ธรรมอันเป็นรากแห่งความสุข

ธรรมอันเป็นรากแห่งความสุข
S07E45

Time Index

[00:21] เริ่มการปฏิบัติด้วยตั้งสติขึ้น ทำจิตให้วิเวก ระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพุทโธ

[12:28] พุทธสุภาษิต เรื่อง “ทรงเป็นเอกบุคคล”

[15:30] ใต้ร่มโพธิบท อธิบายขยายความ ข้อธรรมใน ทีฆชาณุสูตร และ ปัตตกัมมสูตร

[17:00] ธรรม 4 ประการ อันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก

[20:50] ทางให้ได้มาซึ่งความสุขในชีวิต คือเป็นผู้มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา (ทำความเข้าใจคำว่า “ความสุขในชีวิต”)

[25:30] ศรัทธา

[26:48] ศีล

[33:26] จาคะ

[36:58] ปัญญา

[40:08] วิธีการใช้งาน ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา

[47:14] การแบ่งทรัพย์ตามหน้าที่ 4 อย่าง

[59:22] สรุป การที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ให้อย่างมีความสุข ให้อย่างเป็นไปตามธรรม การครองเรือนนั้นบางทีมันก็มีเรื่องราว จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และ ปัญญา ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ จะไม่ให้เรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นเติบโตไปไม่ดี เรารีบดับเสียด้วยธรรมะ แม่บทที่ยกมาในวันนี้คือ หัวข้อที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้กับพยัคฆปัชชะและอนาถบิณฑิกเศรษฐี ให้เข้าใจถึงความหมายในแง่มุมว่า แจกแจงออกแล้วจะทำให้เกิดความร่มเย็น จะทำให้เรามีธรรมะได้อย่างไร

เมื่อปรารถนาที่จะแสวงหาให้ได้มาซึ่งความสุขอันเป็นที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก...จะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งความสุขในชีวิตเหล่านี้

จุดเริ่มต้นที่คุณสามารถทำเองได้ในปัจจุบันขณะ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนธรรมที่เหมาะแก่ฆราวาสผู้ครองเรือน แก่ผู้ที่ยังยินดีด้วยกาม ที่เมื่อพึงประกอบในธรรมอันเป็นรากฐานนี้แล้ว จะเป็นแนวทางดำเนินชีวิตให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรม) และความสุขในภายหน้า (สัมปรายะ)

พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมที่เหมาะแก่ฆราวาสผู้ครองเรือน อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรม) และความสุขในภายหน้า (สัมปรายะ) ในที่นี้จะยกขึ้นมา 2 สูตรที่มาในอังคุตตรนิกาย หมวดธรรมที่เป็นข้อ ๆ มาใน 8 ข้อบ้าง 4 ข้อบ้าง คือ

ทีฆชาณุสูตร (ตรัสตอบข้อสงสัยของทีฆชาณุ ชาวเมืองโกฬิยะ หรือที่เรียกกันว่า พยัคฆปัชชะ ที่ว่า ทำอย่างไร ถึงจะมีความสุขในชีวิตนี้ได้ และเมื่อตายไปแล้วก็ยังมีสุขในชีวิตหน้าได้อีกด้วย)

ธรรม 4 ประการ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขในปัจจุบัน คือ

1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความขยัน) - สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการลุกขึ้นกระทำการงาน คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญในอาชีพนั้นๆ ไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยการสอดส่องในอุบายนั้นๆ สามารถกระทำ สามารถจัดให้กระทำ

2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา) - โภคะอันหาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้นรวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, ต้องมีการรักษาคุ้มครองอย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่า “อย่างไรเสียพระราชาจะไม่ริบทรัพย์ของเราไป โจรจะไม่ปล้นเอาไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัดพาไป ทายาทอันไม่รักใคร่เราจะไม่ยื้อแย่งเอาไป”

3. กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี) - คบหากับบุคคลที่่ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา

4. สมชีวิตา (ความเลี้ยงชีพอย่างสม่ำเสมอ) - รู้จักความได้มา ความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ”

ปากแห่งความเสื่อม (อบายมุข 4) ของโภคะที่เกิดขึ้น พร้อมแล้วอย่างนี้ มีอยู่ คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงการพนัน และมีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม ผลที่จะเกิดขึ้นอันเว้นเสียจากอบายมุข 4 จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขในปัจจุบัน

ธรรม 4 อย่าง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขในภายหน้า คือ

1. สัทธาสัมปทา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นผู้มีมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, ศรัทธาในพระธรรม คือ นำธรรมมาทำนำมาปฏิบัติว่ามันได้ผลจริง ศรัทธาในพระสงฆ์ คือ การที่นำธรรมะมาปฏิบัติในตัวของเราได้

2. สีลสัมปทา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้มีความเป็นปกติของมนุษย์

3. จาคสัมปทา มีใจที่ละความตระหนี่ มีการให้การบริจาคอยู่เป็นประจำ มีปกติยินดีแล้วในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีแล้วในการจำแนกทาน

4. ปัญญาสัมปทา เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้ถึงสัจจะแห่งการเกิดดับ เป็นเครื่องไปจากข้าศึก เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นเครื่องถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ

ปัตตกัมมสูตร (ตรัสสอนแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี ถึงธรรมอันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก และธรรมอันเป็นทางให้ได้ซึ่งธรรมนี้)

ธรรม  4 ประการ อันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก  คือ

1. ขอโภคสมบัติจงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางที่ชอบ

2. ครั้นได้ข้อ 1 แล้ว    ขอยศจงมีแก่เราพร้อมกับญาติ พร้อมกับพวกพ้อง

3. ครั้นได้ข้อ 1 และ 2 ขอเราจงเป็นอยู่นาน    รักษาอายุอยู่ได้ยั่งยืน

4. ครั้นได้ข้อ 1, 2 และ 3 แล้ว เมื่อกายแตกตายไป ขอเราจงไปสุคติโลกสวรรค์

และธรรม 4 อย่างที่เป็นทางให้ได้ธรรมอันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก (ดังที่กล่าวข้างต้น)

1. สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นต้น

2. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล)

3. จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) ยินดีพอใจในการสละ การให้ และการแบ่งปัน

4. ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) บุคคลมีจิตใจผ่องใส ละพยาบาท   ถีนมิทธะ   อุทธจัจกุกกุจจะ   วิจิกิจฉา   อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้ ย่อมทำการที่ควรทำ    ละกิจที่ไม่ควรทำ

การแบ่งจ่ายทรัพย์ (กรรมอันสมควรทำ 4 ประการ) โดยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่นขยัน ที่สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน ที่ต้องทำงานจนเหงื่อไหล ที่ได้มาโดยชอบธรรม คือ

1. เลี้ยงตน  เลี้ยงมารดาบิดา  บุตร  ภริยา บ่าว ไพร่  คนอาศัย  เพื่อนฝูง  ให้เป็นสุขเอิบอิ่มสำราญดี

2. ย่อมบำบัดอันตรายทั้งหลาย ที่เกิดแต่ไฟก็ดี  เกิดแต่น้ำก็ดี  เกิดแต่พระราชาก็ดี  เกิดแต่โจรก็ดี  เกิดแต่ทายาทผู้เกลียดชังกันก็ดี ย่อมทำตนให้สวัสดี  จากอันตรายเหล่านั้น

3. ย่อมทำพลีกรรม 5 อย่าง คือ ญาติพลี, อติถิพลี, ปุพพเปตพลี,ราชพลี และเทวตาพลี

4. บำเพ็ญทานไว้ในสมณพราหมณ์ผู้เว้นขาดจากความมัวเมาและความประมาท ผู้ดำรงมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ เพื่อผลอันสูงขึ้นไป เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์

ใน 2 พระสูตรนี้ มีรายละเอียดที่ต่างกันตรงที่ ปัญญา

ปัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับ พยัคฆปัชชะ ให้เห็นความเกิดขึ้นให้เห็นความดับไป เห็นสัจจะในความไม่เที่ยง ความรู้ในปัญญาตรงนี้จะทำให้เกิดการสละออก คลายออก ให้เกิดความสิ้นไปของตัณหา สิ้นไปของกิเลสได้

ส่วน ปัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ตรัสถึงการทำจิตให้ผ่องใส ละกิเลสได้ จะละความไม่ดีสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ จะต้องเห็นความไม่ดีนั้นก่อน เมื่อมองเห็นทั้งด้านดีและไม่ดี เห็นทั้งคุณด้วยเห็นทั้งโทษด้วย เห็นตรงนี้จะเกิดปัญญาที่จะละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม และทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น

ปัญญาที่เราละสิ่งไม่ดีออกไปจากใจ จะทำให้ช่องทางคือใจของเรามีความแจ่มใสขึ้น มีความสว่างสว่างไสว เหมือนมีปัญญา เหมือนมีแสงสว่าง เหมือนมีความคมพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ครองเรือนผู้มีศรัทธา พึงประกอบตามธรรม 8 ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ โดยมีการแบ่งจ่ายทรัพย์ให้ถูกต้อง ก็จะนำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้และความสุขในภายหน้า

66
1
นาทีในการอ่าน