มรณานุสติ เข้าใจความตายเพื่อละความเกิด

มรณานุสติ เข้าใจความตายเพื่อละความเกิด
S07E35
  • เข้าใจว่าความตายความเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยของมัน เป็นของไม่เที่ยง
  • ความตายในส่วนที่เป็นมรรค
  • ระลึกถึงความตายแล้วให้จบลงที่กุศลธรรม
  • ฟังเรื่องธิดานายช่างทอหูก ธิดาผู้ระลึกถึงความตาย กับบิดาที่ความตายของลูกทำให้ถึงธรรม

ความเข้าใจเรื่องความตาย

 

“การระลึกถึงความตาย จะมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ เป็นธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะ เป็นนิพพาน เป็นที่สุดจบได้”

พุทธพจน์

ถ้าเราเข้าใจเรื่องความตายไม่ถูกเราจะทุกข์มาก ถ้าเข้าใจถูก จะออกจากทุกข์ได้ พ้นทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์”

ในที่นี้ทุกข์ในเรื่องของความตายไม่ใช่ทุกข์ของคนเป็น เป็นความทุกข์ของคนที่ตาย เพราะว่าคนที่ตายจะสูญเสียความสุขที่เคยมีมาในชีวิตทั้งหมด ความตายจึงเป็นทุกข์

กับคำกล่าวที่ว่า “ความตายนี้เที่ยงแท้แน่นอน ใครเกิดมาแล้วต้องตาย” นั่นคือความตายที่อยู่ในส่วนของทุกขอริยสัจ ใช่ ถ้ามีการตายต้องมีการเกิด แต่ความตายนี้เราต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติคือ “ความตายเป็นของไม่เที่ยง…”ชรา มรณัง อนิจจัง”

ถ้ามีเหตุเกิดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมาแล้ว มีเหตุแล้ว ผลก็ต้องมี อะไรเป็นเหตุของความแก่และความตาย คำตอบคือการเกิด ถ้ามีการเกิดแล้วความแก่และความตายย่อมมี เพราะมันเป็นการปรุงแต่งเป็นสังขตธรรมมาแบบนี้ มันจึงมีความแน่นอนในความที่มันมีเหตุปรุงแต่งกันมาแล้ว ด้วยการอาศัยการปรุงแต่งนี้ ถ้าเหตุดับ ผลก็ต้องดับ ถ้าการเกิดดับไป การแก่และการตายก็ต้องดับไป พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า

 

“แม้ความแก่และความตายก็ไม่เที่ยง เป็นของไม่เที่ยง”

 

ความแก่ความตายที่เป็นส่วนในความทุกข์นั้น คือไม่เที่ยงอยู่แล้ว เพราะว่าทุกข์เป็นของที่ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ถ้าเรามีความเข้าใจในสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้วทำให้เกิดการพ้นทุกข์ได้ นี่เป็นส่วนที่ 2 ที่ความตายนั้นเป็นมรรค เป็นทางที่ดี

 

 

ความตายส่วนที่เป็นมรรค

 

ความตายส่วนที่เป็นทุกข์เป็นกองทุกข์ อันนี้มีแน่นอนเราเข้าใจ ความตายในส่วนที่เป็นมรรค ที่จะทำให้ถึงการพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 

“...มรณสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ เป็นธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะ มีความเป็นอมตะ คือนิพพานเป็นที่หวังได้ แล้วพวกเธอเจริญมรณาสติกันอยู่บ้างหรือ และระลึกกันอย่างไร…”

 

ถ้าระลึกไม่ถูกทุกข์ก็ยิ่งพอกพูน เพราะดันไปเพิ่มส่วนที่เป็นกองทุกข์ แต่ถ้าเราระลึกถึงถูก ทุกข์ยิ่งลดลง ดังที่ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย (ดูรายละเอียดพระสูตรในส่วนเพิ่มเติม) และในที่นี้ได้ให้ฟังเรื่องธิดาของนายช่างทอหูก ผู้เจริญมรณาสติเป็นเวลาสามปี สุดท้ายได้กราบพระพุทธเจ้าและตอบปัญหาสี่ข้อที่พระพุทธองค์ถามเรื่องความตาย ดังนี้

 

เธอมาจากไหน...ไม่ทราบพระเจ้าข้า...มาจากไหนแล้วจึงมาเกิดในที่นี้ ย่อมไม่ทราบ

เธอจะไปไหน...ไม่ทราบพระเจ้าข้า...ไปจากโลกนี้แล้วย่อมไม่ทราบว่าจะไปเกิดที่ไหน

ก็เธอไม่ทราบอย่างนั้นรึ...ทราบพระเจ้าข้า..ย่อมทราบภาวะแห่งการตายของตัวเอง

ก็เธอทราบอย่างนั้นรึ...ไม่ทราบพระเจ้าข้า..ย่อมทราบภาวะแห่งการตายของตัวเอง แต่ย่อมไม่ทราบว่าจะตายอย่างไรที่ไหนเมื่อไหร่

 

เธอบรรลุโสดาปัตติผล พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถาส่งท้ายว่า

 

“สัตว์โลกนี้เป็นเหมือนคนตาบอด ในโลกนี้น้อยคนจะเห็นแจ้ง น้อยคนจะไปในสวรรค์ เหมือนนกหลุดแล้วจากตาข่ายมีน้อย ฉะนั้น”

 

เธอได้ตายลงเพราะหูกกระทบ บิดามีความโศก จึงไปกราบพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ระงับความโศก พระพุทธเจ้าตรัสกับเขาว่า

 

“ท่านอย่าโศกเลย เพราะน้ำตาของท่านอันไหลออกแล้ว ในกาลเป็นที่ตายแห่งธิดาของท่านด้วยอาการอย่างนี้นี่แหละ ในสังสารมีที่สุด ที่ใครๆไม่รู้แล้ว เป็นของยิ่งกว่าน้ำในทะเลมหาสมุทรทั้งสี่…”

 

บิดาใช้การตายของธิดานี้ทำทางให้พ้นทุกข์ได้ สุดท้ายเป็นพระอรหันต์

พอเหตุกราณ์จริงต้องตายจริง สูญเสียคนที่รักไปจริงๆ จะทำอย่างไร คนที่เจริญมรณสติได้ผลดีจริงๆ จะไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต มีความร้อนใจ จะเร่งปฏิบัติอย่างเต็มที่ และแน่นอนต้องมีการทดสอบ เช่นบิดาของนาง พอเกิดสถานกราณ์จริง เราจะเริ่มเห็นว่าจิตใจของเราเป็นอย่างไง พระพุทธเจ้าตอนที่เสียสองอัครสาวก ท่านไม่มีความเสียใจเลย

 

..ทุกข์ตรงไหน จะปลดทุกข์ได้ก็ตรงนั้น เรายึดตรงไหน เราจะวางได้ ก็ต้องตรงนั้น …

 

ถ้ามันยังไม่เผยตัวออกมา เราจะรู้ได้ไงว่ามันอยู่ตรงไหน เราทุกข์ตรงไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกข์เผยตัวออกมา เมื่อไหร่ก็ตามที่ความยึดถือมันให้เราเห็นแล้ว ตรงนั้นเราจะทุกข์ ใช่มั้ย ทุกข์แล้ว นั่นแหละคือจุดที่เราจะเห็นตามจริงได้ จุดที่เราจะแหวกม่านโมหะออกมาได้ ตรงนั้นแหละแหวกเลย ตัดเลย ใช้ปัญญาสับลงไป เอาจิตเราจี้จ่อเอาไว้ด้วยปัญญา ด้วยสมาธิ เห็นตามความเป็นจริงในทุกข์นั้นให้ถูก

 

เครื่องทดสอบมีแน่นอน นั่นแหละคือความทุกข์ นั่นแหละคือความยึดถือ ที่มันอาศัยกันนั่นแหละเกิดอยู่ ความยึดถือไม่เกิดในอะไรนอกจากในขันธ์5 ขันธ์ห้าก็มีความยึดถือนี่แหละทำให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมา เราจะปลดสองตัวนี้ได้ มันเปิดเผยตัวออกมาแล้ว ใส่มันเลยด้วยปัญญา…...

 

    2046
    1
    นาทีในการอ่าน