โลมหังสนปริยาย

S08E09

Time  Index 

[02:31]  เริ่มเข้าสู่การอธิบายเนื้อหา "มหาสีหนาทสูตร" 

[13:00]  สุนักขัตตะอยากมีตาทิพย์ หูทิพย์ แต่พระพุทธเจ้าไม่สอนให้

[19:30]  พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาท

[29:34]  อธิบายเรื่องเวสารัชชธรรม

[35:08]  อธิบายการกำเนิด 4 อย่าง

[49:09]  อธิบายจุดสำคัญของพระสูตรนี้

  สืบเนื่องมาจาก “มหาสีหนาทสูตร” ปรารภภิกษุที่เพิ่งลาสิกขาไปด้วยความไม่ชอบใจ ขัดใจ ท้อถอยและมากล่าวตู่ ต่อว่าพระพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา มีชื่อว่า “สุนักขัตตลิจฉวีบุตร”  พระพุทธเจ้าจึงทำการบันลือสีหนาทแก่ท่านพระสารีบุตรฟัง ซึ่งในที่นั้นมีภิกษุชื่อ นาคสมาละ ร่วมฟังอยู่ด้วยก็ถึงกับขนลุกซู่เมื่อได้ยินพระพุทธเจ้าบันลือสีหนาท พระพุทธเจ้าจึงให้ชื่อธรรมปริยายนี้ว่า “โลมหังสนปริยาย”

  บุคคลผู้มักโกรธ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ หรือ เสพคบ, หากเรามีความคิดที่เป็นมิจฉาทิฐิก็จะทำให้เกิดมิจฉาสมาธิตามมา และให้เรามีความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้ดีมากยิ่งขึ้น อะไรที่เป็นทิฐิไม่ดีก็ให้เราสละคืน ไม่ให้ด่างพร้อย ให้ขจัดความคิดคำพูดที่ไม่ดีนั้นเสีย เพราะทำให้ไปทางไม่ดี ถ้าทำให้ดีแล้วจะมีนิพพานเป็นที่ไปได้ นิพพานนั้นเปรียบเหมือนที่ราบลุ่ม มีความเกษมมีความปลอดภัยมีความเย็นมีความสบาย

มหาสีหนาทสูตร ปรารภภิกษุที่เพิ่งลาสิกขาไปด้วยความไม่ชอบใจ ขัดใจ ท้อถอย และมากล่าวตู่ต่อว่าพระพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา มีชื่อว่า “สุนักขัตตลิจฉวีบุตร” เป็นพวกของเจ้าวัชชี กรุงไวสาลี หรือที่พวกเขาเรียกกันว่าลิจฉวี มหาสีหนาทสูตรเป็นพระสูตรที่ปรารภถึงสุนักขัตตคนนี้ พระพุทธเจ้าจึงทำการบันลือสีหนาทให้กับท่านพระสารีบุตรฟัง ซึ่งในที่นั้นมีภิกษุชื่อ นาคสมาละ ร่วมฟังอยู่ด้วยก็ถึงกับขนลุกซู่เมื่อได้ยินพระพุทธเจ้าบันลือสีหนาท พระพุทธเจ้าจึงให้ชื่อธรรมปริยายนี้ว่า “โลมหังสนปริยาย”

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์พรรษา 80 ปี ก่อนพรรษาสุดท้าย สืบเนื่องที่พระพุทธเจ้ามาเทศน์ที่เมืองไวสาลีและมีผู้บรรลุธรรม ซึ่งผู้ที่บรรลุธรรมก็ได้พยากรณ์การบรรลุธรรมของเขา สุนักขัตตลิจฉวีบุตรได้ยินก็มาถามพระพุทธเจ้าว่าทุกคนที่ฟังธรรมแล้วบรรลุกันหมดทุกคนเลยหรือ ซึงพระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ไม่ใช่”

เปรียบเหมือนหมอผ่าตัดที่หมอรักษาดีแล้ว แต่ถ้าคนไข้รักษาตัวไม่ดี กินของแสลง ถูกลมถูกแดด แผลก็สามารถเน่ากลับมาได้ แต่ถ้ารักษาแผลอย่างดี ทำตามที่หมอสั่ง แผลก็ปิดสนิทดี เนื้อขึ้นเต็มดี ไม่นานก็จะหาย

สุกขัตตได้ฟังธรรมนี้ก็คิดว่ามีเหตุผลดี ก็เลยตัดสินใจบรรพชาติดตามพระพุทธเจ้าอยู่ 3 ปี แล้วเกิดได้ตาทิพย์ เห็นว่านางอัปสรมีความเป็นอยู่อย่างไร ในสวนนันทวัน สวนจิตรลดา เห็นความสวยงามอลังการของเทวดา ก็เริ่มอยากได้ยินเสียงเทวดาต่าง ๆ เพราะตัวเองไม่มีหูทิพย์ จึงขอให้พระพุทธเจ้าสอนการใช้หูทิพย์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้...แต่สอนให้มีสัมมาทิฐิ แต่เขาก็ทำไม่ได้ แล้วตัวเองก็ไปฝึกทำเองด้วยมิจฉาทิฐิ จนเกิดมิจฉาสมาธิ และเกิดมิจฉายานะจนมีตาทิพย์ แล้วก็มีความคิดเฉออกนอกทางจนลาสิกขาไป และออกไปด่าพระพุทธเจ้าด้วยจิตใจที่มักโกรธ หาเรื่องมาติเตียนต่าง ๆ ด้วยเรื่องญาณทัสสนะในตัวของพระพุทธเจ้าว่าไม่มี ส่วนคำสอนที่สอนจนคนอื่นทำได้ บรรลุได้ เพราะท่านเทศน์บอกสอนเก่ง เสียงไพเราะ การบอกสอนนั้นตริตรึกเอาเองเท่านั้น เรื่องที่จะบรรลุธรรมได้เองจริง ๆ ไม่มี

ในวันนั้นท่านสารีบุตรไปบิณฑบาตรที่เมืองไวสาลีก็ได้ยินข่าวนี้ แต่ไม่ได้แก้ข่าวเพราะท่านมีความกรุณาในสุนักขัตตที่กำลังลุแก่อำนาจความโกรธ ถ้าท่านพูดอะไรไปก็จะยิ่งมีภาระหนักแก่พระพุทธเจ้า และท่านพระสารีบุตรคิดว่าเดี๋ยวหมดคำพูดแล้วก็จะหยุดเองเลิกพูดไปเอง และนำข่าวนี้มากราบเรียนพระพุทธเจ้า เป็นที่มาที่พระพุทธเจ้ากล่าวบันลือสีหนาทในครั้งนี้

พระพุทธเจ้าทรงบรรลุอิทธิวิธี บรรลุโสตธาตุ เจโตปริยญาณ ศีลในขั้นสมาบัติต่าง ๆ การมีอิทธิวิธีในทางยอดปัญญา การมีทิพยโสต กำหนดรู้จิตของผู้อื่น และทรงมีกำลังที่อาศัยแล้วสามารถมีกำลังประกาศธรรมในหมู่บริษัททั้งหลายได้คือ ตถาคตพลญาณ10 อย่าง หรือ ทศพลญาณ 10 อย่าง คือพลัง 10 อย่างที่เป็นญาณหยั่งรู้ของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย

1) การหยั่งรู้สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้  2) การรู้ผลของวิบากกรรม  3) รู้คติที่ไปของสัตว์ต่าง ๆ  4) หยั่งรู้สภาวะของโลกที่ประกอบด้วยธาตุต่างๆ  5) รู้ความโน้มเอียงและความถนัดของบุคคล  6) รู้ความยิ่งความหย่อนของอินทรีย์  7) รู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วในการเข้าวิโมกข์เข้าสมาบัติต่าง ๆ  8) หยั่งรู้ในอดีตแต่หนหลังได้  9) รู้ในการจุติและอุบัติ 10) อาสวักขยญาณ

ทั้ง 10 ข้อนี้ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่องอาจและแกล้วกล้า ทำให้สามารถบันลือสีหนาทได้ นอกจากนี้ทรงมีเวสารัชชญาณ 4 อย่าง คือ ความกล้าหาญความองอาจที่ไม่มีใครกล้าทำอะไรได้ ประกอบด้วย

1) ความเป็นสัมมาสัมพุทธะ มีสัมมาสัมโพธิญาณ 2)  ขีณาสวปฏิญญา คือการปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพละอาสวะได้หมดแล้ว 3)  ธรรมะที่บอกไว้เป็นไปตามที่บอกจริง ๆ คือฆ่าสัตว์จะทำให้อายุสั้น 4) ธรรมะที่เป็นเมตตาจะละความพยาบาทได้ เมื่อทำแล้วก็จะทำได้ผลเช่นนั้นจริง ๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังสามารถนำไปใช้ไปพัฒนาให้เกิดความแกล้วกล้า กล้าหาญขึ้นมาได้

เนื้อหาในพระสูตรนี้ยังบอกว่าพระองค์เป็นผู้รู้บริษัท 8 อย่าง คือ ขัตติยบริษัท, พราหมณ์บริษัท, คฤหบดีบริษัท, สมณบริษัท, จาตุมหาราชิกบริษัท, ดาวดึงสบริษัท, มารบริษัท, และพรหมบริษัท ที่เข้าไปทักทายปราศรัย ไปสนทนา สากัจฉายังใจกับบริษัทนั้น ๆ ให้มีความยินดีพอใจและจากไป

ทรงทราบถึงการกำเนิด 4 อย่าง และคติ 5 คือ การที่ไปของคน, มีนรก, เดรัจฉาน, เปรต, มนุษย์ และเทวดา แล้วอย่างกรณีของสุนักขัตตก็กำลังทำทางสายเดียว คือทางที่ถูกนำตัวไปเก็บไว้ที่นรก ถ้ายังไม่เลิกไม่หยุดกล่าวถ้อยคำชั่วช้าเหล่านั้น แต่ถ้าทำดีเส้นทางสายนี้ก็จะพาไปสวรรค์ ไปนิพพาน

คนที่ปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาที่เป็นทางให้บรรลุมรรคผล มีนิพพานเป็นที่สุดจบ ซึ่งเหมือนสระโบกขรณีมีท่าน้ำเย็น ถ้าร้อนก็ไปหลบร้อนที่ราวป่าได้ คนที่มีสัมมาทิฐิมีความเห็นที่ถูกต้อง ได้ยินได้ฟังอะไรมาก็มีความเห็นถูก จิตใจของคนนั้นก็จะมุ่งดิ่งสู่นิพพาน ตรงข้ามกับคนที่มุ่งจะตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้า ไม่มีศรัทธา มีมิจฉาทิฐิ ที่ไปก็มีทางเดียวที่ไปก็คือ นรก  แล้วจุดสำคัญของพระสูตรคือตรงจุดที่ความสามารถในการกำหนดบทพยัญชนะของพระพุทธเจ้าแม้จะในวัย 80 กลับไม่มีความผิดเพี้ยน ยังมั่นคงตลอดในเรื่อง สติปัฏฐาน 4, อิทธิบาท 4, สัมมัปทาน 4, พละ 5, อินทรีย์ 5, โพชฌงค์ 7 และ อริยมรรคมีองค์ 8  คำพูดนี้ยังมีความไหลลื่น ตอบได้หมด ไม่มีคำว่าจนมุมด้วยปัญญาที่มีมากจนพระนาคสมาละที่ถวายงานพัดอยู่ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา

เมื่อเราฟังธรรมขนาดนี้แล้วให้เรามีความมั่นใจในพระพุทธเจ้า และ ปฏิบัติให้ดีมากยิ่งขึ้น อะไรที่เป็นทิฐิไม่ดีก็ให้เราสละคืน ไม่ให้ด่างพร้อย ให้ขจัดความคิดคำพูดที่ไม่ดีนั้นเสียเพราะทำให้ไปทางไม่ดี ถ้าทำให้ดีแล้วจะมีนิพพานเป็นที่ไปได้ นิพพานนั้นเปรียบเหมือนที่ราบลุ่ม มีความเกษมมีความปลอดภัยมีความเย็นมีความสบาย

48
1
นาทีในการอ่าน