จักกวัตติสูตรและสุริยสูตร

จักกวัตติสูตรและสุริยสูตร

S08E63

Time index

[00:53] จักกวัตติสูตร

[46:11] สุริยสูตร

"จักกวัตติสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระเจ้าจักรพรรดิ พระสูตรนี้ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสสอนให้เป็นผู้ที่พึ่งตนพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรมทำให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ ทำให้มารขัดขวางความเจริญไม่ได้ โดยทรงเล่าถึงเหตุที่ทำให้โลกถึงความแตกไปเสื่อมไป ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเจริญมาก่อน

"สุริยสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระอาทิตย์ 7 ดวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายเป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง โดยทรงเล่าถึงการปรากฎของพระอาทิตย์จำนวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก 

"จักกวัตติสูตร" สรุปใจความว่าด้วยเรื่องของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งในอดีตพระเจ้าจักรพรรดิ 7 พระองค์ มีพระเจ้าทัฬหเนมิ เป็นต้น ได้ประพฤติจักรวรรดิวัตรสืบทอดต่อ ๆ กันมาโดยลำดับ
ได้แก่

1) อาศัย ธรรม สักการะธรรม เคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จัดการรักษาป้องกัน และคุ้มครองชนภายใน กำลังพล พวกกษัตริย์ผู้ติดตาม พราหมณ์และคหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท สมณพราหมณ์ สัตว์พวกเนื้อ และสัตว์จำพวกนกโดยธรรม ไม่กระทำสิ่งที่ผิดแบบแผนของแว่นแคว้น

2) แจกจ่ายทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์เลี้ยงชีพ

3) เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เว้นขาดจากความมัวเมาประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) ฝึกตน สงบตน ทำให้ตนเองดับกิเลสได้ แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล เป็นอกุศล อะไรเป็นคุณ เป็นโทษ อะไรควรทำ ไม่ควรทำ อะไรทำแล้วก่อให้เกิดสุข หรือก่อให้เกิดทุกข์ตลอดกาลนาน

เมื่อกษัตราธิราชทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรนี้โดยบริบูรณ์แล้ว แก้ว 7 ประการ ได้เกิดขึ้น ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ พระเจ้าจักรพรรดิและประชาราษฎร์ผู้ประพฤติตามมีอายุยืนถึง 80,000 ปี มีวรรณะผ่องใส มีความสุข มีโภคะและพละ

แต่กษัตราธิราชซึ่งนับเป็นองค์ที่ 8 ไม่ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรสืบทอดจากพระชนก จึงไม่ทรงมีแก้ว 7 ประการ บ้านเมืองของพระองค์จึงไม่เจริญรุ่งเรือง ประชาราษฎร์ประสบความเดือดร้อน อดอยากต้องขโมยเขากิน อกุศลธรรมข้ออทินนาทานจึงเกิดขึ้น อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละเริ่มเสื่อมถอย ต่อมาเมื่ออกุศลธรรมแต่ละข้อเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง ๆ ตามลำดับ จนถึงสมัยหนึ่งที่มนุษย์มีอายุขัยแค่ 10 ปีในสมัยนั้นจะเกิดกาลยุคขั้นมิคสัญญีเป็นเวลา 7 วัน คือ คนเห็นคนเข้าใจว่าเป็นเนื้อที่ตนอยากกินเพื่อแก้ความหิวโหย จึงใช้อาวุธประหัตประหารกัน จนผู้คนล้มตายไปเกือบหมดโลก ช่วงเวลานั้น เรียกว่า "สัตถันตรกัป" คนที่รอดตายคือ ผู้ที่หลบหนีออกจากหมู่คณะไปหลบซ่อนตัวอยู่ป่าในถ้ำ พอพ้น 7 วัน จึงออกจากที่ซ่อน เกิดความรู้สึกสำนึกถึงคุณค่าของธรรม แล้วตั้งใจปฏิบัติธรรม ทำให้ค่อย ๆ กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับอีก จนเมื่อมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง พระนามว่าสังขะ จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรอย่างเคร่งครัด ทำให้บ้านเมืองของพระองค์เจริญรุ่งเรือง กว้างขวาง อาณาจักร ของพระองค์มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงพาราณสี แต่จะมีชื่อว่าเกตุมดีราชธานี มีประชากรหนาแน่น และในสมัยนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า "เมตไตรย" จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก   


"สุริยสูตร" สรุปใจความว่าด้วยเรื่องการปรากฎของพระอาทิตย์จำนวน 7 ดวง ที่เกิดขึ้นในโลก ซึ่งสุดท้ายแผ่นดินใหญ่และขุนเขาไฟจะติดทั่ว ลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน ลมหอบจะเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก ในข้อนี้ ใครจะรู้ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่แม้แต่ขี้เถ้า นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) 

215
1
นาทีในการอ่าน