การบรรลุธรรมของพระราหุล

การบรรลุธรรมของพระราหุล
S08E24

Time  Index 

[00:38]  จูฬราหุโลวาทสูตร - พระสุตตัณตปิฎก เล่มที่ 5

[06:56]  กรรม 3

[13:57]  มหาราหุโลวาทสูตร

[16:44]  ธาตุ 5 และ ภาวนาเสมอด้วยธาตุ

[18:40]  จูฬราหุโลวาทสูตร - พระสุตตัณตปิฎก เล่มที่ 6

[29:45]  อธิบาย เนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับราหุโลวาทสูตร

ใน จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๒๕) , มหาราหุโลวาทสูตร , จูฬราหุโลวาทสูตร (๗๙๕) ทั้ง 3 พระสูตรนี้ได้กล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์สอนท่านราหุลตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย จนถึงกระทั่งตอน บรรลุธรรมสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษภัยของการไม่สำรวมในคำพูดแก่พระราหุล , ชี้แนะแนวทางให้พิจารณาเห็นความไม่สวยงามในรูป พิจารณาให้ละเอียดถึงความเป็นธาตุ 5 (ดิน น้ำ ไฟ ลม และ อากาสธาตุ) , อานาปานสติ ฯ

ณ ที่ป่าอัมพลัฏฐิกาในนครสาวัตถี “พ่อสอนลูก” คือ พระพุทธเจ้าสอนท่านพระราหุล มีเทวดาร่วมกันเข้าไปฟังด้วยติวเข้มกันอยู่ด้วยคำถามนี้รวม 90 รอบ ถามในหมวดธรรมะอายตนะภายในทั้ง 6 อายตนะภายนอกทั้ง 6 วิญญาณทั้ง 6 ผัสสะทั้ง 6 สัญญาเวทนา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 ร่วมกับอายตนะ 6 ทั้งภายในภายนอก ว่ามันเที่ยงไหม? จนพระราหุลเบื่อหน่ายละอาสวะทั้งหมดในที่นั้น

จูฬราหุโลวาทสูตร

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเหลือน้ำไว้ในภาชนะน้ำหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอเห็นน้ำเหลือหน่อยหนึ่งอยู่ในภาชนะน้ำนี้หรือ?

ท่านพระราหุลกราบทูลว่า เห็นพระเจ้าข้า.

ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็มีน้อยเหมือนกันฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งนั้นเสีย แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเทเสียแล้วหรือ?

สามเณรราหุล. เห็น พระเจ้าข้า.

พระพุทธเจ้า. ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็น
ของที่เขาทิ้งเสียแล้วเหมือนกันฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุลเธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้หรือ?

สามเณรราหุล. เห็น พระเจ้าข้า.

ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของที่เขาคว่ำเสียแล้วเหมือนกันฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้นขึ้น แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่าดูกรราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือ?

สามเณรราหุล. เห็น พระเจ้าข้า.

ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของว่างเปล่าเหมือนกันฉะนั้น.

ดูกรราหุล เปรียบเหมือนช้างต้น มีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนักมีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม ช้างนั้นเข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้างด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น. เพราะการที่ช้างรักษาแต่งวงนั้น ควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ช้างต้นนี้แลมีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้างด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น ชีวิตชื่อว่าอันช้างต้นยังไม่ยอมสละแล. ดูกรราหุล เมื่อใดแลช้างต้นมีงาอันงอนงามเป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้างด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง. เพราะการที่ช้างทำกรรมด้วยงวงนั้นควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ก็ช้างต้นนี้แลมีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนักมีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้างด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง ชีวิตชื่อว่าอันช้างต้นยอมสละแล้ว บัดนี้ไม่มีอะไรที่ช้างต้นจะพึงทำไม่ได้ ฉันใด. ดูกรราหุล เรากล่าวว่าบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่ ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่งไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุลเธอพึงศึกษาว่า เราจักไม่กล่าวมุสา แม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูกรราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แว่น(กระจก) มีประโยชน์อย่างไร?

สามเณรราหุล. มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า.

ฉันนั้นเหมือนกันแล ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงทำกรรมด้วยกายด้วยวาจา ด้วยใจ…ฯ

 

มหาราหุโลวาทสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคครองอันตราวาสกแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังนครสาวัตถีเวลาเช้า. แม้ท่านพระราหุลก็ครองอันตรวาสก แล้วถือบาตรและจีวรตามพระผู้มีพระภาคไป ณ เบื้องพระปฤษฎางค์. ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงผินพระพักตร์ไปรับสั่งกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอดีต เป็นอนาคต และเป็นปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี รูปทั้งปวงนี้ เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้.

พระราหุลทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค รูปเท่านั้นหรือ ข้าแต่พระสุคต รูปเท่านั้นหรือ?

พระผู้มีพระภาค . ดูกรราหุล ทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ

ครั้งนั้น ท่านพระราหุลคิดว่า วันนี้ ใครหนออันพระผู้มีพระภาคทรงโอวาทด้วยโอวาทในที่เฉพาะพระพักตร์แล้วจักเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตเล่า ดังนี้แล้ว กลับจากที่นั้นแล้วนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง. ท่านพระสารีบุตรได้เห็นท่านพระราหุลผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แล้วบอกกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล ท่านจงเจริญอานาปานสติเถิด ด้วยว่า อานาปานสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. ครั้งนั้น เวลาเย็นท่านพระราหุลออกจากที่เร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงจะมีผล มีอานิสงส์

 

จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)

(๗๙๕) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นประทับอยู่ในที่รโหฐาน ได้เกิดพระปริวิตกทางพระหฤทัยขึ้นอย่างนี้ว่าราหุลมีธรรมที่บ่มวิมุตติแก่กล้าแล้วแล ถ้ากระไร เราพึงแนะนำราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้นเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงครองสบง ทรงบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถีในเวลาเช้า ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเวลาพระกระยาหารแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอจงถือผ้ารองนั่ง เราจักเข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักผ่อนกลางวันกัน ท่านพระราหุลทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วจึงถือผ้ารองนั่งติดตามพระผู้มีพระภาคไป ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ก็สมัยนั้นแล เทวดาหลายพันตนได้ติดตามพระผู้มีพระภาคไปด้วยทราบว่า วันนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงแนะนำท่าน
พระราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้น ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าถึงป่าอันธวันแล้ว จึงประทับนั่ง ณ อาสนะที่ท่านพระราหุลแต่งตั้ง ณ ควงไม้แห่งหนึ่งแม้ท่านพระราหุลก็ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

(๗๙๗) พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรราหุลเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

พระราหุล. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้า. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ

พระราหุล. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้า.ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

พระราหุล. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

(๗๙๘) พระพุทธเจ้า. ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

พระราหุล.ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้า.. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ

พระราหุล. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้า. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

พระราหุล. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

(๘๐๘) ดูกรราหุล อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยนั้น ฯ

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียง ...

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่น ...

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส ...

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ ...

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยนั้น ฯ

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว และทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

[๘๐๙] ....เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของท่านพระราหุลหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น และเทวดาหลายพันตนนั้นได้เกิดดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีหมดมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฯ

จบ จูฬราหุโลวาทสูตร ที่ ๕


ในพระสูตรแรก คือ การเทศน์สอนท่านพระราหุลที่เป็นสามเณรน้อยที่ยังมีวาจาคะนองอยู่บ้าง ในพระสูตรที่ 2 คือ เป็นสามเณรที่อายุได้ราวๆ 17 - 18 ปีก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง ส่วนพระสูตรที่ 3 เป็นตอนที่ท่านพระราหุลบวชเป็นภิกษุได้ยังไม่ถึงพรรษา ทว่ามีอินทรีย์ที่แก่กล้าแล้ว มีความพร้อมที่จะบรรลุธรรม... หลังจากพระโพธิสัตว์ได้ไปบำเพ็ญความเพียรจนบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จกลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์และได้พบลูกของพระองค์ คือ ท่านพระราหุล ซึ่งตอนนั้นอายุ 7- 8 ขวบและได้ขอบวชกับพระพุทธเจ้า… การสอนสามเณรตัวน้อยของพระพุทธเจ้านั้นมีความแยบคายมาก ทรงใช้อุปมาอุปไมยด้วยขันตักน้ำที่เหลือน้้ำอยู่ในภาชนะ ที่เปรียบกับการพูดที่พูดหัวเราะกันเล่นให้ตลกโปกฮา ความเป็นสามเณรซึ่งเป็นเหล่ากอของสมณะก็จะเหลือน้อยเหมือนน้ำในขัน

ในพระสูตรที่ 2 วาระที่ 2 พระพุทธเจ้าเทศน์สอน ท่านสามเณรราหุลขณะที่กำลังไปบิณฑบาตรตามหลังพระพุทธเจ้า ซึ่งตอนนั้นพระพุทธเจ้าทราบว่าสามเณรราหุลยังมีความกำหนัดในรูปจึงหันมาเทศน์สอนให้เห็นความไม่เที่ยงในรูป ให้เห็นเป็นของไม่สวยงาม ท่าน พระราหุลได้ยินดังนั้นก็ไม่ไปบิณฑบาตร กลับไปนั่งคู้บัลลังก์ใต้โคนไม้และมีท่านพระสารีบุตรบอกให้สามเณรราหุลเจริญอานาปานสติด้วย

ในส่วนของพระสูตรที่ 3 คือตอนพระราหุลบวชเป็นภิกษุได้ยังไม่ถึงพรรษาและมีอินทรีย์แก่กล้าเหมือนผลไม้สุกที่เขี่ยนิดเดียวก็ล่วงหล่นพร้อมเก็บกินได้ พระพุทธเจ้าได้ชวนพระราหุลออกไปหลีกเร้นหลังฉันภัตเช้าเสร็จ...ไปยังที่ป่าอัมพลัฏฐิกาในนครสาวัตถี “พ่อสอนลูก” คือ พระพุทธเจ้าสอนท่านพระราหุล มีเทวดาร่วมกันเข้าไปฟังด้วยติวเข้มกันอยู่ด้วยคำถามนี้รวม 90 รอบ (ถาม 30 รอบ แต่ละรอบถาม 3ครั้ง) ถามในหมวดธรรมะอายตนะภายในทั้ง 6 อายตนะภายนอกทั้ง 6 วิญญาณทั้ง 6 ผัสสะทั้ง 6 สัญญาเวทนา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 ร่วมกับอายตนะ 6 ทั้งภายในภายนอก ผัสสะด้วยวิญญาณด้วยให้เกิดความเข้าใจกันไปเลยว่ามันเที่ยงไหม? คำตอบที่เราจะได้เลยคือ มันไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน … พระราหุลถูกถามอย่างนี้ซ้ำๆ ย้ำ ๆ จนเกิดความคลายกำหนัดและปล่อยวางละอาสวะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทันทีในที่นั้น เทวดาที่ตามไปฟังก็บรรลุเป็นโสดาบันด้วย
 

416
1
นาทีในการอ่าน