นันทโกวาทสูตร

S08E05

Time  Index

[00:38]  นันทโกวาทสูตร

[03:12]  พระนันทกะให้โอวาทภิกษุณีในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

[07:51]  พระนันทกะยกอุปมาด้วยประทีปน้ำมัน และ ต้นไม่ใหญ่มีแก่น

[15:48]  พระนันทกะยกเรื่องโพชฌงค์ 7 อธิบาย

[19:25]  พระนันทกะแสดงธรรมแก่ภิกษุณีซ้ำเป็นคราวที่ 2

[33:35]  อธิบายเนื้อหาในพระสูตร

นันทโกวาทสูตร เป็นพระสูตรที่กล่าวถึงการที่ท่านพระนันทกะไปเทศน์สอนภิกษุณี ในเรื่องความไม่เที่ยงเหมือนกับที่สอนท่านพระราหุล โดยยกเรื่องผัสสะ ความคิดความรู้สึกหรืออย่างใดอย่างหนึ่งว่ามันไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือที่จะเห็นว่านั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นของเรา, สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? สิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงนั่นคือ “สภาวะ” มีการปรุงแต่งตัวมันเองและสิ่งอื่นๆ สภาวะที่ไม่มีความคงทน – ทนอยู่ไม่ได้มีความเป็นทุกข์ อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มีความไม่เที่ยง…เป็นทุกขลักษณะไม่ใช่ทุกขเวทนา

เปรียบเหมือนเนื้อข้างในนั้นเป็นอายตนะภายใน ส่วนหนังข้างนอกเป็นอายตนะภายนอก 6 เนื้อล่ำในระหว่างเอ็น ในระหว่างเครื่องผูก คำว่า "ในระหว่าง" นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคเป็น "ปัญญา" ซึ่งใช้เถือแล่คว้านกิเลสในระหว่างสัญโญชน์เครื่องผูกออก

โพชฌงค์ 7 จึงทำให้เราสามารถแยกอายตนะภายนอก – ภายใน และเครื่องผูกออกจากกันได้ และไม่เกิดการกลับกำเริบขึ้นอีก

นอกจากนี้ท่านนันทกะยังเปรียบเทียบกับตะเกียงน้ำมัน ที่ประกอบด้วยน้ำมัน ไส้น้ำมัน พอจุดแล้วก็เกิดเปลวไฟ น้ำมันก็ต้องคอยเติมเรื่อยๆ ไส้น้ำมันก็กุดไป ส่วนเปลวไฟก็มีความโชนขึ้นและหรี่ลงตามความสูงของไส้ และน้ำมัน...ตัวน้ำมัน เปลวไฟและไส้ก็มีความแปรปรวนไม่เที่ยง แม้แต่แสงและความร้อนที่ออกมาจากเปลวไฟก็ไม่เที่ยงเช่นกัน

เปรียบเหมือนอายตนะภายในทั้ง 6 นั้นไม่เที่ยงเพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็ไม่เที่ยงด้วยเหมือนกัน หรืออย่างต้นไม้ก็มีรากมีลำต้น กิ่ง และใบที่ค่อยๆ มาจากต้นอ่อน ๆ พอโตขึ้น เงาของพระอาทิตย์ก็เปลี่ยนไป แม้แต่รากของต้นไม้เองก็ไม่เที่ยง กิ่งและใบก็ไม่เที่ยงจะบอกว่าเงามันเที่ยงมันคงอยู่ ก็ไม่ได้

ถ้าเราเอาของไม่เที่ยงกับของไม่เที่ยงมารวมอยู่ด้วยกันและบอกว่ามันเที่ยงก็ไม่ถูก เหมือนอย่างยาที่เขาบอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะ แต่ยามันก็มีวันหมดอายุ ถ้ากินไปแล้วจะไม่หมดอายุเป็นไปได้หรือ?...เพราะฉะนั้นถ้าพูดว่ามันเที่ยงก็ไม่สมเหตุสมผล เป็นคำพูดที่ไม่มีหลักฐาน หาแก่นสารไม่ได้ 

เปรียบดังคนฆ่าโคซึ่งเอามีดปาดส่วนเนื้อข้างในและหนังออกจากกัน สิ่งที่จะยึดหนังกับเนื้อกับหนังเอาไว้ ก็ปาดออกได้ 3 ส่วน คือ เนื้อ หนังและเอ็นที่เป็นเครื่องผูกต่าง ๆ…เปรียบเหมือนหนังเป็นอายตนะภายนอก เนื้อเป็นอายตนะข้างใน ส่วนเอ็นเครื่องผูกคือนันทิราคะ (กิเลส เครื่องร้อยรัด สังโยชน์) ที่เป็นความเพลินที่ทำให้ติดกันอยู่ ทำให้จิตใจเราไปผูกยึดกับเสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส และสัมผัสต่าง ๆ เพราะอำนาจของนันทิราคะ

การจะเห็นว่ามันแยกเป็นส่วน ๆ คืออริยะปัญญาที่จะปาดหนัง เนื้อ และเครื่องผูกเป็นส่วน ๆ พอเห็นว่ามันแยกเป็นส่วน ๆ ก็จะไม่มีการกลับกำเริบ ซึ่งการจะทำได้ต้องเจริญโพชฌงค์ 7

36
1
นาทีในการอ่าน