ตอนที่ 7 อังคุตตรนิกาย บุคคลอันเอก (เล่มที่ 20 ข้อที่ 179 - 186)

S01E07

HIGHLIGHTS:

 

  • การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 179 - 186

รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 15 ก.พ.2562 เวลา 20.00 น. ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 16 ก.พ.2562 เวลา 05.00 น.
 

    บทคัดย่อ

    ด้วยการที่บุคคลอันเอกคือ พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้น ปรากฏขึ้น จึงมีการทำให้เกิด มีการทำให้แจ้งในสิ่งต่อไปนี้

    • ข้อที่ 179 เป็นการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา 4 ซึ่งหมายถึงปัญญาที่แตกฉานในด้านต่างๆ อันได้แก่
      • อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึง การมีปัญญาแตกฉานในเนื้อความ สามารถเข้าใจความหมายของเนื้อความใดๆได้อย่างถ่องแท้ ลงละเอียด แยกแยะออกได้ในหลายอรรถะ หลายนัยยะ
      • ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง การมีปัญญาแตกฉานในหลักการ สามารถแจกแจงได้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันไป
      • นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึง การมีปัญญาแตกฉานในภาษา สามารถติดต่อสื่อสารได้หลายภาษาให้เกิดความเข้าใจเป็นอย่างดี ในสถานการณ์และโอกาสที่แตกต่างกัน
      • ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หมายถึง การมีปัญญาแตกฉานในความคิดทันการ มีไหวพริบปฏิภาณ ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดๆที่จะสามารถโต้ตอบหรือตอบคำถามได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องมีการคิดเตรียมไว้ก่อน
    • ข้อที่ 180 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุหลายชนิด(เอนกธาตุ) ซึ่งเป็นส่วนที่เล็กที่สุด สามารถแยกแยะแจกแจงเป็นสัดส่วนได้ เมื่อนำมาประกอบกันแล้วจะเกิดเป็นอีกสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา เช่น ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ฌานสมาธิ รูปธาตุ อรูปธาตุ นิพพานธาตุ เป็นต้น
    • ข้อที่ 181 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน(นานาธาตุ)
    • ข้อที่ 182 เป็นการทำให้แจ้งผลคือวิชชา(ความรู้แจ้ง) และวิมุตติ(ความหลุดพ้น) โดยจะต้องเริ่มปฏิบัติจากการตั้งสติด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจากอนุสสติสิบ ฝึกสติปัฏฐานสี่ และเจริญโพชฌงค์เจ็ดตามลำดับ จนทำให้เกิดผลเป็นวิชชาคือ การรู้แจ้งในอริยสัจสี่ และวิมุตติคือ การแยกจากกัน พ้นจากกันได้ด้วยมีสมาธิและปัญญาเสมอกัน
    • ข้อที่ 183 เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ในบางสมัยที่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าหรือที่เรียกว่า “พุทธันดร” จะไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เลย แต่ยังมีศีลอยู่แน่นอน จึงจะมีโสดาปัตติมรรคอยู่บ้าง แต่ไม่ทำให้เกิดโสดาปัตติผลแน่นอน ทั้งนี้ผู้ที่จะเป็นโสดาบันได้จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมที่เรียกว่า โสตาปัตติยังคะ 4 ดังนี้
      • ศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
      • ศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
      • ศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในหมู่แห่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
      • รักษาศีลชนิดที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า

      อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างกันระหว่าง “โสดาปัตติมรรค” กับ “โสดาปัตติผล” คือตรงจุดที่เครื่องร้อยรัด(สังโยชน์) ที่มันหลุดออกไปแล้วในโสดาปัตติผล แต่เครื่องร้อยรัด(สังโยชน์) 3 อย่างของโสดาปัตติมรรคยังไม่หลุดลอกออกไป แต่ยังรัดรึงอยู่ ซึ่งบางครั้งอาจจะย้อนกลับได้ อาจจะเฉไฉไปทางอื่นได้ หรืออาจจะเสื่อมจากความศรัทธาได้ ทั้งนี้สังโยชน์เบื้องต่ำ 3 อย่างที่ยังไม่สามารถละได้ มีดังนี้

      1. สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตนเป็นอัตตาทิฎฐิ เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นต้น รวมถึงกองอกุศลกรรมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด
      2. วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลง ความเห็นแย้ง ไม่ลงใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆได้อย่างมั่นใจ และความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลาย
      3. สีลัพพตปรามาส คือ การลงมือปฏิบัติธรรมอย่างลูบๆ คลำๆ ในศีล ไม่เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน หรือความยึดมั่นในข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่เข้าใจว่าเป็นข้อปฏิบัติที่บริสุทธิ์หลุดพ้น เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่น การประพฤติวัตรอย่างโค การนอนบนหนามของพวกโยคี เป็นต้น

      ดังนั้นหากมีศีลเต็มที่ มีสมาธิและปัญญาพอประมาณ จะบรรลุถึงความเป็นพระโสดาบันได้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้

      • สัตตักขัตตุงปรมะ คือ ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกไม่เกิน 7 ชาติ ซึ่งจะเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเท่านั้น ก็จะได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
      • โกลังโกละ คือ ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล คือจะมาเกิดอีกเพียง 2 - 3 ชาติเท่านั้น แล้วจะได้สำเร็จเป็นอรหันต์
      • เอกพีชี คือ ผู้มีอัตตภาพอันเดียว ก็จะบรรลุเป็นอรหันต์
    • ข้อที่ 184 เป็นการทำให้แจ้งสกทาคามิผล เป็นผู้ที่มีศีลเต็มที่ มีสมาธิและปัญญาพอประมาณ สามารถละเครื่องร้อยรัดหรือสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 3 ได้เช่นเดียวกับโสดาบัน แต่มีราคะ โทสะ โมหะเบาบาง ลดน้อยลง และเกิดอีกไม่เกินชาติเดียว
    • ข้อที่ 185 เป็นการทำให้แจ้งอนาคามิผล เป็นผู้ที่มีศีลและสมาธิเต็มที่ แต่มีปัญญาพอประมาณ ซึ่งมีบททดสอบคือ กามราคะ(ความลุ่มหลง) และปฏิฆะ(ความขัดเคือง ไม่พอใจ) ดังนั้นหากเราสามารถปฏิบัติธรรมจนละกามราคะและปฏิฆะได้ จะทำให้มีสมาธิเต็ม จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว และมีผลทำให้ไปเกิดในพรหมชั้นสุทธาวาส ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บรรลุอรหัตตผลและปรินิพพานในภพนั้นเลย
    • ข้อที่ 186 เป็นการทำให้แจ้งอรหัตตผล เป็นผู้ที่มีศีล สมาธิ และปัญญาเต็มที่ขึ้นมา เพราะสามารถละทั้งสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ข้อและสังโยชน์เบื้องสูง 5 ข้อได้ด้วย เป็นผู้มองเห็นถึงความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆแม้ในสมาธิขั้นรูปหรืออรูปก็ตาม มองเห็นความเป็นตัวตน ความเป็นมานะ และความเป็นอวิชชาต่างๆ ซึ่งมีบททดสอบคือ ความเป็นตัวตน ซึ่งถือเป็นการรวมบททดสอบทั้งหมดของโสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผลเลยทีเดียว
      60
      1
      นาทีในการอ่าน