กาย ความจริงที่ควรเห็น

กาย ความจริงที่ควรเห็น
S07E38
  • สัมมาทิฏฐิจะช่วยให้เห็นตามความเป็นจริง
  • ตัวเรานี้ประกอบด้วยกายและใจ
  • เห็นให้ถูกต้องในกาย โดยเห็นเป็นของไม่สวยงาม ไม่น่ายินดี เป็นปฏิกูล พิจารณาไปในกายแยกออกเป็นกองเป็นส่วนๆ เห็นความเป็นอาพาธในแต่ละส่วนนั้นๆ
  • จะละความยึดถือในกายได้ ต้องพิจารณาว่าเป็นของไม่สวยงามไม่น่ายินดี พิจารณาไปเรื่อยๆบ่อยๆทำซ้ำๆ ความยึดถือจะอ่อนกำลังลง วิชชาจะเกิดขึ้นได้ การพิจารณามาตามลำดับแบบนี้นั่นคือการเดินตามมรรคแล้ว

บทคัดย่อ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากทั้ง ๒ ข้าง เต็มด้วยธัญญชาติต่างๆ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วทอง งา และข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นออกแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วทอง นี้งา นี้ข้าวสารฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้”

กายคตาสติสูตร

 

...การที่เราแยกกายออกเป็นส่วนๆ แยกออกมานี่คือเดินตามมรรคแล้ว นี่คือการเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นแล้วเจ้าตัณหาความยึดถือจะละไปจากกาย….

 

ตัวเรานี้ประกอบด้วยกายและใจ

กาย :เรารับรู้ความมีอยู่ของมันได้ผ่านทางช่องทางคือตาหูจมูกลิ้นกาย

ใจ: เรารับรู้ธรรมารมณ์ผ่านช่องทางคือใจนี้

 

ตาหูจมูกลิ้นกายและใจเป็นช่องทางที่จะรับรู้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ พื้นฐานร่างกายจิตใจของเราเป็นแบบนี้ รวมทั้งสัตว์เดรัจฉาน เทวดา พรหม อยู่ที่ความหยาบละเอียดต่างกัน

 

เห็นให้ถูกต้องในเรื่องของกาย

ควรเห็นเป็นของที่ไม่น่ายินดี เป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่สวยงามในทางตาหูจมูกลิ้นและกายนี้ จะเห็นได้อย่างไร

 

ความยึดถือในกายมีอยู่แล้ว ยึดถือเกาะเกี่ยวมีตรงไหน เวลาจะปาดเราจะชำระ เราจะถอน เราจะล้าง เราต้องปลดชำระถอนล้าง ณ ที่ตรงนั้น เรายึดถือในกายนี้เป็นข้อดี เรารู้จุดแล้วว่ามันอยู่ตรงไหน นี่แหล่ะ มันดี ข้อดีคือมัน lock เป้าให้เราแล้ว lockให้เราเห็นแล้วว่า ถ้าเรายึดถือในจุดนี้ เราต้องชำระล้างถอนกำจัดออกก็ ณ ที่จุดนี้นี่ล่ะ แต่ต้องใช้เครื่องมือให้ถูก

 

ให้พิจารณาตามความเป็นจริง เป็นของที่ไม่น่ายินดี โดยความเป็นของไม่สวยงามจากปลายผมลงมาจนถึงพื้นเท้า มัน lock กันตรงนี้เราจะปลด lock ได้ให้ใส่ความจริงลงไป ใส่ความสะอาดลงไป ใส่สมาธิลงไป จิตเราจดจ่อเพ่งเอาไว้อย่าไปติดเรื่องอื่นเทลงไปตรงกาย พิจารณาในกาย

 

ผม/ขน :อยู่ต่างที่ก็ให้ความรู้สึกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มีความเป็นอาพาธ

 

ฟัน: เป็นของรังโรค มีความเป็นอาพาธทั้งในและนอกกาย เช่น เมื่อใส่ลงไปในซุบ ในหรือนอกกายเหมือนกันไม่ต่างกัน แต่ต่างกันตรงความยึดถือ ฟันสวยๆ ให้มองทะลุว่าเป็นของไม่สวยงามด้วยความที่เป็นของไม่น่ายินดี โดยความเป็นของที่ไม่ควรยึดถือเอาไว้

 

เล็บ: จริงๆ คือขยะของร่างกายคือซากศพ แหล่งสะสมเชื้อโรค

 

หนัง: ปกคลุมกายไว้เพื่อไม่ให้ของที่อยู่ข้างในไหลออกมา หุ้มเนื้อเลือดเอาไว้ ส่วนที่อยู่เหนือหนังคือผิว ถ้าลอกผิวออกก็จะเห็นสีหนังจริงๆ

 

ถ้าพิจารณาคนๆ หนึ่ง ลอกผิวออกจะเห็นหนัง ลอกหนังออกจะเห็นเนื้อสีชมพูเพราะมีเลือดเลี้ยงอยู่ เนื้อแดงๆ ทุกคนเป็นแบบนี้หมด มีกลิ่นคาว รูดเนื้ออวัยวะออกกองไว้ส่วนหนึ่ง แยกเป็นกองไว้แยกผิว กองหนัง กองเนื้อ กองอวัยวะ ที่เหลือคือกองกระดูกหลายๆ ชิ้นมาต่อกันด้วยเส้นเอ็นรึงรัดไว้

 

ร่างกายของเรามีโครงกระดูกเป็นโครง หุ้มฉาบทาเอาไว้ด้วยเนื้อและเลือด มีอวัยวะภายในแต่ละอย่างๆ ให้มันขับเคลื่อนผลักดันร่างกายให้เป็นไปได้ หุ้มห่อไว้ด้วยผิวหนัง

 

เราแยกเป็นชั้นๆ เป็นกองๆ แบบนี้แล้ว เราพิจารณาไปตั้งแต่กองผิว ผิวที่ลอกออกไปมีขนาดเล็กกว่าลูกปิงปอง ผิวนี้เป็นตัวของเรามั้ย หนังลอกออกมาจะเป็นเหมือนถุงเหี่ยวๆ เป็นตัวเรามั้ย อวัยวะภายในสามารถเปลี่ยนให้กันได้ มันไม่ใช่ของเรา กระดูก ถ้าเป็นของเราจริงถ้าหักไปก็ต้องอยู่ไม่ได้ แต่นี่สามารถทดแทนด้วยสิ่งอื่นได้

 

เราพิจารณาไปในกายที่เห็นจากภายนอกคือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูเข้ามาภายในมีอวัยวะมีกระดูกมีเนื้อมีเลือดอยู่ในภายใน ไม่ได้มีส่วนไหนที่ว่าเป็นตัวเรานี่เป็นของเราไม่มีเลย แล้วทำไมเรารู้สึกว่านี่เป็นกายของฉัน นั่นเพราะความยึดถือ

 

กายของฉันเพราะยึดถือ

รู้สึกว่าเป็นกายของฉันเพราะความยึดถือ ความยึดถือทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสภาวะขึ้น พอเรารู้สึกว่านี่เป็นสภาวะเป็นตัวเราของเราขึ้นมา มันเหมือนกับเป็นลักษณะของภาพลวงตา เป็นเหมือนดั่งพยับแดด แก่นในต้นกล้วย ที่ไม่มีอยู่จริง

 

พิจารณามาในกายนี้ มองให้เห็นว่าถ้าแยกส่วนออกแล้ว พิจารณาดูแต่ละส่วนๆ มันไม่ได้ว่าจะเป็นตัวเราของเราได้ มันไม่ได้เป็นอะไร มันเป็นแค่ระบบทางชีวเคมีที่มันไปกันได้ปรุงแต่งกันไป ชีวิตก็ดำเนินอยู่ไป แต่ไอ้ความรู้สึกที่เป็นเหมือนตัวเราของเรา เพราะว่าความยึดถือมันมาเกาะเกี่ยวเอาไว้ ทำให้โดยนิมิตโดยเครื่องหมายทั้งหมดว่า นี่เป็นผู้หญิงนี่เป็นผู้ชาย สมมุติเอาก็เพราะว่าความยึดถือที่มันยึดถือไปเป็นแบบนี้ มันจึงออกมาเป็นแบบนี้

ความยึดถือที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรานี่แหล่ะ มันจึงเป็นปัญหา ที่ทำให้เรามีความทุกข์ ให้เราต้องหวั่นไหวไปตามความยึดถือ

 

ทำความยึดถือให้อ่อนลง อวิชชาลดลง วิชชาเกิดขึ้น

ความยึดถือนี้มีอยู่ในกายอยู่แล้ว เราพิจารณาไปในกายตามความเป็นจริงอย่างนี้ความยึดถือจะอ่อนกำลังลงนิดนึง อ่อนตอนไหน อ่อนตอนตามความจริง ความจริงคือวิชชา เห็นตามความเป็นจริงว่ามันไม่ใช่ตัวเราของเรา อวิชชาจะลดลงหน่อยนึง ความที่เข้าใจผิดคลาดเคลื่อนมันจะลดลงหน่อยนึง ความที่เรากำหนัดยินดีพอใจในความเป็นตัวเราของเรานั้น มันจะลดลงหน่อยนึง ลดลงแล้วความทุกข์ของเราก็จะลดลงหน่อยนึงไล่ไปตามลำดับนี้

 

ถ้าเรามีความทุกข์อยู่มาก แสดงว่ามีความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่งมาก ถ้าเรามีความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่งมากความยึดถืออยู่ที่ไหน อยู่ในทุกที่นั่นล่ะ ส่วนหนึ่งเกิดได้แน่นอนเลยนั่นคืออยู่ในกาย

 

ถ้าเราเห็นกายตามความเป็นจริง ด้วยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยความเป็นของไม่สวยงาม ด้วยความเป็นสิ่งปฏิกูล ด้วยความเป็นของไม่น่ายินดี ความยินดีพอใจยึดถือในกายนี้จะลดลงหน่อยนึง ความยินดีพอใจยึดถือในกายนี้ลดลง ความยินดีพอใจในทุกที่ก็ลดลงด้วย เพราะมันคือความยึดถือเหมือนกัน

 

กายของเราไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นของรังโรคอย่างนี้ มีความเป็นอาพาธไล่มาตั้งแต่ฟันผมจนถึงปลายเท้าหนังเนื้อเอ็นกระดูก ไม่ได้มีสาระอะไรเลย เป็นของที่เปลี่ยนแปลงปรุงแต่งได้ เอาของคนอื่นมาใส่ก็ได้ เอาของตัวเราไปแบ่งคนอื่นก็ได้ เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างนี้ ความจริงปรากฏขึ้นอีกหน่อยนึง ความจริงคือวิชชาปรากฎขึ้นอีกหน่อยนึง ความทุกข์ของเราก็ลดลงไปหน่อยนึง

 

แต่อย่าเผลอ เพราะว่าถ้าเผลอความชามันเพิ่มขึ้นได้ อวิชขามันเพิ่มขึ้น ความคืบคลานมันก็ตามมา การเห็นตามความเป็นจริงของเราก็จะลดลง อย่าเผลอ ให้เห็นตามความเป็นจริงซ้ำอีก อวิชชาจะลดลงหน่อยนึงอีก แบบนี้ มันดันมันดึงอยู่อย่างนี้ วิชชากับอวิชชา เราจะไม่ยอมอ่อนข้อต่ออวิชชาตัณหากิเลส ต้องระวังทุกขณะจิต

 

ทุกผัสสะให้เกิดความเพลิดเพลินไปก็ได้ ความยึดถือก็คืบคลานเข้ามาได้ ทุกผัสสะอีกเหมือนกันให้เห็นความจริงได้ ความรู้คือวิชชามรรคก็ขยายต่อไปได้ แจ่มแจ้งต่อไปได้ ให้ฆ่าความยึดถือที่อยู่ในกาย

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความยึดถือตัณหาอวิชชาต้องละเสียกำจัดเสีย ขันธ์ห้าคือกายของเราต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่กำจัดมัน จะเข้าใจขันธ์ห้าในขณะเดียวกันก็กำจัดเจ้าตัณหาได้ คือพิจารณาตามมรรคแปด

 

การที่เราแยกกายออกมาเป็นส่วนๆ แยกออกมานี่คือเดินตามมรรคแล้ว นี่คือการที่เห็นกายตามความเป็นจริง เห็นแล้วเจ้าตัณหาความยึดถือจะละไปจากกาย ความยึดถือจะละไปทีละเปลาะๆ ต้องทำซ้ำๆ ทำย้ำๆ พิจารณาอยู่บ่อยๆ จะทำวิชชาแสงสว่างให้เกิดขึ้นได้

 

    49
    1
    นาทีในการอ่าน