การนอน 4 อย่าง

การนอน 4 อย่าง
S07E44

Time Index

[00:01] เริ่มการปฏิบัติด้วยตั้งสติขึ้น ทำความสงบไว้ในใจ เจริญเมตตาภาวนา เจริญพรหมวิหาร
[13:16] แกะรอยธรรม ในหัวข้อเรื่องของ “ไสยาคือการนอน” ใน 4 แบบ (เปต, กามโภคี, สีหะ, ตถาคต) พร้อมอธิบายโดยรายละเอียด
[24:40] โรคนอนไม่หลับ vs การพักผ่อนด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยอิริยาบถใด
[29:19] ชาคริยธรรม (ธรรมอันเป็นเครื่องตื่น), นอนอย่างไรให้ตื่น, อิริยาบถกับความตื่นในใจมันคนละอย่างกัน
[39:05] บุคคล 5 จำพวกที่ตื่นในเวลากลางคืน
[45:47] การนอนกลางวัน
[52:00] สรุป ไม่ว่าจะนอนท่าไหน หรืออยู่ในอิริยาบถใด หากเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ มีจิตใจที่สูงที่ประเสริฐ ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่หลับไหล แม้นอนก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอยู

 

นอนอย่างไรจึงเรียก “ตถาคตไสยา”…วิธีการนอนอย่างพระพุทธเจ้า คือ ให้สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์ (สีหไสยา) และมีการเจริญสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิในทุกอิริยบถ มีการประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น (ชาคริยธรรม) ไม่เพลิดเพลินหลงไหลไปตามกิเลส, ตื่นในที่นี้คือ พุทโธ นั่นเองการนอนอย่างตถาคตที่มีความเอ็นดูในสัตว์โลกทั้งปวง ถึงแม้อยู่ในท่านอน ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อความหลับไหล ไม่ได้เป็นไปด้วยความซบเซาหรือมัวเมา แต่เป็นไปด้วยจิตที่มีความเมตตากรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยู่ในอิริยาบถใดมันสบาย มีจิตใจที่อ่อนโยนดีงามตื่นอยู่
การนอนอย่างตถาคตที่มีความเอ็นดูในสัตว์โลกทั้งปวง ถึงแม้อยู่ในท่านอน ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อความหลับไหล ไม่ได้เป็นไปด้วยความซบเซาหรือมัวเมา แต่เป็นไปด้วยจิตที่มีความเมตตากรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยู่ในอิริยาบถใดมันสบาย มีจิตใจที่อ่อนโยนดีงามตื่นอยู่

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเอาไว้ถึงการนอน (ไสยา) 4 แบบ คือ
1) การนอนอย่างคนตาย (เปรตไสยา) คือ นอนหงาย
2) การนอนอย่างผู้บริโภคกามคุณ (กามโภคิไสยา) คือ นอนตะแคงข้างซ้าย
3) การนอนอย่างราชสีห์ (สีหไสยา) คือ สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างโคนขา เมื่อมันตื่นขึ้นย่อมชะเง้อหน้าขึ้น สังเกตกายตอนท้าย ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกายในขณะหลับ ย่อมมีเสียใจเพราะข้อนั้น ถ้าไม่เห็นย่อมมีความดีใจ และการนอนท่าตะแคงข้างขวานี้เป็นลักษณะการพร้อมที่จะลุกอยู่ตลอดเวลา มีความพร้อมระมัดระวัง ไม่ประมาท
4) การนอนอย่างตถาคต (ตถาคตไสยา) คือ นอนตะแคงข้างขวาอย่างราชสีห์ และเพราะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายเข้าถึงฌานที่ 1 อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากความวิเวกแล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ หรือเธอนั้นวิตกวิจารระงับไป เข้าถึงฌานที่ 2 อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ และเพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) ได้เสวยสุขด้วยนามกายเข้าถึงฌานที่ 3 อันเป็นฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่าผู้ได้บรรลุว่าเป็นผู้อยู่เฉยได้ (อุเบกขา) มีสติอยู่เป็นปกติสุข และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงเข้าถึงฌานที่ 4 อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้
ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องของการนอนว่า ถ้าเราจะพักผ่อนนอนหลับ จุดหนึ่งที่จะไม่ให้เกิดความประมาท คือ นอนในลักษณะที่พร้อมจะตื่น ท่านใช้คำว่า “ชาคริยธรรม” คือ การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ไม่หลับไหลไปตามกิเลส (คำว่า “หลับ” หรือ “ตื่น” เป็นคำที่ใช้ในอิริยาบถไหนก็ได้, การพักผ่อนก็เป็นคำที่เราใช้ในอิริยาบถไหนก็ได้)
นอนอย่างไรให้ตื่น... อิริยาบถกับความตื่นในใจมันคนละอย่างกัน
การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น คือการชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดินด้วยการนั่งตลอดวันยังค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี ครั้นยามกลางแห่งราตรี เราจะนอนอย่างราชสีห์ คือนอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น (กำหนดการตื่นได้ด้วยการตั้งใจว่าจะตื่นเวลาใด) ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี เราลุกขึ้นแล้ว ก็ชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากกิเลสด้วยการเดินและด้วยการนั่งอีก
การเป็นผู้นอนยามเดียวนั่นหมายถึง การไม่นอนกลางวัน (ในรอบ 24 ชั่วโมง นอนครั้งเดียวในตอนกลางของกลางคืน) ให้มีการทำความเพียรเผากิเลส ในก่อนและหลังการนอน
บุคคล 5 จำพวก ที่ย่อมหลับน้อยตื่นมากในเวลากลางคืน
1) หญิงสาวที่มุ่งหวังหาชายหนุ่ม
2) ชายหนุ่มที่มุ่งหวังหาหญิงสาว
3) โจรที่คิดมุ่งลักทรัพย์
4) พระราชาผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
5) บุคคลที่คิดมุ่งที่จะละสังโยชน์ให้ได้
ใน 5 จำพวกนี้หวังกันไปในคนละแบบ; จำพวกที่ 1-3 เป็นไปเพื่อกาม, จำพวกที่ 4 เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น, จำพวกที่ 5 เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่นก็ได้ประโยชน์ด้วย จากการที่เขาจะไม่ได้รับการเบียดเบียนจากเรา แต่จะได้รับความรักความเมตตาความปรารถนาดี ได้รับความอดทนจากเรา เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
และได้ทรงตรัสในเรื่องของความเสื่อม 12 อย่างไว้ใน ปราภวสูตร ซึ่งเรื่องของการนอนพูดไว้ในข้อ 10 ว่า “ชายแก่ได้หญิงสาวมาเป็นภริยา ย่อมนอนไม่หลับ เพราะความหึงหวงหญิงสาวรุ่นนั้น ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม”
ในเรื่องการนอนกลางวัน...ก็ไม่ใช่ว่าจะนอนกลางวันไม่ได้ ดังเช่นตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงนอนพักผ่อนในตอนกลางวัน เพราะอาการประชวรจากการที่พระเทวทัตกลิ้งหินให้หล่นใส่ จึงได้ตรัสตอบพญามารไปว่า “เราไม่ได้นอนอยู่ด้วยความซบเซาหรือว่าเพราะความเมากาพย์กลอน เราไม่มีความเศร้าโศก แต่รู้สึกซึ่งประโยชน์ เรามีความเอ็นดูในสรรพสัตว์ทั้งหลาย นอนอยู่ผู้เดียวในที่นั่งที่นอนอันสงัด ส่วนพวกที่ถูกลูกศรปักอก ปวดอยู่ในใจเป็นคราว ๆ ทั้งที่ลูกศรเสียบอยู่ เขาก็ยังหลับได้ ทำไมเราซึ่งไม่มีลูกศรปักอกจะหลับไม่ได้เล่า ครั้นเราตื่นอยู่ก็ไม่ยุ่งใจและไม่ดิ้นรนเพื่อจะหลับ วันคืนทั้งหลายไม่ทำการแผดเผาแก่เรา เราไม่มองเห็นความเสื่อมเสียที่ไหนในโลก เพราะเหตุนั้นแม้ในความหลับเราก็ยังเป็นผู้เอ็นดูในสัตว์โลกทั้งปวง”
จะเห็นได้ว่านอนแบบที่เสื่อมก็มี เช่น ชายแก่ได้หญิงสาวมาเป็นภริยา ซึ่งถ้ามีกิเลสก็เสื่อม ยิ่งนอนหลับไหลไม่ลุกก็เพลินไป และการนอนอย่างพระพุทธเจ้าที่มีความเอ็นดูในสัตว์โลกทั้งปวง มีความกรุณาที่เจริญเอาไว้ ถึงแม้อยู่ในท่านอน ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อความหลับไหล ไม่ได้ด้วยความซบเซาหรือความมัวเมา แต่ด้วยจิตที่มีความเมตตาเอ็นดู กรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยู่ในอิริยาบถใดมันสบาย มีจิตใจที่อ่อนโยนดีงามตื่นอยู่
สรุป…ไม่ว่าจะนอนท่าไหน หรืออยู่ในอิริยาบถใด หากเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ มีจิตใจที่สูงที่ประเสริฐ เป็นไปในลักษณะการนอนอย่างตถาคต ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่หลับไหล แม้นอนก็ยังชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอยู่

97
1
นาทีในการอ่าน