อุตตริมนุสสธรรม

S07E08
  • ความหมายโดยละเอียดของคำว่า “อุตตริมนุสสธรรม”
  • “อุตตริมนุสสธรรม” ในแง่มุมของการ “อวด” “แสดง” และ “พัฒนา”
  • ธรรม 6 ประการที่เป็นคู่เปรียบ ซึ่งทำให้ “อุตตริมนุสสธรรม” สามารถเกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นได้

บทคัดย่อ

 

“อุตตริมนุสสธรรม” เป็นคำภาษาบาลี หมายถึง ธรรมอันเหนือกว่า ยิ่งกว่า ประเสริฐกว่าคุณธรรมของมนุษย์ทั่วไปที่จะมีได้ทั้งส่วนที่เป็นศีล สมาธิ และปัญญา สามารถกระทำความเป็นพระอริยะได้ พระพุทธเจ้าทรงห้ามพูดหรือแสดง “อุตตริมนุสสธรรม” ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

  1. อวด ถ้าไม่มีแล้วพูดหรือแอบอ้างว่ามี ถือว่ามีความผิดหนัก ขั้นมหาโจรแต่อยู่ในคราบของพระภิกษุสงฆ์
  2. แสดง ถ้ามีแล้วทำหรือแสดง สามารถแยกออกเป็น 3 กรณีคือ
    • โดยที่ไม่พูด ถือว่ามีความผิดเล็กน้อย
    • เมื่อพูดกับพระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ถือว่าไม่มีความผิด
    • เมื่อพูดกับฆราวาสทั่วไป ถือว่ามีส่วนผิดและจัดว่าเป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรมอีกด้วย
  3. หากแสดงไปตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ตามหลักของศีล สมาธิ และปัญญา ไม่น้อมเข้าสู่ตนว่ามีหรือไม่มี ถือว่าสามารถกระทำได้และไม่เป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรม

 

คุณธรรมในกองที่เป็นสมาธิและปัญญาถือว่าเป็นอุตตริมนุสสธรรมทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทุกคนจะมีได้ ที่ประกอบด้วยสิ่งที่น่าอัศจรรย์หรือความอัศจรรย์ที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ มีทั้งหมด 3 รูปแบบดังต่อไปนี้

  1. อิทธิปาฏิหาริย์ หมายถึง การแสดงฤทธิ์ที่พ้นวิสัยของสามัญมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น การเหาะเหิรเดินอากาศ การเดินทะลุกำแพง เป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้แสดง เพราะจะทำให้ผู้ไม่มีศรัทธาเข้าใจผิด
  2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ หมายถึง การทักจิตทายใจคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะมีญาณขั้นเจโตปริยญาณ พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ทำเช่นกัน เพราะจะทำให้ผู้ไม่มีศรัทธาเข้าใจผิดได้เหมือนกัน
  3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ หมายถึง การสอนหรือคำสั่งสอนอันอาจจูงใจคนให้นิยมเชื่อถือไปตามได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และมีผู้ปฏิบัติตามได้จนมาถึงทุกวันนี้

ดังนั้นก็ต้องกล่าวว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือสุดยอดปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า เป็นปาฏิหาริย์ที่เลิศและประเสริฐที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า ทั้งอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ไม่สามารถสละขัดเกลาและละกิเลสได้ จึงไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง แต่อนุสาสนีปาฏิหาริย์คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเหล่าสาวกให้รู้ว่าสิ่งใดมีโทษ สิ่งใดไม่มีโทษ สิ่งใดควรเจริญ ไม่ควรเจริญ สิ่งนี้เป็นกุศล สิ่งนี้เป็นอกุศล หนทางนี้คือทางดับกิเลส คืออริยมรรค ซึ่งการสอนด้วยพระธรรมที่เป็นสัจจะนี้เองที่สามารถให้เหล่าสาวกหรือผู้ที่ได้ฟัง สามารถละ สละ ขัดเกลากิเลส และมีปัญญาถึงการดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสเป็นสิ่งที่ละได้ยาก การละกิเลสได้จนหมดสิ้นด้วยพระธรรม จึงเป็นสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์สูงสุด

จะเห็นได้ว่า “อุตตริมนุสสธรรม” เป็นธรรมที่ดีมาก ควรจะทำและพัฒนาให้เกิดขึ้น มีขึ้นให้ได้ เพราะการทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ เห็นตามความเป็นจริง ปล่อยวางและละวางได้ ถือเป็นญาณทัศนะและอริยทรัพย์อีกด้วย

ดังนั้นหากจะทำให้เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นแห่ง “อุตตริมนุสสธรรม” นั้น จะต้องปฏิบัติตามธรรม 6 ประการอันเป็นคู่เปรียบหรือคู่ตรงข้ามกัน อันได้แก่

  1. ความเป็นผู้ไม่มีสติเลอะเลือน กับ ความเป็นผู้มีสติเลอะเลือน
    • โดยการเป็นผู้มีสติปัฏฐานสี่
  2. ความเป็นผู้มีสัมปชัญญะ กับ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
    • โดยการเป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ ทุกเวลา เพื่อทำให้สมาธิขั้นลึกซึ้งเกิดขึ้นได้
  3. ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย กับ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
    • โดยการควบคุมไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นหรือละได้ทันทีหากเกิดอกุศลธรรมขึ้น เมื่อมีผัสสะผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  4. ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค(โภชเนมัตตัญญุตา) กับ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค
    • โดยการเป็นผู้มีท้องอันพร่อง มีช่องว่างในกระเพาะอาหารเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในระบบย่อยอาหาร เพราะการไม่รู้ประมาณในการบริโภคจะก่อให้เกิดความขี้เกียจในการปฏิบัติธรรม เกิดเวทนาและโรคภัยต่างๆตามมาอีกด้วย
  5. การพูดคำจริง กับ การพูดโกหก แถ หรือตะแบง
    • การมีวาจาที่เชื่อถือได้ มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง จะทำให้สามารถบรรลุอุตตริมนุสสธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า คนที่พูดโกหกแล้ว จะสามารถทำเป็นซึ่งอกุศลธรรมอื่นๆให้เกิดขึ้นสืบต่อไปได้
  6. การไม่พูดเลียบเคียง กับ การพูดเลียบเคียง
    • โดยการดำเนินชีวิตตามสัมมาอาชีวะทั้งกาย วาจา และใจให้เข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อทำให้มรรคแปดเจริญ เช่น ไม่ใช้ของมีค่าน้อยต่อของมีค่ามาก ไม่ล่อลาภด้วยลาภ ไม่พูดโน้มน้าวทำให้เจ็บใจจนต้องยอมตกลง เป็นต้น
12
1
นาทีในการอ่าน