ตริตรึกด้วยปัญญา

ตริตรึกด้วยปัญญา
S07E36
  • ตัณหาตัวปัญหา
  • ทำความเข้าใจเรื่องขันธ์ห้า
  • ความแตกต่างระหว่างทุกขอริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกข์หรือขันธ์ห้าควรทำความเข้าใจ ตัณหาควรละ
  • คิดถึงทุกข์ไม่ใช่ตามอารมณ์ของความทุกข์ แยกแยะตริตรึกออกให้ดีให้ถูกต้อง เพราะถ้าตริตรึกไปทางไหนมากจะทำให้สิ่งนั้นมีกำลัง
  • ตามพระสูตรเทวธาวิตักกสูตร คือให้แบ่งความตริตรึกให้ถูก เมื่อตริตรึกถูกจะแยกส่วนที่เป็นทุกข์คือขันธ์ห้ากับตัณหาที่เป็นส่วนของเหตุให้เกิดทุกข์ออกจากกันได้ เมื่อเห็นทุกข์ให้เห็นถึงเหตุเกิดทุกข์นั้นด้วยเห็นโดยความเป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญา มรรคเกิดตรงนั้นทันที มรรคอยู่ตรงไหนคือความพ้นทุกข์หลุดออกจากกันได้ก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น ...ให้ตริตรึกไปตามทางมรรค….

 

“บุคคลตริตรึกถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ”

พุทธพจน์

 

..เราจะมาคิดถึงทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น ถ้าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น คุณยิ่งทุกข์มากแน่นอน ที่ท่านให้คิดนึกถึงความทุกข์ คือให้ทำหน้าที่ในทุกข์ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ตามทุกข์ ไม่ใช่ตามตัณหา แต่ให้เข้าใจความทุกข์นี้ ว่าทุกข์นี้มีเหตุมีปัจจัยมา ….

 

 

ตัณหาตัวปัญหา

 

ความอยากคือตัณหา จะเป็นเหตุให้เราทำความผิดพลาดในทางกายวาจาใจในทางใดทางหนึ่งได้ เกิดความเศร้าหมองเหมือนทองที่มีความเศร้าหมอง จิตใจเราถ้ามีราคะโทสะโมหะมันจะวุ่นวาย ซึ่งมันมีผลจากการมีตัณหา ที่ทำให้เราพอใจบ้างไม่พอใจบ้างไปตามผัสสะที่มากระทบ ซึ่งผัสสะก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น การฟังธรรมจะช่วยแยกให้เห็นชัดเจนว่า ผัสสะเป็นส่วนของความทุกข์ที่เป็นไปตามเรื่องของมัน ตัณหาเป็นเหตุของความทุกข์ เป็นตัวเชื่อมต่อโยงให้ไปถึงสังขารคือการปรุงแต่งทางกายวาจาใจ จะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่เจ้าตัวเชื่อมคือตัณหานี้ ตัณหาเป็นตัวที่ทำให้ผัสสะที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เป็นตัวที่เกี่ยวเนื่องไปกันกับการกระทำของเรา ที่จะทำให้เกิดอกุศลธรรมได้ มันไม่ดี

พระพุทธเจ้าได้แยกแยะไว้ว่า

ให้ปาดเจ้าตัณหานี้ออกไปเสีย พอเราตัดเจ้าตัวเชื่อมคือตัณหาที่มันจะมาคอยเชื่อมผัสสะต่างๆ ก็ธรรมดาของมัน มันมีเหตุมีปัจจัยมาแล้ว ออกไปซะ พวงยาวที่ต่อเนื่องกันทั้งหมดนั้น ก็ตัดขาดออกไปด้วย ตัณหาเป็นเหตุของความทุกข์ มันจะไม่ติดไปในอย่างอื่นนอกจากในผัสะ พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าขันธ์ห้า ผัสสะก็อยู่ในขันธ์ห้านี้

 

 

ทำความเข้าใจเรื่องขันธ์ห้า

 

ขันธ์แปลว่ากอง, กลุ่มก้อน, หมวดหมู่ มีอยู่ 5 กอง คือ

  • รูปขันธ์ ส่วนที่ผสมกันของธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม
  • เวทนาขันธ์ สิ่งไหนที่มีความรู้สึกได้ / ความรู้สึก มี 3 อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
  • สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้
  • สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่ง คือกิริยาที่มีการปรุงแต่งให้สำเร็จรูป ปรุงแต่งรูปให้สำเร็จโดยความเป็นรูป ปรุงแต่งเวทนาให้สำเร็จโดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสัญญา / สังขาร / วิญญาณให้สำเร็จรูปโดยความเป็นสัญญา / สังขาร / วิญญาณ
  • วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง / การรับรู้

ผัสสะจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยสามสิ่งประกอบกัน คือ อายตนะภายนอก+อายตนะภายใน+วิญญาณ(การรับรู้)

ผัสสะชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจก็มี ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง ตรงนี้แหละ พอเรามีความรู้สึกไปตามสิ่งที่มากระทบเราจึงมีความพอใจไม่พอใจ ความยินดีพอใจในสิ่งที่น่าพอใจ ไม่ยินดีไปตามสิ่งที่ไม่น่าพอใจที่มันเกิดขึ้นนี้แหละ มันจึงเป็นปัญหาตัวเชื่อม

ทุกคนมีตัณหามาตั้งแต่ปฏิสนธิ จะพอกพูนหรือจะอ่อนกำลังลงก็อยู่ที่ว่าเราให้อาหารมันหรือไม่ให้ ถ้าให้อาหารมันมาก มันก็พอกพูนหนาแน่นขึ้น ทำสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมได้ ขั้นตอนของมันก็คือ ขันธ์ห้า รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ปรุงแต่งผสมรวมกันมากองลงรวมกันเป็นผัสสะ นี่คือขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 คือตัณหา ถ้ามีมากพาทำให้เกิดปรุงแต่งไปในทางที่เป็นอกุศลได้ การปรุงแต่งไปในทางอกุศลนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 3 จะเกิดการเบียดเบียนกันทั้งกายวาจาใจ ขยายเป็นวงกว้างออกไป

 

 

ความต่างระหว่างทุกขอริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ

 

พระพุทธเจ้าจึงแบ่งพวกนี้เป็นกองไว้ ดังนี้ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นส่วนที่เป็นทุกข์ แต่ตัณหาเป็นเหตุของความทุกข์นี้ กองอยู่แยกกัน มันติดกันอยู่ เราจะต้องทำให้มันแยกออกจากกัน โดยตัณหานี้ต้องทิ้งไปเสียละไปเสียกำจัดไปเสีย อย่าเอาไว้ ส่วนขันธ์ห้ามันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันมาอยู่แล้ว มันต้องปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องของมัน นี่คือธรรมดา

 

...ขันธ์ห้าเราต้องทำความเข้าใจ ในขณะที่ตัณหาต้องละต้องทิ้ง นี่คือพื้นฐานที่ควรเข้าใจ เรื่องของกองทุกข์คือทุกขอริยสัจ และเรื่องของเหตุเกิดทุกข์คือทุกขสมุทัยอริยสัจคือตัณหา สองอย่างนี้ติดกันอยู่ แต่เราต้องทำให้มันแยกจากกัน…

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

 

“ภิกษุถ้าตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ”

 

...ถ้าเราคิดไปในเรื่องขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาก จิตไปตามทางไหน สิ่งนั้นมีพลัง ตัณหาก็ยิ่งพอกพูน เพราะมันคืบคลานตามกันไป …

 

 

คิดถึงทุกข์ ไม่ใช่ ตามอารมณ์ของความทุกข์

 

“บุคคลตริตรึกถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ”

พุทธพจน์

 

..เราจะมาคิดถึงทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น ถ้าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น คุณยิ่งทุกข์มากแน่นอน นั่นคือคนโง่เขาคิดกันเข้าใจกัน แต่ในศาสนานี้ในคำสอนนี้เราต้องฉลาด ต้องมีความรัดกุมรอบคอบ ที่ท่านให้คิดนึกถึงความทุกข์ คือให้ทำหน้าที่ในทุกข์ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ตามทุกข์ ไม่ใช่ตามตัณหา แต่ให้เข้าใจความทุกข์นี้ ว่าทุกข์นี้มีเหตุมีปัจจัยมา ….

 

ปฏิบัติทุกขสัญญาเพื่อให้เข้าใจความทุกข์ ว่าทุกข์มันหนักอย่างนี้ มีเหตุอย่างนี้ ให้เข้าใจความตายมรณสัญญา เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุปัจจัยมีมา ให้ไปจบลงที่กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเห็นกายก็เห็นในความไม่สวยงามความไม่เที่ยงในกาย เห็นความปฏิกูลในกาย เห็นมันตามความเป็นจริงในทุกข์นั้นในความตายนั้นในกายนั้น เห็นตามความเป็นจริง ไม่ได้ไปตามอารมณ์ที่มันสุขหรือที่มันทุกข์

..ถ้าเราไปตามอารมณ์ที่มันสุขหรือที่มันทุกข์ของขันธ์ห้านี้ เราไม่รอด ไปทำตามอำนาจความอยากจะไปจบลงที่นรกแล้วก็วนกลับมาเป็นวงกลม ...แต่ถ้าเรามาระลึกถึงความทุกข์นี้ เพราะว่าทุกข์เป็นจุดที่มีตัณหาติดอยู่ิมีเหตุคือตัณหา มีผัสสะรวมลงกันมาอย่างนี้ มีการปรุงแต่งกันมาอย่างนี้ ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของความทุกข์ คุณจะละตัณหาได้ ตัณหาอยู่ตรงทุกข์ เพราะงั้นนี่แหละ เราจึงต้องมาตรงทุกข์นี้ เพื่อที่จะละตัณหาให้ได้….

 

 

จะละตัณหาได้ต้องเห็นมันก่อน

 

ถ้าเราใคร่ครวญคิดนึกพิจารณาไปตามอารมณ์ นั่นคือ เข้าไปอยู่กับตัณหาเลย อยู่ในกระแสของมันแล้ว ตามอารมณ์นั้นไป ไม่ใช่ ออกมาก่อน มาทำความเข้าใจ ตัณหาอยู่ตรงนี้ ขันธ์ห้าอยู่ตรงนี้ ฉีกดึงลอกขจัดออก ดูมันให้ออก บางคนดูมันไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัณหาอยู่ตรงไหน บางทีมันรวมอยู่ในทุกข์ของเราจนเข้ากันอย่างดี ต้องมีธรรมะจักษุที่จะเห็นให้มันแยกจากกัน จะมีดวงตานี้ได้ต้องมีสมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว จิตต้องมีสติตั้งขึ้น ไม่ไปตามอำนาจของความสุขหรือความทุกข์ ความพอใจหรือไม่น่าพอใจ ตั้งสติให้ดี ให้มาจดจ่ออยู่ในกองทุกข์ ตั้งสติจดจ่อไว้ในกองทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เราเผชิญอยู่ แล้วแยกแยะให้ดี ตริตรึกแยกให้ดี ดังในพระสูตร เทวธาวิตักกสูตร ว่าด้วยความวิตก ๒ ส่วน เรื่องวิตก รายละเอียดหาอ่านและฟังได้ในส่วนเพิ่มเติม

 

….ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยิ่งตรึกยิ่งตรองถึงวิตกใดๆ มาก เธอก็มีใจน้อมไปข้างวิตกนั้นๆ มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ ถ้าภิกษุยิ่งตรึก ยิ่งตรองถึงเนกขัมมวิตกมาก เธอก็จะละกามวิตกเสียได้ ทำเนกขัมมวิตกอย่างเดียวให้มาก จิตของเธอก็จะน้อมไปเพื่อเนกขัมมวิตก….

 

...ถ้าเราตริตรึกไปทางอกุศล จิตเราก็น้อมไปทางนั้น ถ้าเราตริตรึกไปในทางกุศล จิตเราก็น้อมไปในทางนั้น ตรงนี้แหละ ที่มันทำให้แยกกันได้ระหว่างขั้นที่ 1 คือขันธ์ 5 กับขันธ์ที่ 2 คือตัณหา ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจตัวนี้มันก็จะปนกันมั่วยุ่งไปหมดทั้งขันธ์ห้าทั้งตัณหา แต่ถ้าเรามีความเข้าใจว่า ชั่วก็มีในขันธ์ห้า (ความคิดในทางกามพยาบาทเบียดเบียน) ดีก็มีในขันธ์ห้า (ความคิดออกจากกามไม่พยาบาทไม่เบียดเบียน) แค่รู้แล้วเห็นนั่นคือเป็นสัมมาทิฏฐิ ระลึกได้เป็นสัมมาสติ มรรคเกิดขึ้นทันที

 

...แม้ในการที่เราระลึกถึงความทุกข์นั้น ถ้าระลึกให้มันถูก มรรคเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนั้นทันที...อริยมรรคเป็นเหมือนมีดปาดเจ้ากิเลส ปาดเจ้าตัณหาอวิชชา ลอกขุดถอน กำจัดให้มันออกไปจากขันธ์ห้านี้ได้ มรรคแปดเกิดขึ้นตรงนั้นทันที….

 

เวลาความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ให้เห็นให้ดีให้ถูก ถ้าเห็นไม่ดีไม่ถูก ไหลไปตามอารมณ์นั้น มีการพยาบาทเบียดเบียนเกิดขึ้น นั่นคือเพลิดเพลินลุ่มหลงไป แต่ความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นให้เห็นให้ถูกในทุกขสัญญา เห็นแล้วให้ดำรงจิตอยู่ในทางออกจากกามไม่พยาบาทไม่เบียดเบียน นั่นมรรคเกิดทันที มรรคเกิดแล้วเห็นทุกข์แบบนี้ กิเลสมันก็ค่อยลอกออกไปได้ มรรคเกิด กิเลสอยู่ไม่ได้ ตัณหาลอกออก อวิชชาเปิดเผย วิชชาเกิด

 

...เห็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เห็นเหตุเกิดของมันด้วย เห็นโดยความเป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญา มรรคเกิด มรรคอยู่ตรงไหนคือความพ้นทุกข์หลุดออกจากกันได้ก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น ...ให้ตริตรึกไปตามทางมรรค…

    40
    1
    นาทีในการอ่าน