สำหรับผู้ที่มีความเกียจคร้าน

      5. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่สำหรับผู้ที่มีสติหลงลืม

      6. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่สำหรับผู้ที่ไม่มีจิตเป็นสมาธิ

      7. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่มีปัญญา ไม่ใช่สำหรับคนที่มีปัญญาทราม

    • พระพุทธเจ้าท่านมักจะตรวจดูบรรดาลูกศิษย์ว่าอยู่กันอย่างไร อยู่ด้วยวิหารธรรมแบบไหน และได้ส่งกระแสจิตมาบอกว่า ไม่ใช่เพียงแค่นี้ยังมีอีกข้อหนึ่ง คือ

      8. ธรรมะวินัยนี้สำหรับผู้ที่ชอบใจในการไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่สำหรับผู้ที่ชอบใจความเนิ่นช้า

    • ธรรมะทั้ง 8 ข้อนี้เมื่อเราระลึกถึงว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะมีความสบายใจ

     

    การบัญญัติ สิกขาวินัย

    • มีครั้งหนึ่งที่ท่านกลับมาจากเมืองสาวัตถี และได้ไปแวะที่เมือง ๆ หนึ่งที่มีแต่ผู้หญิง เจ้าเมืองมีชื่อว่า นางคันธคันธินี หมายถึงนางที่มีกลิ่นหอม ได้ทำอุบายยั่วยวนท่าน แต่ว่าท่านพระอนุรุทธะท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านจึงไม่ได้ไปติดในอุบายของนาง อีกทั้งได้แสดงธรรมให้นางคันธคันธินีฟังในวันรุ่งขึ้น และนางก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
    • จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้กล่าวกันว่า ท่านพระอนุรุทธะไปอยู่ในเมืองที่มีแต่ผู้หญิง เช่นนั้นท่านคงต้องไปนอนร่วมกับพวกนางแน่ ทำให้มีการกล่าวติเตียนขึ้น จึงเป็นเหตุให้ พระพุทธเจ้าได้บัญญัติสิกขาวินัยห้ามภิกษุนอน (ในลักษณะเอนกายลงในอิริยาบถนอน) ร่วมกับผู้หญิง หรือแม้แต่อยู่ในห้องเดียวกัน แม้ไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกัน ก็ถือว่า มีความผิดในข้อปาจิตตีย์ (อ่านบุพพสิกขาวรรณนา หน้า 183-184) เป็นการกระทำที่ทำให้กุศลธรรมตกร่วงลงไป คนที่เห็นแล้วก็จะไม่เลื่อมใส หรือคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วก็เสื่อมความเลื่อมใส หรือคนที่ไม่เลื่อมใสก็จะยิ่งไม่เลื่อมใส ยิ่งจะมีการตำหนิติเตียนได้มากขึ้น ก็จึงบัญญัติสิกขาวินัยในข้อนี้โดยมีท่านพระอนุรุทธะเป็นต้นบัญญัติขึ้นมา
    • มีอีกครั้งหนึ่งที่ท่านพระอนุรุทธะได้ถือผ้าบังสุกุล คือ ผ้าที่เปื้อนฝุ่นที่คนเขาทิ้งแล้ว และได้ไปเก็บผ้าตามเศษกองขยะ แต่ด้วยความที่ท่านพระอนุรุทธะเป็นผู้มีบุญมาก เทวดาที่ชื่อชาลินี ก็เลยเอาผ้าดี ๆ ไปหมกอยู่ตามกองขยะต่าง ๆ พอท่านไปพบเข้า ท่านก็เห็นว่าทำไมผ้าบังสุกุลนี้จึงยังดีมาก ๆ พวกภิกษุเห็นจึงได้พูดโพนทนาขึ้นว่า ผ้าบังสุกุลอะไรจะดีขนาดนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ชี้แจงให้เข้าใจกันว่า นี้เป็นผ้าที่เทวดาเอามาถวาย ซึ่งเทคนิคตรงนี้ ก็ได้มีฆราวาสเอาไปทำโดยเอาผ้าดี ๆ ไปวางไว้ในที่ ๆ ไม่มีเจ้าของ แล้วจุดธูปเทียนเอาไว้ ทำเหมือนอุทิศให้คนตาย บางที่ครูบาอาจารย์ก็สมาทานรับเอาผ้าบังสุกุลนั้น ซึ่งการชักผ้าบังสุกุลนี้ก็ได้เริ่มมีมาให้สมัยท่านพระอนุรุทธะ

     

    การอาพาธ

    • ด้วยความที่ท่านมีทิพยจักษุ ท่านนั่งสมาธิอยู่เป็นนิจ ใช้เวลาเป็นวัน ๆ ในการนั่งสมาธิ ไม่ได้เอนกายนอนเลย ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าเหนื่อยอ่อนทำให้มีอาการอาพาธขึ้น
    • มีครั้งหนึ่งท่านพระอนุรุทธะป่วยหนักจนไม่สามารบิณฑบาตได้ นอนซม และท่านสามารถหายจากอาการอาพาธได้จากการฟังสติปัฏฐานสูตร เรื่องของกาย เวทนา จิต ธรรม แต่ละอย่าง ๆ เป็นมาอย่างไร ๆ พอท่านฟังแล้วมีปีตี มีสุข หายจากอาการป่วยได้ตามควรแก่ฐานะ

     

    การกล่าวแสดงธรรม

    • ได้กล่าวสอนเรื่องเมตตาเจโตวิมุตติ แก่ช่างไม้ ชื่อปัญจกังคะ และท่านพระอภิยะ กัจจายานะ (กล่าวไว้ใน อนุรุทธสูตร) ว่าประกอบด้วยชนิดที่ไม่มีประมาณ กับ ชนิดที่เป็นไปในเบื้องสูง คือ
      1. เมตตาเจโตวิมุตติชนิดที่ไม่มีประมาณ (อัปปมาณาเจโตวิมุตติ) คือการเจริญพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปในทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องขาว เบื้องบน เบื้องล่าง ทั่วทุกทาง เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่ (เจโตวิมุตติ คือ จิตที่พ้น จากกาม จากกิเลส)
      2. เมตตาเจโตวิมุตติชนิดที่เป็นไปในเบื้องสูง (มหัคคตาเจโตวิมุตติ)คือ การแผ่เมตตาไล่มาจากตัวเราเอง แผ่ไปยังคนในครอบครัวของเรา แผ่ไปยังหมู่บ้าน แผ่ไปยังนิคม แผ่ไปยังในประเทศ นอกประเทศทั่วโลกทั้งหมด
    • ท่านพระอภิยะ กัจจายานะ ซึ่งอยู่ในที่นั้นก็ได้ถามถึงในรายละเอียด เกี่ยวกับเทวดาที่มีแสงสว่างมาก แสงสว่างน้อย ซึ่งคนที่มีตาทิพย์จะเห็นชัดเจน สามารถที่จะแยกแยะรายละเอียดของแสงส่วางได้ เทวดาจะดูว่ามีบุญมากหรือบุญน้อยก็ดูที่แสงสว่าง ซึ่งท่านพระอนุรุทธะจะสามารถเห็นได้ว่าเทวดาแต่ละรูปแต่ละองค์มีแสงสว่างต่างกันอย่างไร ๆ
    • นอกจากนี้ท่านอนุรุทธะยังสามารถใช้ตาทิพย์ของท่านดูสมาธิของคนนั้น ๆ ได้ (เป็นเรื่องราวเล่ามาในตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน) ซึ่ง ณ ที่นั้น พระเถระหลาย ๆ รูปรวมถึงท่านพระอานนท์ และท่านพระอนุรุทธะ ในขณะนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายเธอจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา” พอพระพุทธเจ้าหลับตาลง ท่านได้เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานเข้าทุติยฌาน แล้วเข้าตติยฌาน ไปเรื่อย ๆ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวคำพูดใด ๆ ออกมาแล้ว มีเพียงท่านพระอนุรุทธะที่สามารถติดตามดูตลอดสามารถทราบถึงการเข้า-ออกสมาธิเป็นลำดับขั้นก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้สามารถทำการจารึก/บันทึกไว้ได้ในพระไตรปิฎก ด้วยท่านพระอานนท์กล่าวถามท่านพระอนุรุทธะตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าเข้าสมาธิ
    • ท่านพระอนุรุทธะเป็นผู้ที่น่ายกย่องมากในเรื่อง
      • การรักษาศีลของท่านเป็นอย่างดีมาก ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ท่านอยู่รวมกับนางคันธคันธินี ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่สามารถทำให้ท่านสามารถผิดศีลได้แต่ท่านไม่ได้ทำ หากแต่ให้ความเมตตา อนุเคราะห์จนสามารถโปรดให้นางบรรลุธรรมเป็นโสดาบัน
      • การอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีกัน “กายต่างกันแต่จิตเป็นหนึ่งเดียว” ด้วยความที่มีเมตตาทั้งทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้า และลับหลัง ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เก็บจิตของตนไว้ ทำตามความคิดของผู้อื่น จะสามารถอยู่ด้วยความสามัคคีได้

     

    การนิพพาน

    • การนิพพานของท่านพระอนุรุทธะเกิดขึ้นที่แคว้นวัชชี ท่านนิพพานหลังพระพุทธเจ้า ซึ่งช่วงอายุของท่านพระอนุรุทธขณะที่นิพพานน่าจะมีอายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้า โดยสังเกตุจาก ท่านเป็นน้องชายของเจ้ามหานามะ ซึ่งมีอายุมากกว่า หรือใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้าโคดม ดังนั้นท่านจึงน่าจะอายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้า
    • โดยรวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่ท่านบำเพ็ญบารมีตั้งความปรารถนา จนนิพพาน ประมาณ 1 แสนกัป

     

    ข้อชี้แนะจากพระอาจารย์มหาไพบูลย์

    • ในการเจริญจิตภาวนาเพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านทุกคนต้องมีความเพียรที่จะละ อุปกิเลส 11 ให้ได้ และต้องเพียร ป้องกันไม่ให้อุปกิเลสที่ละได้แล้ว หวนกลับมาอีก ซึ่งเหตุที่จะทำให้มันกลับมาได้อีก ก็คือ ตัณหา อวิชชา มีตัณหาเป็นราก มีอวิชชาเป็นเครื่องผูกไว้ จึงทำให้อุปกิเลสที่เราคิดว่าเราละได้แล้วหวนกลับมาอีก เช่น ความตื่นเต้นคะนองหยาบ เช่น เข้าวัดปฏิบัติธรรมได้สมาธิดีมาก ก็คิดว่าฉันได้สมาธิดีกว่าเธอ เธอดีไม่เท่าฉันแล้ว พอออกจากวัดแล้วคิดว่าตัวเองเป็นเซียน นี้ก็เป็นมานะ ความคะนองหยาบอย่างหนึ่ง ก็จะทำให้ไม่บรรลุธรรม
    • การได้คุณธรรมวิเศษ ญานของปุถุชน เช่น ได้ตาทิพย์ หูทิพย์ แปลงกายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้ เช่น กรณีของท่านพระเทวทัต
    • การได้มาของสมาธิ (สมถะ และวิปัสสนา) นั้นเป็นของละเอียด ไม่ใช่จะได้มาด้วยการห้าม การปรุงแต่ง แต่ได้มาด้วยความสงบระงับ ด้วยความปราณีต
    • การจะให้เกิดความสามัคคีได้ ต้องทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต้องมีเมตตากัน ต้องเก็บจิตของตน ทำตามวาระจิต/ความคิดของคนอื่น อย่าเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ แต่ให้เอาความคิดของคนอื่นเป็นใหญ่ ซึ่งก็ต้องอยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญา และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม คือประโยชน์ของคนหมู่มากในการที่จะให้เกิดความเจริญความดีขึ้นในประเทศชาติได้

     

    เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติม

    • ท่านพระอนุรุทธะ นอกจากท่านจะเป็นผู้เลิศด้านตาทิพย์แล้ว ท่านยังสามารถเหาะได้ด้วย มีครั้งหนึ่ง ท่านได้เหาะไปเอาน้ำที่สระอโนดาต แต่ภายหลังได้ให้สามเณรชื่อสุมน (คือ สุมนเศรษฐีในชาติก่อนๆ) ไปเอามาให้ ซึ่งในชาติสุดท้ายของท่านนี้ สามเณรสุมนได้มาเป็นอุปัฏฐากและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์มีคุณธรรมวิเศษมากเหมือนกัน
    300
    1
    นาทีในการอ่าน