พึงสำรวมอินทรีย์ อย่าถือเอานิมิตด้วยจิตอกุศล

พึงสำรวมอินทรีย์ อย่าถือเอานิมิตด้วยจิตอกุศล
S07E40
  • “นิมิต” หมายถึง เครื่องหมาย จุดนี้สำคัญ มันอยู่ที่เราแปลเครื่องหมายนี้อย่างไร เป็นไปทางสุจริต หรือ ทุจริต ในทางกาย วาจา และใจ
  • ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นหัวข้อที่พระพุทธเจ้ายกในเรื่องของ “กาม” ที่เรียกว่า “วัตถุกาม” เป็นวัตถุที่จะทำให้เกิดความกำหนัดยินดีพอใจขึ้นในจิตใจของเราได้ ซึ่งเกิดตอนที่ถือเอานิมิตนี่แหละ
  • มโนสังขาร คือ การปรุงแต่งในทางใจ การปรุงแต่งนี้เกิดขึ้นตอนที่มีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีการปรุงแต่งแบบนี้เกิดขึ้นได้ การปรุงแต่งแบบนี้เป็นกรรมแล้ว เป็นกรรมในทางใจ กรรมในทางวาจา และกรรมในทางกาย ก็เกิดตามมา ในที่นี้มันเริ่มจากทางใจก่อนเป็นมโนทุจริต ก็เป็นวจีทุจริตต่อไป แล้วก็เป็นกายทุจริตต่อไป เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว มีสัญญาคือความหมายรู้โดยไม่รอบคอบ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ ไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งเอาไว้ ถือเอาโดยนิมิตที่ไม่แยบคาย เกิดกามสัญญาขึ้น มโนสังขารที่ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องไปในทางกาม ความคิดฟุ้งซ่านไม่สงบก็เป็นมโนกรรมที่ไม่ดี มันเชื่อมต่อไหลกันไปรวดเร็วยิ่งกว่าลัดนิ้วมือ
  • จะสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจได้ จะต้องสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยไม่ให้เห็นโดยนิมิต ไม่ให้เห็นโดยดูในลักษณะอนุพยัญชนะ เพื่อป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้น, ลบ ละ เลิก ละ ทิ้งอกุศลธรรมที่มันมีอยู่แล้ว ให้มันลดลง, ทำกุศลธรรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่มี ให้มันเกิดขึ้น, พัฒนาที่มีดีอยู่ ให้มันมีดีมากขึ้น สติเราเจริญขึ้น นี้เป็นการทำความเพียร
  • อย่าขายวิญญาณให้กับมาร มารมันจะกุมจิตใจของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา อย่าให้มารสิงใจของเราได้ผ่านวัตถุกามนี้ ด้วยการป้องกันให้ดี ให้เราอยู่ในอำนาจของมรรค
  • ถ้ามีผัสสะมากระทบ จะเป็นเครื่องทดสอบว่า เรายังอยู่ในมรรคได้หรือไม่? ถ้าเรายังอยู่ได้ นั่นจะเป็นทาง เป็นทางที่จะให้ความจริง ความรู้ คือ วิชชา เกิดขึ้นได้ จะทำให้เราพ้นจากเรื่องที่ไม่จริง เรื่องที่มันเป็นเท็จ พ้นจากอวิชชา พ้นจากตัณหาได้ นั่นเอง

 

ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางวาจา เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมในทวารทั้งปวง เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

-เรื่องภิกษุ ๕ รูป[๒๕๒]

 

เหตุเกิดเพราะเสียง...ยกเหตุการณ์ของ สามเณรปาลิตะ ซึ่งเป็นบางส่วนมาในเรื่อง พระจักขุปาลเถระ ขึ้นในประเด็น สามเณรถึงศีลวิบัติเพราะเสียงหญิง มีเนื้อความว่า

“...สามเณรพาพระเถระด้วยปลายไม้เท้าไปอยู่ ถึงบ้านที่พระเถระเคยอาศัยเมืองชื่อสังกัฏฐะ อยู่แล้วในดงระหว่างทาง. เธอได้ยินเสียงขับของหญิงคนหนึ่งผู้ออกจากบ้านนั้นแล้ว ขับพลางเที่ยว เก็บฟืนพลางอยู่ในป่า ถือนิมิตในเสียงแล้ว. จริงอยู่ ไม่มีเสียงอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ไปทั่วสรีระของบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง, เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า *“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง อันจะยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย.”

สามเณรถือนิมิตในเสียงนั้นแล้ว ปล่อยปลายไม้เท้าเสียแล้ว กล่าวว่า “ท่านขอรับ ขอท่านรออยู่ก่อน, กิจของกระผมมี” ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่สำนักของหญิงนั้น. นางเห็นสามเณรแล้วได้หยุดนิ่ง. สามเณรได้ถึงศีลวิบัติกับหญิงชาวบ้านนั้นแล้ว” (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

เมื่อได้ฟังเรื่องนี้แล้วมันสะท้านเข้าไปในจิตเลยว่า “เสียงอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ครอบงำจิตใจของบุรุษอยู่ได้เหมือนเสียงของสตรีนี้ ไม่มี” (บาลีแห่งเอกธรรมเป็นต้น อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ทำไมจิตใจของสามเณรถึงผิดเพี้ยนไป สั่นสะท้าน เปลี่ยนแปลงไปตามเสียงที่มากระทบนั้น ซึ่งก็เป็นเสียงเดี๋ยวกันกับที่พระจักขุปาลได้ยิน?

 

เพราะในจิตใจของหนุ่มปาลิตะนี้ เธอถือนิมิตในเสียงนั้นแล้ว คำว่า “นิมิต” หมายถึงเครื่องหมาย จุดนี้สำคัญ มันอยู่ที่เราแปลเครื่องหมายนี้อย่างไร จะเป็นกุศลหรืออกุศล ก็อยู่ตรงที่เราตั้งนิมิตนี้ไว้

สำหรับสามเณรนี้ นิมิตนั้นได้ถือเห็นว่า นี้เป็นเสียงที่ไพเราะน่าฟัง คนร้องคนพูดนี้ต้องมีหุ่นอย่างนี้ สวยอย่างนี้ สามารถทำอย่างนี้ ๆ ได้ คิดไปในเรื่องใหม่เพียงแค่ได้ยินเสียงร้องที่มากระทบหู แต่คิดนึกปรุงแต่งไปนั้นนี้โน้น ด้วยนิมิตนี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของสามเณรได้

 

ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น ภาพด้วย รูปที่เห็น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน รูปาทิวรรค ว่า “...เราไม่เห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือนรูปสตรีนี้ ภิกษุทั้งหลาย รูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้” การที่จะทำให้เกิดความกำหนัด ยินดีพอใจ ไม่ใช่แค่เสียง จากที่ยกตัวอย่างข้างต้น พอได้ยินเสียงแล้วมันสะท้านไปถึงจิต แล้วมันเห็นเป็นภาพ ที่ปรุงแต่งกันต่อไปเป็นกามสัญญาที่เป็นรูปด้วย เป็นกามสัญญาที่เป็นเสียงด้วย ไม่ใช่แค่เสียง ไม่ใช่แค่รูป ยังกลิ่นด้วย ยังสัมผัสด้วยทางกาย ยังรสด้วย ทำให้จิตใจของแต่ละฝ่ายเปลี่ยนแปลงได้ หลงไปได้ เพราะถือเอานิมิตในสิ่งนั้นแล้ว

ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นหัวข้อที่พระพุทธเจ้ายกในเรื่องของ “กาม” ที่เรียกว่า “วัตถุกาม” เป็นวัตถุที่จะทำให้เกิดความกำหนัดยินดีพอใจขึ้นในจิตใจของเราได้ ซึ่งเกิดตอนที่ถือเอานิมิตนี่แหละ

 

เปรียบเทียบ...ในขณะที่พระจักขุปาลก็ได้ยินเสียงหญิงนี้เหมือนกัน แต่จิตใจของท่านมี สติตั้งเอาไว้ มีการสำรวมอินทรีย์ ไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยพยัญชนะ สามารถที่จะป้องกันอกุศลธรรมที่จะผ่านมาตามเสียงนั้น จะสามารถที่ก่อให้เกิดกุศลธรรมที่จะมาตามเสียงนั้นได้ เพราะถ้าไม่สำรวมอินทรีย์ อย่างในกรณีของสามเณรปาลิตะนี้ ก็ทำให้เกิดเป็นนิมิตขึ้น เป็นเครื่องหมาย เป็นสัญญา เป็นกามสัญญาเกิดขึ้น เพราะวัตถุกามที่มากระทบ คือ เสียงหญิงนี้ได้

กามสัญญาเกิดขึ้น เพราะวัตถุกามที่มากระทบ คือ รูปได้ รสได้ กลิ่นได้ เสียงได้ สัมผัสก็ได้ สัญญาคือความหมายรู้ เกิดขึ้นเพราะมีการปรุงแต่ง (สังขาร) บางคนปรุงแต่งมากหน่อย ถือเอานิมิตไม่ถูกต้อง อกุศลธรรมก็เกิดขึ้น ในกรณีนี้ ก็คือ กาม นั่นเอง กิเลสกาม ที่เป็นกามสัญญา เกิดขึ้นในจิตของเธอ ในขณะที่กามสัญญาไม่ได้เกิดขึ้นในจิตของพระจักขุปาล

 

มโนสังขาร คือ การปรุงแต่งในทางใจ การปรุงแต่งนี้เกิดขึ้นตอนที่มีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีการปรุงแต่งแบบนี้เกิดขึ้นได้ การปรุงแต่งแบบนี้เป็นกรรมแล้ว เป็นกรรมในทางใจ กรรมทางกาย กรรมทางวาจา ก็เกิดตามมา ในที่นี้มันเริ่มจากทางใจก่อนเป็นมโนทุจริต ก็เป็นวจีทุจริตไป ก็เป็นกายทุจริตต่อไป เป็นเหตุที่เกิดมาจากเสียง ที่มากระทบผ่านทางหู มีโสตวิญญาณเข้าไปรับรู้ 3 อย่างรวมกันเรียกว่า “ผัสสะ” มีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว มีสัญญาคือความหมายรู้โดยไม่รอบคอบ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ ไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งเอาไว้ ถือเอาโดยนิมิตที่ไม่แยบคาย เกิดกามสัญญาขึ้น มโนสังขารที่ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องไปในทางกาม ความคิดฟุ้งซ่านไม่สงบก็เป็นมโนกรรมที่ไม่ดี มันเชื่อมต่อไหลกันไปรวดเร็วยิ่งกว่าลัดนิ้วมือ

 

“ฉะนั้น..เราจะต้องป้องกัน คือ มีการสำรวม ไม่เห็นโดยนิมิต ไม่เห็นโดยอนุพยัญชนะ ป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้อกุศลธรรมที่มันจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าไม่สำรวมระวังให้ดี เห็นโดยนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเห็นโดยอนุพยัญชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มันก็เกิดขึ้นได้

 

บางทีในจิตของเรามันมีอกุศลธรรมอยู่แล้ว มันมีต่อมที่แบบสงสัย มันมีต่อมที่แบบเป็นกาม มันมีมีต่อมที่แบบเป็นเครื่องข้องเครื่องอะไรอยู่แล้ว มันไปโดนกันพอดี มันยิ่งโตเลย ต่อมสงสัย ต่อมอยากรู้นี่มัน กระตุ้นขึ้นมาทันที เป็นก้อนเผือกขึ้นเบ้อเร่อ อกุศลที่มีอยู่แล้ว ก็กลับเกิดขึ้น มีขึ้น...ระวังให้ดี

 

สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ จะสำรวมอันนี้ได้ ต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กายด้วย จะสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ให้เห็นโดยนิมิต ไม่ให้เห็นโดยดูในลักษณะอนุพยัญชนะ ทำอกุศลธรรมที่มันยังไม่เกิด ให้มันมา อกุศลธรรมที่มันมีอยู่ ต่อมสงสัย ต่อมอยาก ต่อมกาม ต่อมโกรธให้มันออกไป ให้มันเล็กลงลดลง

 

ทำกุศลธรรมที่มันมีอยู่ เจริญยิ่งขึ้นได้ไหม สมาธิ ศีล ให้มีมากขึ้น สติ โพชฌงค์ให้มีมากขึ้น มีอยู่นิดหน่อย ให้มันพัฒนา เมตตามี ดีแล้ว ให้มีเพิ่มอีก อะไรที่ยังไม่มี อุเบกขา กรุณาใส่เข้าไป แถมมุทิตาให้ด้วย พัฒนาให้มันมีดีขึ้น ในใจของเรา

 

ถ้าเรามีการสำรวมอินทรีย์ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะป้องกันรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะด้วย ธรรมารมณ์ด้วย ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมที่มันยังไม่มีมา ไม่ให้มันมา ลบ ละ เลิก ละ ทิ้ง อกุศลธรรมที่มันมีอยู่แล้ว ให้มันลดลง ทำกุศลธรรมใหม่ ๆ ที่มันยังไม่มี ให้มันเกิดขึ้น พัฒนามีดีมีอยู่แล้วในกุศลธรรม ให้มันมี ดีมากขึ้น สติเราเจริญขึ้น นี้เป็นการทำความเพียร

 

เราจะทำความเพียรไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผัสสะมากระทบ มีผัสสะมากระทบ มันดีแล้ว แต่เราอย่าไปขายวิญญาณ มอบวิญญาณให้กับมาร มารมันจะกุมจิตใจของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา เราอย่าให้มารสิงใจของเราได้ ผ่านวัตถุกามนี้ อย่าให้เป็นอย่างนั้น ด้วยการป้องกันให้ดี ให้เราอยู่ในอำนาจของมรรค

 

ถ้ามีผัสสะใดมากระทบ นั่นแหละเป็นทางเลย เป็นทางให้ราชทูตนำข่าวสาร คือ นิพพาน มาบอกแก่เราได้ ถ้าเรามีผัสสะใดผัสสะหนึ่งมากระทบ นั่นแหละจะเป็นเครื่องทดสอบว่า เรายังอยู่ในมรรคได้หรือไม่?

 

ถ้าเราอยู่ในมรรคได้ นั่นแหละจะเป็นทางแล้ว ทางที่จะให้ความจริง ความรู้ ความจริงความรู้คือวิชชา จะทำให้เราพ้นจากเรื่องที่ไม่จริง เรื่องที่มันเป็นเท็จ พ้นคือวิมุตติ พ้นจากอวิชชา พ้นจากตัณหาได้ นั่นเอง”

122
1
นาทีในการอ่าน