อย่าคิดเรื่องโลก แต่จงคิดเรื่องอริยสัจ

S08E11

Time Index

[00:03]  นำเข้ารายการด้วยพระสูตร

[09:25]  อธิบายเนื้อหาใน "อุทุมพริกสูตร" 

[21:12]  อธิบายเนื้อหาช่วงที่สันธานคหบดีเข้าไปในอุทุมพริการาม

[23:56]  การบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า

[34:56]  อุปกิเลส 16 อย่างที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่เหล่าปริพาชก

[48:20]  พระพุทธเจ้ารับรองผลในการปฏิบัติเมื่อละอุปกิเลสได้

"ความคิดเรื่องทางโลกนั้นมีมากไม่จบไม่สิ้น ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าไปคิด แต่ให้คิดมาในทางอริยสัจ 4 " เรื่องราวนี้มาใน อุทุมพริกสูตร นิโครธปริพาชกตรัสถามเรื่องการบำเพ็ญตบะ ว่าบำเพ็ญอย่างไรจึงเรียกว่าบริสุทธิ์ และ อย่างไรเรียกว่าไม่บริสุทธิ์

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า “ตปัสสีวัตร” (การบำเพ็ญตบะเพื่อทรมานตัวเอง) เช่นการไม่นุ่งผ้า การให้ตัวเองอยู่ในที่ร้อนๆ การไม่กินอาหารที่เขานิมนต์ การนอนการเดินบนหนาม ฯ ทั้งหมดนี้คือการทรมานตัวเองให้ลำบาก หาความทุกข์มาทับถมตัวเอง เป็นการบำเพ็ญตบะที่ไม่บริสุทธิ์เป็นอุปกิเลส มี 16 อย่าง (1.มีดำริเต็มรอบ 2. มีการยกตนข่มคนอื่น 3.มีความเมาในการบำเพ็ญ 4.ดำริในลาภสักการะ 5. ข่มคนอื่นในลาภสักการะที่ตนได้ 6.มัวเมาในลาภสักการะที่ตนได้ 7. กำหนัดยินดีในลาภสักการะ 8. ความใคร่ในสักการะ 9. รุกรานสมณะในลัทธิอื่น 10. ริษยาอยากได้ในปัจจัยของผู้อื่น 11.นั่งในที่ที่ให้ผู้อื่นว่าตนเป็นผู้มีความเพียรในการทำตบะ 12.มีความตระหนี่ 13. เสพโทษอันปกปิดบางอย่าง ล้างบาปด้วยทุกรกิริยา 14. เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ ก็ไม่ผ่อนตามปริยายซึ่งควรจะผ่อนตาม 15.เป็นผู้มักโกรธมักผูกโกรธ 16. มีความลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา กระด้าง ถือตัวจัด เป็นผู้มีความปรารถนาลามก… เป็นมิจฉาทิฐิเป็นผู้ลูบคลำทิฐิเอง เป็นผู้ถือมั่น สละคืนได้ยาก…ถ้าบำเพ็ญตบะปราศจากการยึดถือใน 16 ข้อนี้ จะทำให้การบำเพ็ญตบะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์

 

ความรู้ของเรานั้นไม่จำกัดอยู่เฉพาะในพระไตรปิฎก แต่สามารถนำมาใช้ในเรื่องต่างอๆ ในชีวิตประจำวันของเราเพื่อให้เกิดความดีงามความเป็นมงคล ในการดำเนินชีิวิตของเราต้องพบผู้คนมากมายทำกิจต่างอๆ เราต้องมีอริยสัจ 4 ประกอบอยู่ด้วยอการตั้งจิตของเราให้อยู่ในอริยสัจ 4 ได้ คือ เราจะต้องปฏิบัติตามมรรค 8 เพราะมีเรื่องพระราชา เรื่องอำมาตย์ เรื่องเศรษฐกิจสังคม เรื่องบ้านเมืองฯ เหล่านี้เป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องที่จะทำให้เราออกนอกมรรคได้ ซึ่งเมื่อเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้ว ไม่ต้องรอ 7 ปี อย่าว่าแต่ 7 เดือน หรือ 1 เดือน ถ้าปฏิบัติตามมรรค 8 ได้แน่วแน่แล้ว จะต้องได้ผลอันยอดเยี่ยมภายใน 7 วัน

เรื่องราวนี้อยู่ใน อุทุมพริกสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาทกับพวกปริพาชกในอุทุมพริการาม...เป็นสวนที่ถูกสร้างโดยพระนางอุทุมพริกซึ่งเป็น 1 ในพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อให้พวกปริพาชกมาพักได้ มีสระบัวชื่อสุมาคธา มีเรื่องเล่าที่คนกำลังพูดเรื่องโลกกัน พวกบัณฑิตก็คุยเรื่องเลิศหรูอลังการ แต่พระพุทธเจ้าของเรานั้นหลีกออกไปบำเพ็ญทุกรกิริยา และทำความเพียรทางจิต ใช้เวลาคิดนึกและลงมือทำถึง 6 ปี แต่คนอื่นที่เขาคิด ยังติดข้องอยู่ในเรื่องโลก ทำให้ยังไม่พ้นจากเรื่องของโลก และคิดเรื่องที่ไปความหนทางธรรมพระพุทธเจ้าเรียกเรื่องเหล่านี้ว่า “ติรัจฉานกถา” เพราะทำให้ความยึดถือเจริญ แต่การปล่อยวางนั้นลดลง 

ความคิดเรื่องทางโลกนั้นมีมากไม่จบไม่สิ้น ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าไปคิด แต่ให้คิดมาในทางอริยสัจ 4  พระสูตรนี้เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าบันลือสีหนาทกับนิโครธปริพาชก เริ่มจากสันธานคหบดีที่มีความทราบดีว่าพระพุทธเจ้ามีความยินดีในการหลีกเร้น โปรดเสียงอันเบา เพราะจะได้สามารถใคร่ครวญสิ่งที่ต้องคิดต้องนึกได้อย่างดี สันธานคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างมากได้เข้าไปในอุทุมพริการาม ซึ่งพวกปริพาชกเห็นเข้าก็เตือนกันให้เงียบเสียงลง แล้วสันธานคหบดีก็ได้พูดโต้วาทะกับพวกปริพาชกโดยถึงว่าพระพุทธเจ้ายินดีในความสงัดเงียบ พูดเรื่องไม่ดีของปริพาชกที่กล่าวสิ่งที่ขวางทางธรรม แต่ปริพาชกสวนว่าพระพุทธเจ้ามีปัญญาน้อยเลยปรารถนาที่จะอยู่เงียบๆ ไม่กล้าที่จะออกไปพบใครเหมือนแม่โคตาบอดที่กลัวเดินออกไปโดนเขา โดนหางโคตัวอื่น แล้วถ้าพระพุทธเจ้ามาที่แห่งนี้พวกปริพาชกจะกล่าวโต้วาทะให้กลิ้งเหมือนหม้อเปล่าที่จะดันไปทางนั้นทางนี้ได้ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวัดเวฬุวันได้ยินข้อความนี้ด้วยทิพยโสตธาตุ (หูทิพย์) ของพระองค์ จึงมีพระดำริว่าจะไปบันลือสีหนาท ณ ที่นั้น ด้วยการหายตัวจากวัดเวฬุวัน มาเดินจงกรมที่ริมฝั่งสระบัวสุมาคธา พอพวกปริพาชกเห็นพระพุทธเจ้าปรากฏกายขึ้นก็พากันเงียบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามกับพวกนิโครธปริพาชกว่าสนทนากันด้วยเรื่องใดอยู่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าก็ได้ เอาเรื่องการปฏิบัติของพวกปริพาชกนี่แหละ พวกปริพาชกได้ยินอย่างนี้ก็ฮือฮา นิโครธปริพาชกจึงเอ่ยถามเรื่อง "การบำเพ็ญตบะ" ว่าบำเพ็ญอย่างไรจึงเรียกว่าบริสุทธิ์ และ อย่างไรเรียกว่าไม่บริสุทธิ์

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า “ตปัสสีวัตร” (การบำเพ็ญตบะเพื่อทรมานตัวเอง) เช่นแการไม่นุ่งผ้า การให้ตัวเองอยู่ในที่ร้อนๆ การไม่กินอาหารที่เขานิมนต์ การนอนการเดินบนหนาม ฯ ทั้งหมดนี้คือการทรมานตัวเองให้ลำบาก หาความทุกข์มาทับถมตัวเอง เป็นการบำเพ็ญตบะที่ไม่บริสุทธิ์เป็นอุปกิเลส มีอุปกิเลส 16 อย่าง

1) แมีดำริเต็มรอบ 2) มีการยกตนข่มคนอื่น 3) มีความเมาในการบำเพ็ญ 4) ดำริในลาภสักการะ 5) ข่มคนอื่นในลาภสักการะที่ตนได้ 6) มัวเมาในลาภสักการะที่ตนได้ 7) กำหนัดยินดีในลาภสักการะ 8) ความใคร่ในสักการะ 9) รุกรานสมณะในลัทธิอื่น 10) ริษยาอยากได้ในปัจจัยของผู้อื่น 11) นั่งในที่ที่ให้ผู้อื่นว่าตนเป็นผู้มีความเพียรในการทำตบะ 12) มีความตระหนี่ 13) เสพโทษอันปกปิดบางอย่าง ล้างบาปด้วยทุกรกิริยา 14) เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ ก็ไม่ผ่อนตามปริยายซึ่งควรจะผ่อนตาม 15) เป็นผู้มักโกรธมักผูกโกรธ 16) มีความลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา กระด้าง ถือตัวจัด เป็นผู้มีความปรารถนาลามก เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นผู้ลูบคลำทิฐิเอง เป็นผู้ถือมั่น สละคืนได้ยาก

"ถ้าการบำเพ็ญตบะปราศจากการยึดถือใน 16 ข้อนี้ จะทำให้การบำเพ็ญตบะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์" นิโครธปริพาชกได้ยินที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอย่างนี้ก็บอกว่าเป็นแก่นของการบำเพ็ญตบะ แต่นิโครธปริพาชกพูดด้วยความสักแต่ว่า ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ พูดด้วยความคดไม่ได้คิดจะทำให้บริสุทธิ์จริง ๆ ส่วนสันธานคหบดีก็แย้งว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมานิโครธปริพาชกไม่ได้พูดอย่างนี้  จะทำให้เหมือนหม้อเปล่าที่กลิ้งไปกลิ้งมา พอไม่มีทางออกทางไปปริพาชกก็เลยขอโทษขอขมาพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าได้เปิดช่องให้กับพวกปริพาชกว่า “ใครก็ตามที่เป็นคนตรง ไม่โอ้อด ไม่มีมารยา ถ้าปฏิบัติตามคำสอนจะทำให้ถึงที่สุดแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ได้ภายในเวลา 7 ปี ...หรือถ้า 5 ปี 1 ปี 7 เดือนยังมากไปเอา 1 เดือนพอ ถ้าปฏิบัติตามที่สอนต้องได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 1 เดือน หรือกึ่งเดือน แต่ถ้า15 วันนานไปก็สามารถได้ภายใน 7 วันก็ยังได้” 

38
1
นาทีในการอ่าน