ตอนที่ 9 พระสารีบุตร

S01E09

HIGHLIGHTS:

  • ประวัติความเป็นมา การสร้างสมบารมีของท่านพระสารีบุตร (อสีติมหาสาวก องค์ที่2) เพื่อเป็นผู้ได้ความเป็นเลิศทางด้านปัญญา
  • ความหมายของคำว่า “โพธิสัตว์”
  • พุทธดำรัส สั่งพระอรหันต์ 60 รูปแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
  • คาถาเยธัมมา: สาวกภาษิต ที่ทำให้ท่านพระสารีบุตร ได้มีดวงตาเห็นธรรม
  • ปฏิปทาในการบรรลุธรรม
  • บุคคล และยักษ์ที่ถูกธรณีสูบ
  • คุณธรรม ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ที่ทำให้ท่านพระสารีบุตรได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา และเป็นธรรมเสนาบดี ผู้ที่สามารถยังธรรมจักรให้เป็นไปเสมือนพระพุทธเจ้าได้
ในศาสนานี้พระพุทธเจ้ายกเรื่องปัญญาเป็นอันดับสูงสุด โดยไล่เรียงมาตั้งแต่ มีวิมุตติเป็นแก่น มีฉันทะเป็นมูลราก และมีปัญญาที่มีความคมเป็นอันดับสูงสุด (ศรัทธา ศีล สมาธิ ล้วนแต่มาสนับสนุนปัญญา ทุกอย่างจะมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด) ท่านพระมหาสารีบุตรทรงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในด้านเป็นผู้มีปัญญามาก

 

การได้มาซึ่งความเป็น หนึ่งใน หมู่อสีติมหาสาวก 80 รูป ในด้านผู้มีปัญญาเลิศนั้น ต้องสร้างสมบารมีเอาไว้ คือ ท่านพระสารีบุตรได้ตั้งความปรารถนาไว้ในอดีตว่า “ฉันจะเป็นยอดในเรื่องปัญญา” ในยุคพระพุทธเจ้าองค์นั้น ได้เห็น ภิกษุรูปนั้นได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านมีปัญญา เลยมีจิตข้องอยู่ ว่าอยากจะเป็นผู้มีความเป็นเลิศทางด้านปัญญาเหมือนท่านองค์นั้น เช่นกัน

 

ความข้องนี้เองที่เราเรียกว่า “โพธิสัตว์” ความข้อง ความยึดนี้ล่ะที่เป็นเหตุให้ไม่บรรลุธรรมสูงสุด จึงเรียกว่าโพธิสัตว์ แต่ว่าเป็นโพธิสัตว์ ชนิดสาวกโพธิสัตว์ ถ้ายังมีความข้องในสัมมาสัมพุทโธ ก็เป็น สัมมาสัมพุทโธโพธิสัตว์ ถ้าข้องในความเป็นปัจเจกพุทธเจ้าก็เป็น ปัจเจกโพธิสัตว์ และถ้าข้องในความเป็นสาวก เป็นอนุพุทโธ ก็เป็น สาวกโพธิสัตว์ ก็ต้องบำเพ็ญบารมีมาสองแสนกัป นอกจากนี้ยังรวมถึง พุทธบิดา พุทธมารดา พุทธอุปัฏฐาก ท่านเหล่านี้ต้องมีการบำเพ็ญบารมีมาทั้งหมด

 

เมื่อกล่าวถึงท่านพระมหาสารีบุตร แล้วจะไม่กล่าวถึง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเป็นไม่ได้ เพราะทั้งสองรูปท่านเป็น 2 ใน อสีติมหาสาวก 80 รูป ผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นอัคนสาวกเบื้องขวา (ท่านพระสารีบุตร - ผู้มีความเป็นเลิศทางด้านปัญญา) และอัครสาวกเบี้องซ้าย (ท่านพระมหาโมคคัลลานะ - ผู้มีความเป็นเลิศทางด้านฤทธิ์)

 

ทั้ง 2 ท่านเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าโคดม ในกรุงราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ก่อนที่จะมาเป็นพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ชื่อเดิมของท่านคือ อุปติสสะ และ โกลิตะ พระสารีบุตรเกิดในหมู่บ้านชื่อว่า อุปติสสะ หัวหน้าหมู่บ้าน มีลูกเลยตั้งชื่อลูก ตามชื่อหมู่บ้านว่าอุปติสสะ ส่วนพระโมคคัลลานะ เกิดในหมู่บ้านที่ชื่อว่าโกลิตะ จึงเป็นชื่ออุปติสสะ และโกลิตะ ในชาตินั้น เป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง มีความรู้ความเรียนในแบบต่าง ๆ เป็นเพื่อนกันสนิทกัน มีอะไรดี ๆ ก็หามาแบ่งปันกัน

 

ด้วยความที่ท่านทั้งสองมีอินทรีย์แก่กล้าแล้วทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก จิตน้อมไปในทางหลีกออกจากโลก จึงได้พากันออกแสวงหาโมกขธรรม ด้วยการไปบวช โดยในสมัยนั้น มีสำนักที่มีชื่อเสียงในทางที่จะศึกษาความรู้เพื่อนำพาไปสู่ความพ้นจากทุกข์ ที่เรียกว่า ครูทั้ง 6 : สัญชัย เวลัฏฐบุตร นิโครธ มักขลิโคสาละ เป็นต้น ท่านทั้ง 2 พร้อมด้วยบริวารของตน มีเพื่อน อยู่ประมาณสัก 200-300 คน จึงพากันไปอยู่ที่สำนักของ สัญชัย เพื่อศึกษาหาความรู้ว่า พ้นทุกข์ทำยังไง และ แต่เมื่อได้เรียนรู้จนจบแล้ว ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่า ความรู้ความเรียนนี้จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างไรก็เลยออกแสวงหาความรู้ต่าง ๆ ต่อๆ ไป

 

ประจวบพอดีที่ พระพุทธเจ้าได้ประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤกคทายวันและได้ตรัสกับเหล่าพระอรหัตสาวก 60 รูปแรกที่จำพรรษาอยู่ที่นั้น ว่า “จรถ ภิกฺขเว = พวกเธอจงไป”
“จงอย่าไปทางเดียวกัน 2 รูป จงแสดงธรรมให้มีความงดงาม เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาแต่น้อยก็ยังมี ให้แสดงธรรมไป”
ด้วยคำนี้เหล่าพระอรหันต์ จึงได้ออกไปแสดงธรรมคนละทิศ ไม่ไปทิศทางซ้ำกัน

 

ขณะนั้น ท่านพระอัสสชิ ซึ่งเป็นหนึ่งในภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้เดินทางมาที่หมู่บ้านอุปติสะ และ หมู่บ้านโกลิตะ และได้เข้าไปบิณฑบาตรในเมืองราชคฤห์ และท่านพระสารีบุตรซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้บวช ยังเป็นอุปติสสะมานพ ก็เห็นว่า พระรูปนี้แตกต่างจากพระรูปอื่น ๆ มีอินทรีย์ผ่องใส ท่าทางการเดินมีความสำรวม ต้องมีคุณธรรมอะไรแน่นอน จึงคิดว่าจะมีสามัญญผลอะไรในภิกษุรูปนี้แน่นอน คิดไปว่าท่านต้องเป็นพระอรหันต์แน่ ต้องรู้ที่สุดจบของธรรมะอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เมื่อคิดเช่นนั้นจึงได้ติดตามพระอัสสชิไป และได้ขอให้ท่านพระอัสสชิกล่าวสอนธรรมะที่ท่านพระอัสสชิได้เล่าเรียนมาจากพระพุทธเจ้า

 

ในช่วงนั้นพระพุทธเจ้าสอนเรื่องอริยสัจสี่ สอนเรื่อง อนุปุพพอกถา อนัตตลักขณสูตร ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ด้วยความที่ท่านพระอัสสชิเป็นคนถ่อมตัวจึงได้บอกว่าท่านเพิ่งมาจากธรรมวินัยนี้ และได้สอนท่านพระสารีบุตร ด้วย คาถาเยธัมมา ว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับไปแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปรกติ ทรงสั่งสอนอย่างนี้” (และด้วย คาถาเยธัมมาของ ท่านพระอัสสชิ ได้ทำให้ท่านพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระโสดาบันได้)

 

ทำให้ท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะ เป็นที่รัก ที่ไว้วางใจของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ถ้าทั้ง 2 ท่านนี้อยู่ที่ไหน ทิศทางนั้นจะมีแต่ความสบายใจ แต่หากไม่อยู่แล้วทิศทางนั้น ๆ จะมีแต่ความว่างเปล่า หาสาระไม่มี คือ โมฆะ หาสาระไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ไม่เจอ แม้ช่วงที่ท่านทั้งสองจะไม่ได้อยู่กับพระองค์พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ทั้ง 2 นี้ยังมีอยู่เสมอ

 

พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงทั้งสองท่านนี้ไว้ว่า “ท่านพระสารีบุตรเป็นเหมือน มารดาผู้ให้กำเนิด เพราะเป็นผู้ที่แสดงธรรมและทำให้คนบรรลุธรรมเป็นโสดาบันกับภิกษุเหล่าต่างได้ ปรับความเห็นให้ถูกต้อง ส่วนท่านพระมหาโมคคลานะเป็นเหมือน มารดาผู้เลี้ยงดู-เป็นเสมือนแม่นม สอนให้เป็นพระอรหันต์ต่อไป”

 

ในการบรรลุธรรมของท่านพระสารีบุตรนั้น ท่านกล่าวว่าท่านปฏิบัติแบบทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว) ใช้เวลา 14 วันในการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ โดยใช้วิธีการเห็นทุกข์ในสมาธิว่ามันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้คงตัว ส่วนท่านพระมหาโมคคลานะ ท่านปฏิบัติแบบ สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว) ใช้เวลา 7 วัน โดยการเห็นความสุขในสมาธิ คือเข้าสมาธิ ก็จึงบรรลุธรรม

 

พระพุทำเจ้าได้ตรัสถึงพระสารีบุตรไว้ว่า เราไม่เห็นคนอื่นแม้คนใดคนหนึ่งที่จะเผยแผ่ โดยชอบซึ่งธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ได้เหมือนสารีบุตร คือ ท่านพระสารีบุตรสามารถยังธรรมจักรให้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าขับเคลื่อนได้ ด้วยคุณสมบัติของท่านทำให้สามารถหมุนธรรมจักรได้ตามที่พระพุทธเจ้าหมุนไว้แลัว และเราก็หมุนตามธรรมจักรนั้น คือเรื่องของอริยสัจสี่ ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ เป็นคนรู้เหตุ รู้ผล รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท ด้วยคุณธรรม 5 ข้อนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านมี ปัญญาของท่านพระสารีบุตรแตกฉานไปในเรื่องนี้

 

คุณสมบัติ คุณความดี ความเลิศของท่านพระสารีบุตร นั้นยังมีอีกมาก ทั้งในความกตัญญู (บวชให้ท่านพระราธะ ผู้ซึ่งไม่มีใครบวชให้ด้วยความที่เป็นพราหมณ์ที่มีอายุมาก ด้วยเห็นคุณในก้อนข้าวของท่านราธะ) เป็นลูกที่ดี (เทศน์โปรดมารดาผู้เป็นมิจฉาทิฐิให้เป็นพระโสดาบัน) เป็นเพื่อนที่ดี (ชักชวนท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเรียนธรรมะ ไปหาพระพุทธเจ้าและได้บวชเรียนอยู่ในสำนักของพระโคดม จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์) เป็นพี่ที่ดีเป็นที่พึ่งให้พี่น้องได้ (ชักชวนพี่น้องชาย-หญิงทั้ง 6 คนมาบวช ปรารถนาให้เห็นอมตะธรรม ให้ได้อริยะทรัพย์) เป็นลูกศิษย์ที่ดี (ชวนอาจารย์เก่า-สัญชัยปริพาชกไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อขอบวช แต่สัญชัยปริพาชกไม่ได้ไปด้วย) อีกทั้งมีความกตัญญูต่อท่านพระอัสสชิมาก (ผู้ซึ่งทำให้ท่านได้มีดวงตาเห็นธรรมครั้งแรก) เป็นคนที่มีความอดทนมาก (ถูกยักษ์ทำร้ายแต่ไม่ได้ใส่ใจ ส่งผลให้ยักษ์ตนนั้นถูกธรณีสูบ) ในฝ่ายสาวกนั้นมีท่านพระสารีบุตรรูปเดียว ที่มีคุณธรรมสูงมาก ทำให้เมื่อมีคนมาทำไม่ดีกับท่านแล้วถูกธรณีสูบ นอกจากนี้ท่านเป็นอาจารย์ที่ดี (สามารถสอนธรรมะ แจกแจงให้ได้โดยละเอียด พิสดารหลายนัยยะ)

 

ท่านยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น “ธรรมเสนาบดี” รองจากพระพุทธเจ้า สลับกันเป็นทัพหน้าทัพหลัง จะตามเคียงคู่กันไป เช่นนี้ตลอด นอกจากนี้พระพุทธเจ้าได้อธิบายเพิ่มเติมว่า พระสารีบุตรมีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาร่าเริง มีปัญญากล้า มีปัญญาไว้ มีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส อีกทั้งมีฌานสมาธิมาก สามารถเข้าออกได้ดีมาก แจ่มแจ้งมาก เห็นชัดเจนมาก

    269
    1
    นาทีในการอ่าน