สันทกปริพาชก

สันทกปริพาชก
S08E22

Time  Index

[04:02]  อธิบายเนื้อหา 

[09:28]  สันทกปริพาชกขอให้พระอานนท์กล่าวธรรมของพระพุทธเจ้า

[24:49]  สภาวะ 7 กอง

[41:56]  เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดญาณความรู้ที่ถูกต้อง

  • ผู้หากเราเบื่อในการฟังธรรมะ ขอให้อดทน เพราะการอดทนฟังธรรมไปเรื่อย ๆ จะทำให้จิตของเราเป็นสมาธิ และจะเข้าใจแตกฉานในธรรมะมากขึ้น
  • การฟังธรรมด้วยความมึนตึง ไม่เข้าใจ ไม่ลงใจ จะทำให้การประพฤติปฏิบัติเกิดขึ้นได้ยากและก้าวหน้าได้ยาก
  • สันทกสูตร มีธรรมะประการสำคัญอยู่ 3 หมวดซึ่งเป็นเรื่องของการประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ทั้ง 3 หมวดนี้ ได้แก่อะไรบ้าง?
  • พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูรู้หมดในทุกสิ่งทุกอย่าง และปฏิญญาความรู้นั้นเฉพาะเวลาที่ท่านไปตรวจสอบเท่านั้น นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าจะใช้สัพพัญญูของท่านบอกสอนเฉพาะเรื่องดับทุกข์

สันทกสูตร เป็นเรื่องราวระหว่างสันทกปริพาชกกับท่านพระอานนท์ ณ เมืองโกสัมพีซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพุทธคยา (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้)   มีวัดสำคัญคือวัดโฆสิตาราม สร้างโดยโฆสกเศรษฐี ที่เมืองนั้นมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่งที่มักจะถูกน้ำท่วมฤดูฝน แต่เมื่อหมดฤดูฝนก็สามารถเข้าไปอาศัยพักร้อนได้ พวกปริพาชกกลุ่มหนึ่งรวมถึงสันทกปริพาชกด้วยก็ได้เข้าไปพักในถ้ำแห่งนี้  เวลาน้ำมันเซาะเข้าไปในถ้ำก็เกิดโพรงขึ้นมา ชาวบ้านก็เข้าไปทำอุโมงค์ทำพื้นและผนังเอาไว้อย่างดี ทีนี้เมื่อข่าวแพร่ออกไปท่านพระอานนท์จึงชวนเพื่อนพระภิกษุไปดูถ้ำแห่งนี้เพื่อไปดูความไม่เที่ยงของสถานที่แห่งนั้น … เมื่อสันทกปริพาชกและเพื่อนซึ่งกำลังพูดเรื่องติรัจฉานกถา เห็นท่านพระอานนท์และหมู่บริษัทก็ได้เชื้อเชิญเข้ามาและทักทายกันพอที่ระลึกถึงกันแล้ว สันทกปริพาชกจึงถามท่านพระอานนท์ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไรบ้าง พระอานนท์จึงแจกแจงว่าประกาศธรรมไว้ 3 หมวด (ในพระสูตรนี้) ซึ่งเป็นเรื่องของการประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น

หมวดแรกของการประพฤติพรหมจรรย์ คือ ถึงทำก็เหมือนไม่ได้ทำ ซึ่งทำไปแล้วก็ไม่ได้ผลไม่สามารถที่จะก้าวหน้าไปได้ ไม่สามารถไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้นที่แท้จริงได้

หมวดแรกในข้อที่ 1 คือ ลัทธิการปฏิบัติที่เชื่อว่า ธาตุไม่มี พ่อแม่ พระพุุทธเจ้า สัตว์โลกต่าง ๆ ไม่มี ความชั่วความดีไม่มี ทุกสิ่งตายแล้วสูญมีความสิ้นสุดเพียงเท่านี้ แล้วปฏิบัติตามคำสอนที่ให้เปลือยกาย ทรมานกายให้ลำบาก เพราะเชื่อว่าเมื่อทำแล้วจะทำให้พ้นทุกข์ได้ ซึ่งคนฉลาดต้องรู้จักคิดว่าทำแล้วได้ผลจริงหรือไม่ เพราะเมื่อตั้งทิฐิไว้ผิด มีความคลาดเคลื่อน การประพฤติทางกาย วาจา ใจ ปณิธานความเห็นที่ตามมาก็จะคลาดเคลื่อนไปหมด และ การทำความเพียรในหมวดนี้จัดเป็นการทำให้ตัวเองลำบากไปเปล่าๆ และ ทำไม่ได้ผล

ในข้อที่ 2 มีนัยยะคล้ายข้อที่ 1 แต่แตกต่างตรงที่ฉันไม่ได้ฆ่าเอง แต่ใช้ให้คนอื่นฆ่า หรือ ชักชวนให้เขาทำ บุญไม่มีบาปไม่มี และประพฤติปฏิบัติให้ตัวเองลำบากด้วยการไม่นุ่งผ้า ถือถาดกระเบื้องบิณฑบาตรตามที่ต่างๆ ซึ่งมันไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ไปได้ ไม่สามารถก้าวหน้าในกุศลธรรมได้

ในข้อที่ 3 คือ อะไรก็ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทุกอย่างเป็นไปตามดวงที่มันจะเป็นไปเอง สุขบ้าง ทุกข์บ้างก็เป็นไปอย่างนั้น เกิดขึ้นเองแบบเดี่ยวๆ โดดๆ เป็นความเห็นสุดโต่งข้างหนึ่ง ทำให้เป็นความเพียรที่ไร้ผล

ในข้อที่ 4  คือ สภาวะ 7 กอง คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ ชีวะ ฯ มันเป็นสภาวะที่ยั่งยืน ไม่เสื่อม ไม่มีความขึ้นความลง ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ซึ่งเป็นความคิดที่เป็นอัตตา…ทั้งหมดคือ 4 ข้อในหมวดแรกที่พระอานนท์ยกขึ้นว่าทำก็เหมือนไม่ได้ทำ

สันทกปริพาชกได้ฟังและใคร่ครวญตามก็รู้สึกอัศจรรย์จึงขอให้ท่านพระอานนท์อธิบายต่อไป…

 

ในหมวดที่ 2 คือการประพฤติแบบไม่ลงใจ ไม่เบาใจ ทำแล้วอึดอัดไม่เข้าใจ ซึ่งเมื่อทำไปแล้วก็ไม่สามารถประพฤติให้เจริญก้าวหน้าในกุศล ถึงพระนิพพานได้ยาก พระอานนท์กล่าวถึง…

ในข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูรู้หมดในทุกสิ่งทุกอย่างว่าดีไม่ดีอย่างไร แต่ก็ไม่ได้ปฏิญญาความรู้นั้นตลอดเวลา จะมีเฉพาะเวลาที่ท่านไปตรวจสอบเท่านั้น…เปรียบเหมือนมือเท้าที่ถูกตัดขาดก็รู้…แต่จะเห็นว่ามันไม่มีก็เมื่อเวลาเพ่งดู … และความเป็นสัพพัญญูของท่านบอกไว้เฉพาะเรื่องที่ดับทุกข์ได้เท่านั้น

ข้อที่ 2 คือ การฟังตำราและอ้างว่าต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งมีการอ้างก็จะมีความผิดพลาดบ้างและทำให้หนักใจเพราะไปข้องในคำสอน-ตำราที่จำมา เมื่อไม่ลงกันก็ทำให้เกิดวิจิกิจฉา

ข้อที่ 3  กล่าวถึงการตริตรึกการใคร่ครวญพิจารณาตามปฏิภาณของตนตามเรื่องราวที่ฟังมา ซึ่งบางครั้งก็ตริตรึกไปทางชั่วที่พยาบาทเบียดเบียนและมุ่งไปทางกาม และบางครั้งก็ตรึกชั่วสลับดีไปทำให้ไม่สามารถลงใจได้ เมื่อไม่ลงใจก็จะเหนื่อยหน่ายทำให้เกิดการเลิกร้างในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นลักษณะของคนเขลา คนที่มีการศึกษาในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความไม่ลงใจ มีความคิดที่ไม่ดี หรือ เอาความดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่น จัดเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ใน 2 หมวดแรกซึ่งสันทกปริพาชกก็เห็นว่าศาสดาที่เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่นนั้นไม่ถูกต้อง

 

หมวดที่ 3 พระอานนท์กล่าวถึงเรื่องกุศลธรรมเครื่องออกจากทุกข์…ได้อธิบายถึงเรื่องการปฏิบัติจนทำให้เกิดสมาธิ ปัญญา และกล่าวถึงการมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลกและเมื่อแล้วก็มีโอกาสก็ไปฟังธรรม มีการหลีกออกจากเรือน (หลีกออกจากกาม) มาปฏิบัติอย่างดีในจุลศีล มัฌชิมศีล และ มหาศีล … มีความสันโดษจนเกิดความสงบแห่งใจขึ้น…ซึ่งใครที่ทำได้ทั้งหมดนี้กุศลธรรมจะเจริญขึ้นงอกงามขึ้น ฌาณทั้ง 4 ก็จะเจริญขึ้น โดยทั้งหมดนี้ท่านพระอานน์กล่าวแก่สันทกปริพาชกว่าต้องอาศัยศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ…เมื่อศรัทธาแล้วก็จะมีการทำศีลที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ด่างไม่พร้อยจนทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริงมีปัญญาเกิดขึ้น มีความสันโดษ รู้จักประมาณในการบริโภค สันโดษในบริขารแห่งชีวิตจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิขึ้นได้ เป็นความสุขที่เราไม่เคยพบมาก่อนเป็นความสุขที่เหนือความสุขใด ๆ

…ถ้าเราฟังแล้วเกิดศรัทธา ปฏิบัติตามที่บอกมาได้จริงๆ ก็สามารถทำให้เกิดวิชชา 3 และทำอาสวะให้สิ้นได้ แล้วในตอนท้ายของพระสูตรนี้ สันทกปริพาชกได้ให้บริษัทของตนไปประพฤติพรหมจรรย์ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยประการนี้

69
1
นาทีในการอ่าน