อัมพลิฏฐิกราหุโลวาทสูตร

S0806

Time  Index 

[00:34]  อัมพลัฏฐิกราหุโลวาทสูตร 

[04:12]  อุปมาด้วยช้างต้นที่มีงางอนงาม

[06:46]  อุปมาด้วยแว่นส่องหน้า

[13:18]  มหาราหุโลวาทสูตร 

[29:54]  อธิบายเนื้อหาพระสูตรทั้งหมด

[00:00]

อัมพลิฏฐิกราหุโลวาทสูตร...พระพุทธเจ้าอุปมาความเป็นสมณะกับน้ำในขัน เพื่อให้สามเณรราหุลเห็นว่าการพูดเท็จเพื่อให้เกิดความตลก ทำให้ความเป็นสมณะลดลงไปเหมือนน้ำในขันที่เหลือไม่กี่หยด

ช้างศึกที่มีงางอนงามเมื่อต่อสู้ในสงครามก็จะสู้อย่างไม่มีอะไรจะเสีย เปรียบเหมือนคนพูดชั่ว – ทำชั่ว เมื่อทำไปได้ครั้งหนึ่ง ความชั่วอื่น ๆ ก็จะตามมา

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาที่แว่นส่องที่ไว้ตรวจดูกรรมของตน ว่าได้เบียดเบียนผู้อื่นและเบียดเบียนตนหรือไม่ ถ้าได้กระทำการเบียดเบียนผู้อื่นและตนเองก็ให้เปิดเผยความผิดนั้นและสำรวมระวังต่อไป
มหาราหุโลวาทสูตร พระพุทธเจ้าเทศน์สอนพระราหุลให้เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณไม่มีความเป็นตัวตนไม่ใช่ของเรา รวมถึงธาตุทั้ง 5 และท่านพระสารีบุตรยังได้ชี้แนะสามเณรราหุลในเรื่องของอานาปานสติ

นอกจาก อัมพลิฏฐิกราหุโลวาทสูตร แล้ว ยังได้รวบรวมพระสูตรหลัก ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนพระราหุลในวาระที่แตกต่างกัน ได้แก่ มหาราหุโลวาทสูตร และ จูฬราหุโลวาทสูตร อีกด้วย

พระสูตรที่รวบรวมให้ฟังคราวนี้เป็นเรื่องของท่านพระราหุล มีด้วยกัน 3 พระสูตร ...โดยพระสูตรแรกคือพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระราหุลขณะที่เป็นสามเณรน้อยอายุ 7 ขวบ ซึ่งด้วยความเป็นเด็กก็อาจจะพูดจาคึกคะนองไปบ้าง พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์สอนแบบหนึ่ง ในวาระที่ 2 ก็ตรัสกับท่านพระราหุลที่เป็นเณรใหญ่แล้วอายุสัก 17 - 18 ปี ก็ทรงสอนอีกแบบ…. ส่วนในพระสูตรที่ 3 ก็เทศน์สอนในตอนที่ท่านพระราหุลมีอินทรีย์แก่กล้า ขณะที่บวชเป็นภิกษุยังไม่ได้ 1 พรรษา ก็ทรงเทศน์สอนธรรมะที่มีความละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปตามวาระต่างๆ

อัมพลัฏฐิกราหุโลวาทสูตร สมัยที่พระพุทธเจ้าของเราทรงออกผนวชเมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ในขณะนั้นพระราหุลได้ประสูติแล้ว ถัดจากนั้นพระพุทธเจ้าก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังทำความเพียร 6 ปี ทรงอยู่จำพรรษา 3 ปีก่อนเสด็จกลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์และได้พบท่านพระราหุลซึ่งขณะนั้น อายุ 7 - 8 ปี และได้ของผนวชกับพระพุทธเจ้าในคราวนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีการสอนที่แยบคายในการสอนเด็กเล็ก ๆ หรือ เณรน้อยด้วยอุปมาอุปไมยด้วยขันตักน้ำ ซึ่งในสมัยนั้นสามเณรราหุลออกบวชแล้วก็ได้พักอยู่ที่ปราสาทอัมพลัฏฐิก ใกล้วัดเวฬุวัน

พระพุทธเจ้าออกจากที่หลีกเร้นในตอนเย็นไปหาสามเณรราหุล อย่างขันน้ำที่เหลืออยู่น้อย ถ้าเราพูดเล่นพูดตลก กล่าวเท็จเพื่อให้ตลกนั้นทำให้ความเป็นสมณะ ความเหล่ากอของสมณะก็จะเหลือน้อยนิดเดียว อุปมาครั้งที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงเทน้ำในขันน้ำที่เหลือน้อยนิดทิ้งเสีย แล้วเทศน์แบบเดิม อุปมาครั้งที่ 3 ทรงคว่ำภาชนะนั้นลงจนไม่เหลือน้ำ พอครั้งที่ 4 ได้ทรงหงายภาชนะนั้นขึ้น แล้วทรงเทศน์เหมือนเดิมโดยชี้ให้เห็นว่ามีหยดน้ำเกาะภาชนะเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนที่พูดกล่าวเท็จทั้งที่รู้ เพียงเพื่อพูดเล่นพูดตลก ทำให้ความเป็นสมณะเหลือน้อยนิดเดียว

และทรงอุปมาถึงช้างมีงอนงามที่เข้าสงครามก็ต้องถูกเขาตี - ฟันแทงมามันก็ใช้ขา ใช้ส่วนท้ายเข้าตีกับข้าศึก และแน่นอนว่ามันจะต้องบาดเจ็บเพราะถูกเขาแทงมาด้วยก็ต้องเสียความงดงามไป แต่เมื่อช้างฃไม่มีอะไรจะเสียแล้วมันก็จะทำทุกอย่างไม่มีอะไรที่มันจะทำไม่ได้ เปรียบเหมือนคนที่พูดเท็จทั้งที่รู้...เมื่อทำชั่วไปแล้วหนหนึ่ง ความชั่วอื่นๆ ก็จะตามมา … และทรงอุปมาถึงแว่นส่องหน้า (กระจก) ที่ไว้ส่องกรรมคือการกระทำของตนเองไว้ว่า ก่อนทำจะเบียดเบียนใครก็อย่าทำ แต่เมื่อเผลอทำไปแล้วเกิดระลึกได้ว่าเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นก็เลิกทำเสีย และถ้าพึ่งระลึกได้ทีหลังก็ให้เปิดเผยความผิดนั้นเสียและสำรวมระวังไม่ให้เบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เกิดอีก แต่ถ้าสิ่งที่ทำนั้นดีก็ให้อยู่ในปีติปราโมทย์

มหาราหุโลวาทสูตร เทศน์สอนตอนท่านราหุลเป็นสามเณรอายุ 17 - 18 ปี เดินตามพระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตรก็เกิดความกำหนัดในรูปว่าพระพุทธเจ้าทรงงามนัก แต่แม้เพียงเล็กน้อยเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบก็รีบหันกลับมาสอนทันทีว่า ให้เห็นรูปตามความเป็นจริง ท่านราหุลได้ยินดังนั้นก็ไม่ฉันข้าว เพราะเป็นผู้ใฝ่ศึกษาและก็ไถ่ถามข้อมูลจากพระพุทธเจ้ามากขึ้น พระพุทธเจ้าจึงอธิบายว่ามี เวทนา สัญญา สังขารด้วย ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตนของเรา ท่านราหุลได้รีบกลับวัดเพื่อไปใคร่ครวญธรรมที่พระพุทธเจ้าบอกสอน ขณะนั้นท่านพระสารีบุตรอยู่ในวัดไม่ได้ออกไปบิณฑบาตร เห็นสามเณรราหุลนั่งสมาธิอยู่ใต้ร่มไม้ด้วยความที่ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของสามเณรราหุลด้วยจึงได้สอนเรื่องอาณาปานสติด้วย ซึ่งตอนเย็นสามเณรราหุลก็ได้ไปกราบเรียนถามพระพุทธเจ้าเรื่องอานาปานสติเพิ่มเติม แต่พระพุุทธเจ้าสอนเรื่องธาตุ 4 ธาตุ 5 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทราบว่าใครเหมาะกับธรรมะแบบไหนจึงเทศน์เรื่องนี้แก่สามเณรราหุล

จูฬราหุโลวาทสูตร พระพุทธเจ้าเทศน์สอนท่านพระราหุลที่เพิ่งบวชเป็นภิกษุได้ไม่ถึงพรรษา ซึ่งในขณะนั้นพระราหุลมีอินทรีย์แก่กล้าเต็มที่แล้ว คำว่า "อินทรีย์แก่กล้า" คือพร้อมที่จะบรรลุธรรม (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เหมือนผลไม้ที่สุกจัดบนต้นพร้อมจะหลุดจากขั้ว

ช่วงเวลานั้น พระพุทธเจ้าชวนท่านพระราหุลออกไปหลีกเร้นหลังฉันภัตเสร็จ ได้สอบถามท่านพระราหุลว่ารูปเที่ยงหรือไม่ ? (ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า), สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? (เป็นทุกข์พระเจ้าข้า), สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือที่จะเห็นว่านั้นเป็นของเราเป็นตัวตนของเรา (ไม่ควรพระเจ้าข้า)  ทั้ง 3 คำถามนี้เป็นคำถามที่พระพุทธเจ้าถามพระราหุลแต่ไม่ใช่ถามแค่ 3 ครั้ง ทรงถามถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ถามถึงรููป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์  ถามอย่างนี้ไป 6 รอบ และแยกไปอีก 6 อย่าง แยกเป็นอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก รวมถึงวิญญาณการรับรู้อีก 6 อย่าง รวมถึงผัสสะที่รับรู้ในแต่ละอายตนะอีก 6 อย่าง, สัญญาเวทนาที่เกิดทางอายตนะอีก 6 อย่าง ทรงถามทั้งหมดนี้แก่พระราหุลรวม 90 ครั้ง เมื่อท่านพระราหุลถูกทวนถามอย่างหนักขนาดนี้ก็ถึงกับเบื่อ  แต่เป็นเบื่อหน่าย  ไม่ใช่เบื่อเซ็ง เบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนปล่อยวาง ทำอาสวะให้สิ้นบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่นั้น ส่วนเทวดานัับ 1,000 ที่ตามมาก็บรรลุเป็นโสดาบันไปด้วย

คำว่า “ปล่อยวาง” บางคน ลูกผัวเป็นอย่างนี้ก็ปล่อยวางไป เศรษฐกิจไม่ดีปล่อยวางไป บอกว่าปล่อยวาง ๆ แต่ก็ปล่อยไม่ได้จริง ๆ เพราะอินทรีย์ไม่แก่กล้า ส่วนคนที่มีอินทรีย์แก่กล้าจึงจะวางได้หมด ไม่ยึดถืออีก

 
43
1
นาทีในการอ่าน