เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

S08E17

Time Index

[00:36]  ธรรมะบรรยายที่ควรเสพ และ ไม่ควรเสพ

[04:09]  ธรรมะที่ควรเสพและไม่ควรเสพ จะมีผลทางกาย วาจา ใจ อย่างไร 

[31:00]  อธิบายทำความเข้าใจเนื้อหาในพระสูตร

[52:45]  อธิบายสรุปจบเนื้อหา

เสวิตัพพสูตร/เสวิสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อความก้าวหน้าในธรรมะวินัยนี้ คือ มีการพัฒนาขึ้น มีการที่จะปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นได้
ถ้าเราจะให้ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นองค์แห่งมรรคของเราให้เจริญขึ้นได้ อย่าไปคบคนที่มีศีล สมาธิ และปัญญาต่ำกว่า แต่ให้คบคนที่มีอย่างน้อยเสมอกับเรา หรือสูงกว่า

จะคบคนที่มีศีล สมาธิสูงกว่าได้ ควรมีการสักการะเคารพมาก่อน แล้วจึงค่อยเสพคบด้วย เพราะว่าต้องมีการเมตตาอนุเคราะห์กันด้วยใจอันงามตรงนี้ จะมีเมตตา มีความอนุเคราะห์กันได้ ต้องมีจิตใจที่อ่อนนุ่ม นุ่มนวล นอบน้อม พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ใน ชิคุจฉิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรรังเกียจ ไม่ควรคบด้วยเลย

ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการเสพคบกับทั้งบุคคลหรือข้อปฏิบัติเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญาของเราดีขึ้น จะสามารถทำให้เกิดผลเป็นความสุขที่เกษมขึ้นมาได้

  • ธรรมะที่ควรเสพ และ ไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแยกแยะไว้ทั้งหมด 3 หมวด ในหมวดแรกแบ่งออกเป็น 7 ข้อ , หมวดที่ 2 แบ่งเป็น 6 ข้อ และ หมวดที่ 3 แบ่งเป็น 8 ข้อ
    ในหมวดแรกได้กล่าวถึง ความประพฤติทางกาย ทางวาจาและใจ ความเกิดขึ้นแห่งจิต ความได้สัญญา ทิฐิ และความได้อัตภาพ
  • ในหมวดที่ 2 คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ควรเสพและไม่ควรเสพ
  • ในหมวดที่ 3 พระพุทธเจ้าได้แบ่ง 3 อย่างแรกเป็นเรื่องปัจจัย 4 (จีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ) 4 อย่างถัดมาเป็นเรื่องสถานที่ (หมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท) และข้อสุดท้ายหมายถึงบุคคล
  • ธรรมะที่ควรเสพและไม่ควรเสพแบ่งตามกุศลธรรม - อกุศลธรรม หากเสพแล้วทำให้อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม สิ่งนั้นก็ไม่ควรเสพ

ในธรรมะวินัยนี้มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนทั้งมนุษย์และเทวดา… สอนในเรื่องการดับทุกข์ และมีสาวกทำตามคำสอนนั้นให้เกิดความแจ่มแจ้ง ...ในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงให้ข้อเปรียบเทียบเอาไว้ ระหว่างสิ่งที่ควรเสพและสิ่งที่ไม่ควรเสพ โดยแบ่งเป็น 3 วาระด้วยกัน วาระแรกแบ่งเป็น 7 ข้อ วาระที่ 2 แบ่งไว้ 6 ข้อ ตอนที่ 3 เป็น 8 ข้อ รวมเป็น 21 ข้อ ลีลาการแยกแยะ 21 ข้อนี้น่าสนใจมาก พระสารีบุตรก็ได้ขยายความที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ โดยพระพุทธเจ้าได้รับรองยืนยันคำอธิบายของท่านพระสารีบุตรด้วย

ในธรรมะหมวดแรกได้กล่าวถึง ความประพฤติทางกาย ทางวาจาและใจ ความเกิดขึ้นแห่งจิต ความได้สัญญา ทิฐิ และความได้อัตภาพแบ่งทั้งหมดเป็น 2 แบบที่เป็นคู่ตรงข้ามคือที่ควรเสพ และ ไม่ควรเสพ โดยท่านพระสารีบุตรแจกแจงเพิ่มเติมว่า ธรรมะที่ควรเสพเมื่อเสพแล้วกุศลธรรมจะเจริญ ธรรมะที่ไม่ควรเสพเมื่อเสพแล้วกุศลธรรมที่มีจะเสื่อมถอยลงไป ...สิ่งที่ไม่ควรเสพทางกาย คือการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม เพราะเมื่อทำแล้วอกุศธรรมจะเจริญ ที่ควรเสพจากทางกายคือเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม … ในข้อแรกที่เป็นการกระทำทางกายนี้ก็คือ ศีลใน 3 ข้อแรก ถัดมาคือเรื่องของวาจา อย่างมิจฉาวาจานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสพ เพราะเสพแล้วอกุศลธรรมจะเจริญ ข้อที่ 3 คือการประพฤติทางใจ (การเพ่งเล็ง) ทรัพย์ของเขาจงมาเป็นของเรา , ความพยาบาท คิดอยากให้ผู้อื่นฉิบหาย แบบนี้ไม่ดี ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ควรเสพคือควรมีใจเมตตาไม่พยาบา ข้อที่ 4 คือการเกิดขึ้นแห่งจิต บางทีจิตไปรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วมีความพยาบาท เบียดเบียนเกิดขึ้นในจิต เกิดขึ้นในทางกามก็ไม่ควรให้เกิดขึ้น ข้อที่ 5 ความได้สัญญา(ความคิด) คือระลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้น ถ้าเป็นไปในทางกามพยาบาทเบียดเบียน มีความเพ่งเล็ง ความคิดนี้เป็นลักษณะความคิดที่ไม่ดี ข้อที่ 6ความได้ทิฐิ คือมิจฉาทิฐิและสัมมาทิฐิ ข้อที่ 7 การได้มาซึ่งอัตภาพที่บกพร่องทำให้อกุศลเจริญเช่นสัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉานเปรตวิสัยแบบนี้ไม่ดีเพราะเป็นอัตภาพที่มีแต่การเคี้ยวกินกันทำร้ายกัน เป็นอัตภาพที่บกพร่อง ส่วนอัตภาพที่ไม่บกพร่อง คือ มนุษย์ เทวดา หรือพรหม ...ในหมวดแรกพระสารีบุตรได้แยกแยะแจกแจงคู่ตรงข้ามไว้อย่างละเอียดและได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้า

ในหมวดที่ 2 คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยแยกเป็น 2 แบบอีกเช่นเคยคือสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพโดยท่านพระสารีบุตรได้ยกพุทธพจน์ขึ้นมาแยกแยะ … เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราไม่ได้แบ่งตามความชอบใจไม่ชอบใจ ว่าฟังเพลงเพราะๆ มันดี อาหารอร่อยๆ มันดี แต่ไม่ได้แบ่งตามนั้นแต่แบ่งตามกุศลและอกุศล อย่างอาหารอร่อยๆ ...อร่อยลิ้นและเกิดความลุ่มหลงยินดีในอาหารก็เกิดอกุศลจิต อย่างนี้ไม่ควรเสพ อร่อยแค่ไหนก็ไม่ควรกิน เพลงเพราะแค่ไหนก็ไม่ควรฟัง …

ในหมวดที่ 3 พระพุทธเจ้าได้แบ่ง 3 อย่างแรกเป็นเรื่องปัจจัย 4 (จีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ) 4 อย่างถัดมาเป็นเรื่องสถานที่ (หมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท) และข้อสุดท้ายหมายถึงบุคคล การเสพบุคคลก็คือการคบกับเขานั่นเอง คือคบกับบางคนแล้วมีแต่กุศลธรรมมันเกิดก็ควรเสพ แต่คบกับใครแล้วมีแต่อกุศลธรรมเกิดก็ไม่ควรไปเสพ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมะปริยายนี้ใครก็ตามที่ได้เสพไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เทวดา มาร พรหม เป็นพระในนิกายลัทธิไหนก็ตาม ได้รู้เนื้อความในธรรมะปริยายนี้แล้วจะต้องได้รับประโยชน์ เราอย่าไปตามกระแสโลก อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี… มันไม่เป็นอกาลิโกมันเป็นไปตามกระแสโลกพึ่งเอาไม่ได้ อย่าเป็นไปตามกระแสโลกให้เป็นไปตามกระแสธรรม ธรรมะปริยายนี้กล่าวนี้อกุศลและกุศล ที่ควรเสพและไม่ควรเสพ

21
1
นาทีในการอ่าน