ปาสราสิสูตร

S08E18

Time  Index

[00:36]  อุปมากองบ่วงดักสัตว์

[03:38]  การแสวง 2 อย่าง 

[12:15]  สำนักอาฬารดาบส

[14:58]  สำนักอุกดาบส 

[16:42]  ตรัสรู้สัจธรรม

[22:12]  อุปมาสมณพราหมณ์กับฝูงเนื้อ

[32:00]  อธิบายเนื้อหาทั้งหมดในพระสูตร

ปาสราสิ (ปา-สะ-รา-สิ) หมายถึง บ่วงดักสัตว์, บ่วงดักกวางเนื้อทราย ซึ่งถ้าเป็นพระไตรปิฎกในฉบับภาษาอังกฤษก็ใช้ชื่อว่า “การแสวงหาที่ประเสริฐ” หรือ “อริยปริเยสนา” 

การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐในพระสูตรนี้แยกออกมาเป็น 6 ส่วน มีเรื่องของการเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมอง การที่คนเราไปแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเพราะอำนาจความลุ่มหลงในทรัพย์สิน เงิน ทอง เกียรติยศ ชื่อเสีียง ลาภสักการะ

เมื่อมีการแสวงหาก็มีการได้ เมื่อมีการได้ก็ปลงใจรัก พอปลงใจรักก็มีความลุ่มหลงมัวเมา เมื่อลุ่มหลงมัวเมาก็มีความกำหนัด และเริ่มเกิดความเศร้าหมอง การไปมัวเมาลุ่มหลงในสิ่งที่ทำให้เกิด แก่ เจ็บ ตายอาจทำให้สุข แต่เป็นสุขที่ทำให้เศร้าหมองเราจึงต้องตั้งสติไว้ให้ดี เมื่อเรามีสติและทราบชัดถึงโทษของความเกิด แก่ เจ็บ ตายก็แสวงทางไม่ให้เกิดไม่เจ็บไม่ตายซึ่ง “นิพพาน” จัดเป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ เพราะเป็นทางทีี่ทำไม่ให้เกิด แก่ เจ็บ ตายอีก

ส่วนที่ 2 ของพระสูตรนี้คือ กับดักของนายพราน คือคนที่ต่อให้บวชเข้ามาแล้วแต่ยังชุ่มอยู่ด้วยกามลุ่มหลงความสุขทางหู ทางตาก็ยังได้ชืื่อว่าแสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐยังตกอยู่ในบ่วงของมาร เราจะพ้นบ่วงของมารได้ก็ด้วยสมาบัติทั้ง 9 ขั้น ซึ่งถ้าใครมีสมาบัติทั้งหมดนี้ ขึ้นชื่อว่าทำให้มารตาบอด และมารชอบอยู่กับกามมากกว่าในสมาธิ นอกจากนี้สมาบัติทั้ง 9 ยังจะพาเราให้ถึงนิพพานได้

ในคัมภีร์ที่เป็นพระไตรปิฎกนี้มีเนื้อหาหลายเล่ม แต่ละเล่มก็มีเนื้อหาหลายชั้น แยกแยะเป็นหมวดหมู่เรื่องที่ยาวๆ ก็แยกเป็นทีฆนิกาย เรื่องที่มีเนื้อหาอย่างกลางที่เป็นบทสนทนาของพระพุทธเจ้าก็แยกเป็นมัชฌิมนิกายไป … ชั้นส่วนที่เอามาให้ฟังกันนี้เป็นชั้นของพระสูตรที่เป็นเรื่องราวที่มีมาแต่เดิม ในสัปดาห์นี้เนื้อหาที่เอามาให้ฟังอยู่ในมัชฌิมนิกาย

เรื่องราวใน ปาสราสิสูตร เป็นเรื่องราวที่เกิดในกรุงสาวัตถี...ปาสราสิ หมายถึง บ่วงดักสัตว์ในที่นี้หมายถึงกวางเนื้อทรายซึ่งปกติมันจะวิ่งเร็ว พอพรานจะยิงจะจับก็ทำได้ยากเลยต้องวางบ่วงเอาไว้ ส่วนพระสูตรนี้ถ้าดูในพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ เขาก็จะใช้ชื่อว่าการแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา)…ในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างการแสวงหาที่ประเสริฐ และ ไม่ประเสริฐ ทรงเล่าถึงตัวพระองค์เองให้ฟังว่าแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ แล้วมาประเสริฐอย่างไรและมาจบตรงที่บ่วงดักกวางเนื้อทรายตรงนี้…มีเรื่องราวที่เป็นเกร็ดนิดหนึ่งซึ่งเป็นลีลาของพระอานนท์ที่เป็นองค์อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้ามากๆ คือมีภิกษุรูปหนึ่งอยากฟังธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้โอกาสเสียทีเพราะบางคราวพระพุทธเจ้าก็ไปหลีกเร้นกลับมาก็เข้าที่พักทันทีี เลยมาขอกับท่านพระอานนท์ว่าอยากฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า ท่านพระอานนท์จึงให้ภิกษุรูปนี้ไปรอที่อาศรมของพราหมณ์ชื่อรัมมกะ … เหตุเพราะท่านพระอานนท์รู้อัธยายศัยของพระพุทธเจ้าด้วยความที่อุปัฏฐากใกล้ชิดมานาน เพราะปกติแล้วถ้าพระพุทธเจ้าประทับที่พระวิหารเชตวัน(ถ้านอนที่เชตวัน) ตอนเช้าก็จะเข้าไปบิณฑบาตรที่สาวัตถีทางประตูด้านทิศใต้ของเมือง พอฉันภัตเสร็จก็จะเสด็จออกไปทางทิศตะวันออกเพื่อไปหลีกเร้นที่บุปผาราม (ปราสาทของนางวิสาขา) บางปีจำพรรษาที่บุปผารามก็จะมาหลีกเร้นที่เชตวัน และทางที่จะกลับจากบุปผารามมาเชตวันก็มีท่าน้ำหนึ่งชื่อว่า บุพพโกฏฐกะ แล้วเหตุที่พระอานนท์ที่ให้เหล่าภิกษุไปรอที่อาศรมของพราหมณ์รัมมกะก็เพราะอาศรมนี้อยู่ใกล้กับท่าน้ำบุพพโกฏฐกะ…ซึ่งในทีนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาศรมนั้นก็ไม่ได้ผลุนผลันเข้าไปทันที แต่ทรงดูทีว่าเขาทำอะไรกัน และรอจนคนที่อยู่ด้านในพูดเสียงเบาลงจึงได้กระแอมขึ้น เหล่าภิกษุที่มาเฝ้ารอพระพุทธเจ้าเลยทราบการมาของพระองค์ก็เลยกราบนิมนต์พระพุทธเจ้า และเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องนี้ โดยแจกแจงแยกแยะถึงการแสวงหาที่ประเสริฐ กับ การแสวงหาที่ประเสริฐ นอกจากนี้ภิกษุเหล่านั้นได้พูดถึงความเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าจึงได้เล่าเรื่องพุทธประวัติให้ฟังด้วย ตั้งแต่ตอนที่แสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐจนมาถึงแสวงหาที่ประเสริฐ

การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐในพระสูตรนี้แยกออกมาเป็น 6 ส่วนด้วยกัน มีเรื่องของการเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมอง ถ้าเราไปแสวงหาสิ่งที่เป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมองเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐซึ่งการที่คนเราไปแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเพราะอำนาจความลุ่มหลงในทรัพย์สิน เงิน ทอง เกียรติยศ บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย ลาภสักการะ เป็นสิ่งที่คนแสวงหาและยกย่องเอาไว้...พอมีการแสวงหาก็มีการได้ เมื่อมีการได้ก็จะปลงใจรัก พอปลงใจรักก็มีความลุ่มหลงมัวเมา พอมีความกำหนัดก็เริ่มเศร้าหมอง ทำให้พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ได้คิดใคร่ครวญว่าเรามีทุกข์แล้วก็ยังไปแสวงหาสิ่งที่เป็นโทษให้กับตัวเองทำไมอีก ตัวเองมีความเจ็บไข้ ความตายอยู่แล้วยังจะหามาใส่ตัวอีก ? มันไม่ใช่การแก้ปัญหา เลยคิดหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาแก้ความเจ็บ ความตายของเราซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้อง การที่จะแสวงหาความไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายได้ จุดสำคัญคือ จิตคิดคนละแบบ คือคนที่ยังติดพันลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตายก็จะแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้เพราะไม่เห็นโทษ ส่วนที่แสวงหาความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เพราะเห็นโทษ ทราบชัดในโทษของสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา เมื่อทราบชัดถึงโทษของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็แสวงทางไม่ให้เกิดไม่เจ็บไม่ตาย …นั่นก็คือ “นิพพาน” นั่นเอง ตรงนี้จึงได้เล่าถึงพุทธประวัติของพระองค์เอง...และไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว … จากนั้นพระองค์ก็ได้ตรัสถึงส่วนที่ 2 ของพระสูตรนี้คือ กับดักของนายพราน คืออย่างคนที่บวชเข้ามาแล้วก็ตามแต่ยังชุ่มอยู่ด้วยกาม ก็ไม่ใช่การแสวงหาที่ประเสริฐ เพราะยังลุ่มหลงความสุขในทางหู ทางตา ยังได้ชืื่อว่าแสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐยังตกยังถูกผูกอยู่ในบ่วงของมารเป็นผู้ที่มารจะทำอะไรก็ได้ การจะพ้นบ่วงของมารได้พระองค์เลยยกเรื่องสมาบัติขึ้นมาแบ่งเป็นรูปฌาณ 4 อรูปสัญญาสมาบัติ 4 และขั้นที่ 9 สัญญาเวทยิตนิโรธ ใครที่มีสมาบัติทั้งหมดนี้ขึ้นชื่อว่าทำให้มารตาบอด ทำให้มารก้าวตามไม่ได้เพราะในสมาธิไม่สนุก มันจะชอบอยู่กับกามเพราะมันจะสนุกของมัน สมาบัติทั้ง 9 จะทำให้มารตามเราไม่ได้ มันจะทำอะไรเราไม่ได้ ฉะนั้นการแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐหรือไม่ประเสริฐ นั้นไม่ใช่แค่เรื่องภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือ ใจที่ไปแสวงหาความดับความพ้นความเย็น ให้พ้นจากสิ่งที่ทำให้เราติดพันมัวเมาอยู่ได้

 
20
1
นาทีในการอ่าน